Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 7 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today261
Yesterday522
Week261
Month20652
ทั้งหมด1096574

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
การบริการทางการแพทย์ของไทยจะก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่งไร
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
03 ต.ค. 2013 18:41น.

การบริการทางการแพทย์ของไทยจะก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไร?

พญ.เลิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(สผพท.)

ในการประชุม Thailand Healthcare Summit หัวข้อ "การบริการทางการแพทย์เพื่อความเป็นเลิศ Toward Excellence in Healthcare" ที่ผู้เขียนในฐานะประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทยได้เข้าประชุมด้วย ผู้เขียนได้เสนอความเห้็นดังต่อไปนี้คือ


ในขณะนี้ โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การดูแลรักษาพยาบาลแก่ประชาชนส่วนใหญ่(จำนวนมากที่สุด)ของไทย ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการพัฒนาโรงพยาบาล ขาดการพัฒนาอาคารสถานที่และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้ป่วยมีจำนวนมากเกินกว่าที่โรงพยาบาลจะรองรับได้ ผู้ป่วยต้องนอนเตียงแทรกเตียงเสริม บางที่ถึงกับต้องปูเสสื่อนอนตามระเบียง หน้าบันได หน้าลิฟท์
นอกจากนี้โรงพยาบาลยังขาดแคลนบุคลากรอีกมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องเสียเวลาในการไปรับการตรวจรักษาเป็นวันๆ เครื่องมือในการตรวจต่างๆเช่น CT scan MRI ฯลฯ ก็มีไม่เพียงพอให้บริการประชาชน ต้องรอคิวนัดเป็นเวลานาน
งบประมาณจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เหมาจ่ายรายหัวในการให้การรักษาผู้ป่วย ก็ถูกส่งถึงโรงพยาบาลไม่เต็มจำนวน ทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอในการให้การรักษาผู้ป่วย และยังมีคณะกรรมการยาแห่งชาติที่ออกระเบียบกำหนดให้แพทย์สั่งใช้ยา(สำหรับรักษาผู้ป่วยในระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน (กล่าวคือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ) ได้เฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเสีนโอกาสในการที่จะได้รับยาที่เหมาะสม(ดีที่สุดและทันสมัยหรือมีประสิทธิผลมากที่สุด)ในการรักษาอาการเจ็บป่วยของตน
ทั้งนี้คณะกรรมการยาแห่งชาติได้กำหนดยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ว่าเป็นยาที่ดีที่สุดในการรักษา กำหนดให้แพทย์สั่งยาสำหรับผู้ป่วยในระบบการประกันสุขภาพได้เฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น ถ้าแพทย์สั่งยานอกเหนือจากรายการในบัญชียาหลักแห่งชาติ กองทุนก็จะไม่ยอมจ่ายเงิน และถ้าแพทย์ให้ผู้ป่วยจ่ายเงิน ผู้ป่วยก็จะแสดงความไม่พอใจ เพราะได้รับการประชาสัมพันธ์ว่า "รักษาทุกโรค" ทำให้แพทย์ต้องจำใจจ่ายยาให้ผู้ป่วยเฉพาะในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น (ทั้งๆที่แพทย์รู้ว่าไม่ใช่ยาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย) ทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษาผู้ป่วยนั้น กล่าวคืออาจจะรักษาไม่หาย กลายเป็นโรคเรื้องรัง เชื้อดื้อยา หรือผู้ป่วยต้องตายโดยไม่สมควรตาย
ทั้งๆที่ความจริง การมีบัญชียาหลักแห่งชาติตามความหมายขององค์การอนามัยโลกนั้น ได้กำหนดให้ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือยากจนควรกำหนดรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้เป็นยา"พื้นฐาน" (Basic Minimal List) ที่ประเทศที่ควรมีไว้เพื่อรักษาสุขภาพผู้ป่วยเท่านั้น
แต่คณะกรรมการยาของไทย กลับนำเอารายการยาพื้นฐานมาเป็นข้อกำหนดไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษามากกว่ายา"พื้นฐาน"ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
กล่าวคือใช้ "จำนวนเงิน" มา "จำกัดรายการยา"ผลเสียย่อมตกอยู่กับผู้ป่วย โดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัวว่าตนเองไม่ได้รับยาที่มีประสิทธิผลสูงสุด ทำให้การรักษาไม่ได้ผลที่"ดีที่สุด"
จึงเห็นได้ว่า การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ยังขาดคุณภาพมาตรฐานที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ทำให้มาตรฐานการแพทย์ไทยตกต่ำ ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการที่จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมที่สุดเพราะข้อจำกัดเรื่องการใช้ยา การขาดแคลนงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร อาคารสถานที่และเทคโนโลยี่ดังกล่าว การที่จะก้าวไปถึง การบริการที่เป็นเลิศนั้น จึงยังอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงสำหรับการประกันสุขภาพไทยทั้ง 3 ระบบ

ข้อเสนอในการแก้ไขระบบประกันสุขภาพไทยก็คือ ต้องเลิกแนวทางที่เอาจำนวนเงินเป็นหลักในการกำหนดมาตรฐานการรักษา ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ตามมาตรฐานที่ดีที่สุด ไม่ใช่มีข้อบังคับเรื่องการใช้ยาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ปัญหาเรื่องงบประมาณที่จำกัดนั้น ควรจะต้องรีบแก้ไขโดยการให้ประชาชนที่"ไม่ยากจน"มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นบางส่วน ส่วนประชาชนที่เป็นผู้ยากจน(ตามความหมายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) จึงควรจะไม่ต้องจ่ายเงินในการไปรักษาความเจ็บป่วย ซึ่งจะทำให้มีงบประมาณเพียงพอในการจัดบริการทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่ดีที่สุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ และโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีงบประมาณในการพัฒนาอาคารสถานที่ เทคโนโลยี และเวชภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการแพทย์ไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่างทั่วถึงทุกโรงพยาบาล


พญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)
ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมือง

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 18:43น. )
ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข จะคืนชีพ กรม ส. สร้างเรื่องอีก
เขียนโดย ใบจาก   
03 ต.ค. 2013 00:06น.

วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ คณะกรรมการกฤษฎีกา แจ้งให้กระทรวงสาธารณสุข ให้คำตอบว่าจะให้มี พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หรือไม่   รมว.สธ.  มอบ รมช. ดำเนินการเรื่องนี้เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน โดยไม่แจ้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งที่เป็นบุคคล และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องทางตรงแต่อย่างใด  นพ.ธเรศ ต้องการสร้่างปัญหา เกี่ยวกับร่าง พรบ.นี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ผลักร่าง พรบ.นี้เข้าสภาอย่างเงียบๆ เมื่อ ปี ๒๕๕๓ ถามหน่อยใครได้อะไรในการนี้ ... แต่ที่ชัดเจนคือ ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่หน้างาน ตามโรงพยาบาลต่างๆ ไม่มีใครได้ทราบเรื่องนี้....ขอให้ทุกคนตื่นได้แล้ว .. อย่าปล่อยในกรมสนับสนุนบริการสร้างปัญหาให้กับคนทำงานได้อีก

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 00:11น. )
๓๘๒ เสียง สส.ผ่าน พรบ.สาธารณสุขชุมชนเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา
เขียนโดย ใบตอง   
02 ต.ค. 2013 20:20น.

วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ เมื่อ ๑ ชม.ที่ผ่านมา สส. ๓๘๒ เสียง งดออกเสียง ๑ เสียง ไม่มีเสียงไม่เห็นด้วย  ได้ยกมือผ่านกฎหมาย พรบ.สาธารณสุขชุมชน  ท่วมท้นสภา  ผู้สื่อข่าวไทยทีอาร์แอลรายงานด่วน จากรัฐสภาวันนี้

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 18:11น. )
ส่งตรงจากอำนาจเจริญ เย็นวาน ถึง กทม.เช้ารุ่งสาง วันนี้ พลัง สธ.เข้าชื่อ เสนอ กฎหมาย ปรับระบบ สธ.
เขียนโดย ใบเตย   
13 ก.ย. 2013 08:39น.

วันที่ 13 กันยายน 2556  แล้วทีมเข้าชื่อ พรบ.จัดตั้ง ก.สธ. และปรับปรุงระบบการสาธารณสุข ภาคอิสาน นำโดย ผอ.เพลินจิต ขันแก้ว ของเรา  และทีมงาน รพสต. สสอ. แห่งจังหวัดอำนาจเจริญ และใกล้เคียง ได้ส่งแบบเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จัดตั้ง ก.สธ. แยกตัว จาก กพ. ก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาที่ ศุนย์รวมเอกสารเข้าชื่อ เสนอ รัฐสภาเพิ่มเติม  ยืนยันหัวใจสีข่าวของชาว สธ. เพื่อสุขภาพที่ดีของปวงชนชาวไทย ต้องพัฒนาระบบ สธ. ปลดพันธนาการ จาก NGO สธ. หรือมาเฟีย สธ.   โดยวันนี้ ที่ 13 กย 2556 เวลา 5.30 น. ที่ลานดิน เชิดชัยทัวร์  รถมุกดาหาร กรุงเทพ รับแบบเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นับลังมาสง ทีม ก.สธ. รับเอกสารที่ลานดิน รุ่งสางวันนี้ ตามภาพ 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 13 ก.ย. 2013 08:41น. )
กระทรวงให้ นพ.ทรงยศ เป็นผู้ยกร่าง พรบ.จัดตั้ง ก.สธ. แยกจาก กพ.แล้ว
เขียนโดย ใบไม้   
11 ก.ย. 2013 21:06น.

วันที่ 11 กันยายน 2556 คณะกรรมการ ก.สธ. โดยแพทย์หญิงอรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ได้เข้าพบ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เพื่อขอทราบท่าทีต่อ การที่ข้าราชการสาธารณสุข ได้เข้าชือ่เสนอกฎหมาย จัดตั้ง ก.สธ. แยกตัวจาก กพ. ของกระทรวงสาธารณุสข หลังจากที่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ศัลยแพทย์โรคหัวใจ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้ทวงถามกับกระทรวงในเรื่องนี้เป็นครั้งที่ 2  จึงได้รับแจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงได้มอบให้ นพ.ทรงยศ เป็นผู้ยกร่าง พรบ.จััดตั้ง ก.สธ. หรือแยกจาก กพ. แล้ว 

สรุปผลการประชุมวิชาการ เหตุการณ์น้ำมันรั่วสู่ทะเล มีข้อเสนอดีหลายข้อ
เขียนโดย ใบตอง   
11 ก.ย. 2013 21:01น.

วันที่ 11 กันยายน 2556 ที่โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ กรุงเทพมหานคร แพทย์ พยาบาล นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นนายกเทศมนตรี ผู้อำนายการกองสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา ได้เข้าประชุมกันกว่า 100 ท่าน  เนื้อหาเกี่ยวกับวิชาการเรื่อง น้ำมัน-เหตุการณ์น้ำมันรั่ว-วิธีการบรรเทาภัยและผลกระทบ-การจัดการทางนิติศาสตร์เช่นการสืบสวนสอบสวนคดีสิ่งแวดล้อม-การดำเนินงานโต้ตอบภาวะเหตุการณ์น้ำมันรั่วและบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่ประชุมได้ใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักการทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ เพือการหาทางออกของปัญหานี้ร่วมกัน เต็มไปด้วยบรรยากาศทางวิชาการที่ดี 

ผู้สมัครเข้าประชุมวิชาการเรือ่ง นำมันรั่วสู่ทะเล การลดผลกระทบทางเวชศาสตร์
เขียนโดย obob   
31 ส.ค. 2013 07:55น.

วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๖ รายงานข่าวจาก สมาคมแพทย์สิ่งแวดล้อม (ชื่อย่อ)  มีผู้สมัครเข้าประชุมวิชาการ เรื่องน้ำมันรั่วสู่ทะเล การลดผลกระทบทางเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม  จำนวนมาก ล้น จำเป็นต้องขยาย  และสมาคมได้ให้การสนับสนุน เทศบาล อบต. และหน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การประมง และหน่วยงานภาคต่างๆ ที่สนใจนำความรูไปใช้เพื่อป้องกันแก้ไขสิ่งแวดล้อมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพที่เกี่่ยวข้องนี้ได้ตามความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ การประชุมนี้ มี แพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา เป็นประธาน การประชุม  มีปาฐกถาน่าในใจ จาก นพ.ดร.อุษณากร อมาตยกุล มีรายงานการสอบสวน และศึกษา จาก โรงพยาบาลระยอง โดย นายแพทย์สุนทร เหรียญการกิจ กรมอนามัย โดย นางนัยนา เหมือนใช้วงศ์ จากกรมควบคุมโรค ดร.สร้อยสุดา เกสรทอง จาก กรมการแพทย์ โดย พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล และวิทยากรจากกรมกองต่างๆ กว่า ๑๐ หน่วยงาน .... น่าสนใจมาก... ผู้ใดสนใจเข้าประชุม โทรติดต่อหรือเมล์ติดต่อได้ที่ พ.ญ.อรพรรณ์ และทีมงาน 083 249551 

บางความเห็น น่าสนใจ ผูป่วยสิทธิ ๓๐ บาท เตือนแพทย์ให้ยอมทุกอย่าง ผอ.ถูกดำเนินคดีอาญา
เขียนโดย ใบตอง   
29 ส.ค. 2013 06:41น.

วันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕ค๖  มีความเห็นของคุณอนัมตัม ในไทยคลินิคว่า "สิทธิ 30 บาท เป็นกฎหมายที่ต้องๆๆๆๆๆๆได้รับการรักษาด้วยยาและทรัพยากรทุกอย่างที่มีใน รพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ไม่มียา ED non_ED ในกฎหมายสิทธิ 30 บาท หมอเราต้องรักษา ผป โดยไม่มีอคติในการเลือกยา ต้องให้ยา ผป ตามความจำเป็นของโรคที่ต้องให้ยานั้นๆ (หากหมอเป็นเอง จะกินยาตัวใด ก็จ่ายยาตัวนั้นให้ผป ไป)
ผู้ใดบังอาจเก็บเงิน ผป สิทธิ 30 บาท ผู้นั้นอาจฝันร้ายไปหลายปี
เงินค่ายาเป็นของหลวง ไม่ใช่ของส่วนตัว อย่าเอาตัวไปรักษาผลประโยชน์ให้ กรมบ/ช กลาง สปสช หรือ ผอก
มีปัญหา อย่าทะเลาะกับ ผป ดีกว่าครับ ให้พบ ผอก.ดีที่สุด Grin Grin Grin

ปล ทางภาคใต้ เคยมีจนท การเงิน รพ เก็บเงิน ผป(สิทธิ 30 บาท) ไป ไม่กี่ร้อย โดยอ้างคำสั่งผอก รพ เจอผป.แจ้งความจับ ผอก รพ เป็นคดี อาญา สุดท้ายทราบว่ายอมความกันที่ XXX,XXX บาท"  ไทยทีอาร์แอล อยากทราบว่าปลัด ณรงค์ และ นพ.ประดิษฐ์  ยังทำหน้าที่กันปกติอยู่หรือไม่ ปล่อยให้สถานการณ์เลวร้ายต่อระบบได้เพียงนี้ ????  

ยุค รมว.เหลวไหล ปลัดไร้ผลงาน-นพ.ณรงค์ ฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีเสนอ ครม.แต่งตั้งผู้บริหาร สธ.ผิดหลักกฎหมาย
เขียนโดย นินิ   
28 ส.ค. 2013 23:58น.

วันที่ ๒๘ สค ๒๕๕๖ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงผู้ไร้ผลงาน  ฝ่าฝืนกฎหมาย ในการเสนอแต่งตั้งผู้บริหาร สธ.เมื่อ สัปดาห์ก่อน  เป็นการทำลายระบบการสาธารณสุขครั้งใหญ่  ไม่มีปลัดคนใดใน สธ. สร้างความเสียหายให้กับระบบการสาธารณสุขเท่ากับ นายแพทย์ณรงค์ คนนี้  

      รัฐมนตรีคนปัจจุบันเอง ถูกทีมแพทย์ชนบทพลัสปลัด สธ. พลางตา หลงเชื่อ หรือ จำยอม ไม่มีใครทราบแน่ได้  และเล่นเกมส์ balance power ได้อย่าง low สุดๆ  สร้างความเสียหายเพิ่มให้กับระบบ สธ.ยิ่งขึ้น   รัฐมนตรีขาดความกล้า  ไม่กล้าแม้จะประเมินผลงานของปลัดณรงค์ เพราะหากประเมินแล้ว จะพบว่า ไม่มีผลงาน และมีผลร้ายมาก  จะต้องให้ปลัดคนนี้พ้นจากตำแหน่งตามที่ตนเองลั่นเกณฑ์การทำงานว่าจะประเมิน และจะใช้ผลงาน ... ต้องถือว่า นายแพทย์ประดิษฐ์ เป็นรัฐมนตรีที่เหลวไหล เชื่อถือไม่ได้ในเรื่องที่ตนเองลั่นวาจาไว้ ... คงบริหาร สธ.ไม่รอดอย่างแน่นอน พร้อมทั้งจะด้สร้างความเสียหาย ร้างลึกในระบบได้มากกว่าทุกรัฐมนตรี

      สงสารเธอกระทรวงสาธารณสุข และประชาชนไทย 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 ส.ค. 2013 00:00น. )
ขอคารวะและขอบคุณ ๓ แม่ทัพหญิง ที่ยืนหยัด ตรวจสอบ สปสช. จนต้องรับภาระคดีอาญา
เขียนโดย นินิ   
28 ส.ค. 2013 23:46น.

วันที่ ๒๘ สค ๒๕๕๖ ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ในวันที่ ๓๐ สค ๒๕๕๖ นี้  ศาลนัดพร้อม คดีที่ นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ฟ้อง ๓ แพทย์หญิง คือ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา  พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล และ พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ เป็นจำเลยในคดีอาญา อันเกี่ยวเนื่องกับการทักท้วงให้ตรวจสอบความถูกต้องและความชอบด้วยกฎหมาย กรณีเลือกเลขาธิการ สปสช. ในขณะที่ สตง.มีการทักท้วงการใช้เงินของ สปสช.  ๗ ประเด็น (ช่วงที่ นพ.วินัย สวัสดิวร เป็นเลขาธิการ สปสช.) เมื่อ พย.๒๕๕๔   แต่ นายวิทยา บุรณศิริ ก็ยังคงจัดการให้มีการเลือกตั้งโดยจงใจไม่นำผลสอบที่ สตง.ทักท้วงเข้าพิจารณา และต่อมา ได้นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เป็นเลขาธิการต่อไป.... ศาลนัดพร้อม ฝ่ายจำเลย จะนำพยานบุคคลเข้าสืบ ๑๗ ปาก พร้อมพยานหลักฐาน.... ไทยทีอาร์แอล ขอเป็นกำลังใจให้ ๓ แม่ทัพหญิง  แห่ง สธ.

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 28 ส.ค. 2013 23:48น. )
กรุงเทพมีผู้ป่วยวัณโรคมาก
เขียนโดย ใบตอง   
28 ส.ค. 2013 22:08น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2556  สื่อหลักรายงานเมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ห้องอัมรินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.)นายพีระพงษ์ สายเชื้อ รองปลัดกรุงเทพมหานคร(กทม.)กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณะสุขแ ละผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก(WHO) ว่า องค์การอนามัยโลกได้มาติดตามผลการควบคุมวัณโรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) โดยพบว่าในกรุงเทพฯมีจำนวนผู้ป่วย 10,000 รายและปีนี้มีจำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายจำนวน 91 เปอร์เซ็นต์ซึ่งถือว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า5ปีที่แล้วถึง11เปอร์เซ็นต์โดยปั จจุบันไทยเป็นหนึ่งใน22ประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากที่สุดเนื่องจากประเทศไท ยเป็นประเทศที่มีผู้ป่วยวัณโรคมากและมีอัตราการเสี่ยงสูงแต่ก็ยังพบปัญหาวัณ โรคในแรงงานงานต่างด้าวที่ไม่ได้ทำการละทะเบียนแรงงานซึ่งทำให้ไม่ได้รับการ รักษาที่ถูกวิธี ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรค โดยกทม.จะเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุขให้ใช้ระบบกฎหมาบบังคับให้แรงงานต่างด้าวล งทะเบียนแรงงานทุกคนเพื่อง่ายแก่คัดกรองโรคซึ่งกทม.จะเป็นศูนย์กลางการให้ข้ อมูลกับทุกหน่วยงานเพื่อควบคุมและลดการแพร่กระจายของโรค

ด้าน พญ.วันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กล่าวว่าวัณโรคเป็นโรคที่มีการแพร่กระจายทางอากาศ ทำให้การป้องกันโรคทำได้ยากขึ้นโดยมีระยะการฟักตัวของเชื้อในช่วง2เดือนแรกผ ู้ป่วยจะต้องเข้าการรักษาทันที โดยการตรวจเสมหะและรับยาฆ่าเชื้อซึ่งสามารถรักษาให้หายขาดได้ภายใน6เดือนถ้า มี การรักษาอย่างต่อเนื่องสำหรับค่าใช้จ่ายในการรักษาวัณโรคในระยะเริ่มต้นจะอย ู่ที่ประมาณ1,000-2,000 บาท แต่หากเชื้อโรคมีการพัฒนาค่ารักษาจะสูงถึงหลักแสนบาท ขอให้ประชาชนสังเกตอาการผิดปกติหากน้ำหนักลดลงผิดปกติ มีอาการไอแห้ง มีไข้ต่ำ นานกว่า 2 สัปดาห์ สามารถเข้ารับการตรวจรักษาได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของกทม.ทุกแห่งและหากพ บว่ามีเชื้อวัณโรคผู้ป่วยจะได้รับการรักษาอย่างทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

กพ.
เขียนโดย นินิ   
26 ส.ค. 2013 22:53น.


วันที่ 28 สค 2556  รายงานข่าว จาก ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์-วันก่อน  เมื่อ20 ส.ค.56  ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ เพิ่มอัตรากำลัง 3,848 อัตรา  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงสธ.มีดังต่อไปนี้:- 
 
  ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอให้ครม. รับทราบและขออนุมัติรายงานผลการศึกษาวิเคราะห์ภาพรวมความต้องการอัตรากำลังภ าครัฐ โดยมีสาระดังนี้ 
 วันต่อมา นายนนทิกร กาญจนะจิตรา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พูดถึงกรณีการบรรจุลูกจ้างชั่วคราวของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นข้าราชการจำนวน 22,641 อัตรา โดยปีแรกจัดสรรไปแล้ว 7,547 ตำแหน่ง ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมติที่มีการอนุมัติอัตราการบรรจุตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งเป็นการให้บรรจุได้โดยมีเงื่อนไข คือ อนุมัติให้มีการบรรจุตั้งแต่ปี 2556-2558 จำนวนปีละประมาณ 7,547 อัตรานั้น ล่าสุดในปีงบประมาณ 2557-2558 สำหรับเกณฑ์ที่จะพิจารณาอนุมัติตำแหน่งข้าราชการให้กับบุคลากรสาธารณสุขนั้น  สธ.จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในหลายเรื่อง ได้แก่ 
   
  1.การปรับปรุงฐานข้อมูลระบบกำลังคนของ สธ.ให้สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของ ก.พ.ให้ได้ภายในปี 2556 เนื่องจากหากทำไม่ได้ ก.พ.ก็จะเช็กอัตราการว่างงานไม่ได้ 
   
  2.สธ.ต้องจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว คือ ต้องคำนวณในเรื่องของอัตราความต้องการตำแหน่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล หรือสายงานต่างๆ รวมถึงการกระจายไปอยู่ในจุดใด หรือตามยุทธศาสตร์ประเทศ เป็นต้น โดยให้มีรายละเอียดว่า จะใช้อัตราในที่ไหน จุดไหน อย่างใด ให้แล้วเสร็จภายในปี 2556 เช่นกัน ทาง ก.พ.จึงจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) บรรจุข้าราชการของปี 2557 เพิ่ม 
   
  3.ต้องมีแผนปฏิบัติการรองรับที่จะดำเนินการ เช่น การผลิตกำลังคนว่าจะเอามาจากไหน จำนวนเท่าใด และสายงานใดบ้างต้องมีความชัดเจน เช่น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เป็นต้น 
   
  4.ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของข้าราชการว่าตำแหน่งใดควรบรรจุก่อนหรือหลัง  
   
  เลขาธิการ ก.พ. บอกด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของข้อกำหนดที่ ก.พ.เสนอนั้น หาก สธ.ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ทาง ก.พ.ก็จะไม่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้บรรจุพนักงานกระทรวงสาธารณสุขเป็นข้าราชการให้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องพิจารณาเหตุผลและความจำเป็น หากปฏิบัติไม่ได้ แต่เชื่อว่า สธ.คงจะทำได้ เพราะสิ่งที่กำหนดไม่ใช่เรื่องยากและทั้งหมดก็ทำเพื่อประโยชน์ในการบริหาร และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุด
 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 28 ส.ค. 2013 22:03น. )
คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ทวงถามปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สนับสนุน ร่าง พรบ.แยกตัวจาก กพ. เพ่ื่อขวัญคน
เขียนโดย นินิ   
23 ส.ค. 2013 20:50น.

วันที่ 23 สค 2556 นายแพทย์เชิดชัย ตันติสิรินทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข แจ้งว่า คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้มีหนังสือถึง รมว. และ ปลัด สธ. เรื่องให้สนับสนุน ร่าง พรบ.จัดตั้งคณะกรรมการสาธารณสุข แยกตัวจาก กพ.ตามที่สหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ฯ เสนอต่อรัฐสภา เมื่อ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ และผ่านขั้นตอนตรวจสอบทางสภาสมบูรณ์แล้ว  โดยมีหนังสือลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๖  จนบัดนี้กระทรวงสาธารณสุข ยังคงไม่ตอบ  จึงมีหนังสือเรียกให้ปลัดกระทรวง เข้าชี้แจงเร็วๆนี้... ไทยทีอาร์แอล เหนือ่ยแทน คน สธ.จริงๆ

กพ. ถ่วงไม่ตอบ ร่าง พรบ.กสธ.ที่เสนอแยกตัวจาก กพ. เป็น พรบ.เกี่ยวกับการเงิน
เขียนโดย นินิ   
23 ส.ค. 2013 20:42น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2556 เกิดอุปสรรคของการแยกตัวจาก กพ.  กล่าวคือขั้นตอนของการเสนอร่าง พรบ.จัดตั้ง  ก .สธ. แยกตัวจาก กพ.เสร็จสิ้นมากว่า ๑ ปีแล้ว  ต่อมาทางรัฐสภา ส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีรับรองเป็นเรื่องร่างง พรบ.เกี่ยวกับการเงิน เพื่อทางรัฐสภา ได้จัดนำเข้าวาระต่อไป  นายกรัฐมนตรีสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าเป็นร่าง พรบ.เกี่ยวกับการเงินหรือไม่ หลายเดือนผ่านไปจนบัดนี้เปิดสมัยประชุมใหม่แล้ว กพ.ยังไม่ตอบเลย เป็นการถ่วงร่าง พรบ.ของประชาชนที่เสนอโดยคณะบุคลากร สธ.   ..... เรื่องนี้ อ.อรพรรณ์ แถลงว่า จะทำการติดตามเรือ่งไปที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีให้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 23 ส.ค. 2013 20:44น. )
ข่าวประชาสัมพันธ์ เชิญเพื่อนนักวิชาการ สธ.ทุกสาขา สมัครเข้าประชุมวิชาการเรื่องน้ำมันรั่วสู่ทะเลไทย:
เขียนโดย ใบเตย   
23 ส.ค. 2013 20:34น.

วันที่ 23 สิงหาคม 2556 จากกรณีน้ำมันรั่วสู่ทะเลไทย กับทางออกเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ทางออกอยู่ที่ไหน  กรณีนี้ มีชาวไทยทีอาร์แอลที่สนใจวิชาการด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ขอให้สมาคมแพทย์สิ่งแวดล้อม จัดการประชุมวิชาการ  ต่อมา สมาคมแพทย์ จึงได้จัดให้มีการประชุมดังกล่าว ชื่อ การประชุมวิชาการ เรื่องเหตุการณ์กรณีน้ำมันรั่วสู่ทะเลไทย กับมาตรการลดผลกระทบทางด้านเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม จัดในวันที่ ๕ และ ๖ กันยายน ๒๕๕๖ที่โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ สี่แยกเกษตร กทม.  เนื้อหาน่าสนใจมาก หากท่านใดสนใจติดต่อได้ที่ 083 2495151 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 23 ส.ค. 2013 20:36น. )
รัฐบาล สปสช กรมบัญชีกลาง สร้างปัญหาให้หมอเป็นหนังหน้าไฟกับคนไข้เรื่องยา
เขียนโดย obob   
23 ส.ค. 2013 20:27น.

วันที่ 23 สค 2556 มีกรณีน่าสนใจ เรื่องการจ่ายยาผู้ป่วย ที่ถูก รัฐบาล สปสช. กรมบัญชีกลาง ห้ามจ่ายนั่นนี่ให้คนไข้  แต่หมอต้องเป็นหนังหน้าไฟกับคนไข้  และคุณหมอซุปเพอร์นอย ได้ปรึกษา หมอๆกันมา เนื้อหาน่าใสนใจ .. รัฐบาลจะแก้ไขหรืไม่  .......เนื้อความว่า 

"ตอนนี้ประสบปัญหามากๆเกี่ยวกับยานอกบัญชีที่เมื่อก่อนผป.เคยได้  แต่ปัจจุบันรพ.ไม่ให้จ่ายแล้ว  เราควรอธิบายให้ผป.ฟังอย่างไรครับ ล่าสุดมีป้าคนหนึ่งแกจะร้องเรียนที่ผม เรื่องที่ป้ามาขอ muscol ผมแล้วแกต้องเสียเงินเอง  ผมได้อธิบายแล้วว่าเป็นนโยบายรพ. ไม่ใช่ผมไม่อยากให้ และไม่ใช่การตัดสินใจของผม แกก็ไม่ยอมเข้าใจ. ไม่ยอมออกจากห้องเลยครับ จะกินเลือดกินเนื้อผมให้ได้เลย ล่าสุดผมเดินออกจากห้องมาแล้ว ผมควรทำอย่างไรดีครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ"

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 23 ส.ค. 2013 20:37น. )
ในความคล้ายมีความต่าง ปรัชญาของยุคสังคม สธ.มืดมน
เขียนโดย ใบลาน   
22 ส.ค. 2013 21:39น.

วันที่ 22 สค 56 ขอนำบทกลอนของ ดร.โนต้านประชานิยม บทกวีอมตะ ถูกตามกฎหธรรมชาติ และ ถาม อ.อรพรรณ์ บอกว่าถูกใจอาจารย์มาก จริง แท้คือ สองด้านในสรรพสิ่ง 

"ในความว่าง มีธรรมะ หากรู้หมาย
ในความคล้าย มีความต่าง หากมองเห็น
ในความมืด มีสว่าง หากมองเป็น
ในยากเข็ญ มีความสุข หากรู้พอ"

จับตา ต้นตุลาเดินหน้าปฏิรูป สธ.
เขียนโดย ใบตาล   
22 ส.ค. 2013 21:16น.

วันที่ 21 สค 56 สื่อเชิญชวน จับตาตุลาฯ 2556เดินหน้าปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข?? มติชนรายงานว่า

ห้วงเวลาของ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นับเป็นช่วงแห่งการปฏิรูป สธ. อย่างแท้จริง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบนัก เห็นได้จากกรณีการปรับนโยบายค่าตอบแทน ที่ส่งผลให้แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนออกมาต่อต้านกันร่วมเดือน ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพราะประเด็นค่าแรงของบุคลากรสาธารณสุขพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพการบริการก็ยังไม่ชัดเจนว่า ดีขึ้นจริงหรือไม่...

นพ.ประดิษฐอธิบายถึงมูลเหตุของการปฏิรูปครั้งนี้ว่า มาจากปัญหาของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าจาก 10 ปีที่ผ่านมา คือ จากเดิมใช้งบ 60,000 กว่า ล้านบาท เพิ่มเป็น 204,000 ล้านบาท ขณะที่ค่าแรงบุคลากรสาธารณสุขเพิ่มร้อยละ 50 ซึ่งจากการเพิ่มขึ้นเช่นนี้ ได้มีการวิเคราะห์มาจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ปรากฏว่าเมื่อ 10 ปีก่อนมีประชากรประมาณ 45 ล้านคน ขณะที่ปัจจุบันมี 48 ล้านคน ซึ่งก็เพิ่มไม่มาก ส่วนจำนวนการเข้าถึงบริการกลับเพิ่มร้อยละ 60 ซึ่งเมื่อคำนวณก็พบว่า อัตราส่วนการเพิ่มของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ค่าแรง กับจำนวนประชากร กลับไม่สอดคล้องกัน อย่างค่าแรงเมื่อ 10 ปีก่อนใช้เพียง 3 หมื่นกว่าล้าน แต่ตอนนี้ค่าแรงเป็นแสนล้านบาท ที่เห็นชัด คือ การเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นมากจากเดิม 1 ครั้งต่อคนต่อปี แต่ตอนนี้เป็น 3 ครั้งต่อคนต่อปี

ด้วยปัญหาค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้น 2-3 เท่า จำเป็นต้องมาคิดว่า จำนวนประชากรที่เพิ่มสอดคล้องกับผลลัพธ์ของการบริการที่ดีขึ้นด้วยหรือไม่ ซึ่งเราก็ไม่มีระบบตรวจสอบว่าสุขภาพของคนไทยใน 10 ปีที่ผ่านมา ดีขึ้นอย่างไร ลดอัตราการเจ็บป่วย การตายได้มากน้อยแค่ไหน และคุณภาพการบริการดีด้วยหรือไม่ เพราะปัจจุบันคนก็ยังรอคิวนานอยู่เหมือนเดิม

"จึงเป็นที่มาในการปฏิรูประบบสุขภาพ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของการใช้เงิน ให้ได้คุณภาพของการบริการ และให้ได้ผลลัพธ์ต่อสุขภาพประชาชนที่ดีขึ้น ซึ่งการปรับนโยบายค่าตอบแทนที่ต้องผสมผสานกับวิธีคิดจากผลการปฏิบัติงาน หรือพีฟอร์พี ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของบุคลากรสาธารณสุขนั่นเอง แต่การปฏิรูปยังต้องมีเรื่องอื่นๆ อีก นั่นก็คือการทำงานของกระทรวงจะต้องมีบทบาทชัดเจน เพื่อให้ได้งานที่ตรงจุดจริงๆ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ายังทำงานซ้ำซ้อนกันมาก" นพ.ประดิษฐกล่าวด้วยเหตุนี้จะต้องแยกหน้าที่ให้ชัด โดยแบ่งเป็นๆ ส่วน คือ ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อบริการ (Purchaser) หรือผู้จ่ายเงินให้โรงพยาบาลในการดูแลประชาชน แต่โรงพยาบาลจะต้องให้บริการภายใต้ตัวชี้วัดที่ สธ.กำหนด เพื่อให้ได้มาตรฐานในการให้บริการนั่นเอง โดยในส่วนของ สธ. จะแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นผู้กำหนดนโยบาย (National Health Authority) และ 2.ส่วนที่เป็นผู้ปฏิบัติ (Service Provider) หรือโรงพยาบาลในสังกัด สธ.ทั้งหมดนั่นเอง ทั้งนี้ สำหรับการทำงานในส่วนของผู้กำหนดนโยบายนั้น จะมีกรมทำหน้าที่ด้านวิชาการ (Health Regulator) โดยผู้ปฏิบัติ หรือโรงพยาบาลต่างๆ ต้องปฏิบัติตาม

นพ.ประดิษฐบอกว่า ที่ผ่านมากรม กอง มีการทำงานซ้ำซ้อน คือ มีตั้งศูนย์บริการต่างๆ มากมาย เช่น ศูนย์อนามัยแม่และเด็ก ศูนย์สุขภาพจิต ศูนย์ยาเสพติด ตรงนี้ต้องแยกออกมา โดยอาจย้ายมาอยู่สำนักงานปลัดกระทรวงจะลดความซ้ำซ้อนได้ อย่างศูนย์อนามัยแม่และเด็กของกรมอนามัย ก็ให้ผู้ป่วยแม่และเด็กมารักษาโรคทั่วไปได้ แต่หากเป็นโรคแทรกซ้อนรุนแรงก็ส่งไปยังโรงพยาบาลศูนย์ ซึ่ง ต่อไปทุกกรม หากไม่ใช่ศูนย์วิจัยจริงๆ ก็โอนมาอยู่สำนักงานปลัดฯดีกว่า

ยกตัวอย่าง กลุ่มประกันสุขภาพ ของสำนักงานปลัดฯ การทำงานอาจไม่ชัดเจน เป็นทั้งผู้ออกกฎเกณฑ์และตรวจสอบการเก็บเงิน สถานะการเงินของโรงพยาบาล และการหาแนวทางช่วยเหลือเมื่อโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ตรงนี้ต้องมีการทำงานให้ชัดเจนขึ้น จึงมีการปรับโครงสร้างของกลุ่มประกันสุขภาพใหม่ โดยไม่ได้ยุบ แต่แยกการทำงานให้ชัด เช่น กลุ่มประกันสุขภาพ อาจเคยมีคนปฏิบัติงาน 200 คน ให้แยก 100 คนทำหน้าออกเกณฑ์ หรือระเบียบการใช้เงิน ส่วนอีก 100 คนทำหน้าที่ตรวจสอบสถานะการเงิน เป็นต้น โดยต้องแยกฝ่ายนโยบาย และแยกเป็นฝ่ายปฏิบัติให้ชัด

ฝ่ายนโยบายจะตั้งเป็น "สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินการคลัง" ทำหน้าที่คำนวณต้นทุนบริการกับราคาขาย เพื่อจะทำให้โรงพยาบาลทราบต้นทุนของตัวเองว่า ราคาเดียวกัน แต่ประสิทธิภาพต่างกันอย่างไร ซึ่งจะทำงานควบคู่กับอนุกรรมการการเงินการคลังของ สปสช. ที่ทำหน้าที่ออกนโยบายด้านการเงินต่างๆ เป็นต้น แต่ไม่ได้รวมกัน เป็นการทำงานร่วมกันมากกว่า ซึ่งการกระจายเงินให้โรงพยาบาลยังคงเป็นหน้าที่ของ สปสช.เหมือนเดิม โดยขณะนี้ได้มอบให้ทุกกรมไปศึกษาว่ามีหน่วยงานไหนซ้ำซ้อน และให้เสนอกลับมายังตนอีกครั้งใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าได้ในเดือนตุลาคมนี้

งานนี้อยู่ที่ว่า กรม กองต่างๆ จะพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงแค่ไหน

ที่มา--มติชน ฉบับวันที่ 30 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)-

- See more at: http://www.hfocus.org/content/2013/07/4137#sthash.4QFzBqJu.dpuf

 

เปิดกลไลไกล่เกลี่ยผู้มารับการรักษา ที่เป็นชาวต่างช่ติ
เขียนโดย นินิ   
19 ส.ค. 2013 22:47น.

วันที่ 19 สค 2556 Hfocus รายงาน สธ.เปิดกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ต่างชาติโวยการรักษาพยาบาล รพ.ไทย เพื่อสร้างความมั่นใจกรณีเกิดปัญหาตกลงกันไม่ได้  นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวเรื่อง "การพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ (Medical Mediator)" ว่า ภายหลังจากที่มีชาวต่างชาติเข้ามารับบริการทางการแพทย์ที่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นนั้น มีจำนวนหนึ่งได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการรับบริการ สธ. จึงพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยกรณีข้อพิพาททางการแพทย์สำหรับชาวต่างชาติ ทั้งในด้านคุณภาพการรักษาและอัตราค่าบริการ ทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน โดยเน้นระบบการไกล่เกลี่ยเป็นหลัก เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างความเชื่อมั่น ความเข้าใจอันดีให้ชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาตัวในประเทศไทย ผ่าน 3 ช่องทางคือ 1.Web Portal : www.thailandmedicalhub.net, E-mail : 2.Call Center กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หมายเลข 0-2193-7999 ตลอด 24 ชั่วโมง 3.รับเรื่องร้องเรียนโดยตรงผ่านทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการร้องเรียนของชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอัตราค่าบริการทางการแพทย์

เบื้องต้นระบบนี้เน้นรองรับชาวต่างชาติที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ต้องจ่ายค่ารักษาเองทั้งหมดก่อน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ประมาณร้อยละ 80 โดยมีคณะกรรมการกลาง 1 ชุด พิจารณาไกล่เกลี่ย โดยมีอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพเป็นประธาน และประกอบด้วยผู้แทนภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง โดยคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่เจรจาไกล่เกลี่ย ทบทวน ให้ข้อคิดเห็น โดยยึดหลักความถูกต้องทางวิชาการทางการแพทย์ในระดับสากล รวมทั้งความสมเหตุสมผลในด้านการเงิน เป็นการยกระดับการพัฒนาระบบการไกล่เกลี่ยทางการแพทย์ของไทยสู่ระดับสากล มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการกรณีเกิดข้อพิพาททางการแพทย์ กำหนดระยะเวลาดำเนินการทั้งระบบไม่เกิน 90 วัน

ด้าน นพ.ไพศาล จันทรพิทักษ์ ผอ.รพ.กรุงเทพ สายกิจกรรมพิเศษ ในฐานะกรรมการสมาคม รพ.เอกชน กล่าวว่า ระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ที่จัดตั้งขึ้นนี้ จะสร้างความมั่นใจให้กับชาวต่างชาติในการเข้ามารับการรักษาในประเทศมากขึ้น สำหรับการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนนั้น ขึ้นอยู่กับการบริการและความยากง่ายในการรักษาโรค อีกทั้งแต่ละ รพ.จะมีหลักเกณฑ์คำนวณแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการลงทุน ซึ่ง รพ.ขนาดใหญ่จะแตกต่างจาก รพ.เล็ก เพราะมีการลงทุนมากกว่า แต่ทั้งนี้การคิดค่ารักษาจะถูกควบคุมด้วยกลไกผู้ให้และผู้รับบริการอยู่แล้ว เพราะหากคิดค่ารักษาแพงไป โดยเฉพาะกรณีชาวต่างชาติ จะมีการบอกต่อและจะไม่มีผู้มาใช้บริกา

- See more at: http://www.hfocus.org/content/2013/08/4289#sthash.3Yp5HV6F.dpuf

 

ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ต่อไป > สุดท้าย >>