Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 9 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today12
Yesterday342
Week354
Month7506
ทั้งหมด1154043

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
ตระกูล ส. หงอย ผลักร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย ไม่สำเร็จ
เขียนโดย นินิ   
26 ต.ค. 2013 13:44น.

วันที่ 26 ตุลาคม 2556 การผลักดันให้เกิร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ....ของตระกูล ส.  โดยอ้างมาตรา 41 ของ พรบ.สปสช.ให้เกิดกองทุนคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ....  เป็นกองทุนใหม่ ระดบหมื่นล้านบาท เรียกเงินอัตโนมัติจากสถานบริการสาธารณสุขทั้งรัฐและเอกชน.. ไปให้ NGO ตระกูล ส. นำเงินไปใช้อ้างจ่ายให้ผู้รับบริการสาธารณสุขที่เสียหายจากการับบริการทางการแพทย์  เป็นกรรมการคุ้มครองผู้เสียหาย .... ผลักตั้งแต่ พ.ศ.2550 สำเร็จเข้าสภาได้เมื่อ ๒๕๕๒ แต่ถูกยับยั้งด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายคู่ขนานที่มีเนื้อหาตรงข้ากับของ NGO โดยกฎหมายฉบับดังกล่าว  มี พญ.อรพรรณ์ เป็นผู้นำการเข้าชื่อ...ทำให้วิปฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลไม่นำด่วนเร่งตาม NGO เพื่อเข้าวาระที่ ๑ ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร... ทำให้การยับยั้งสำเร็จเบื้องต้น... แล้ว NGOตระกูล ส. ก็ไปผลักดันผ่านการเอาผู้พิการไปหานายกรัฐมนตรี..ทีม สผพท.เข้าให้เหตุผลยับยั้งโดยขอให้มีการศึกษา... ต่อไปผลักดันผ่านรัฐสภา ..ส่งเรื่องไป ครม.และกระทรวงสาธารณสุขตามลำดับ ซึ่งกรม ส.จดัตั้งคณะกรรมการ ยกร่าง พรบ.นี้้ฉบับกระทรวงสาธารณสุข ..ไม่สำเร็จ ถูกยับยั้งให้ทำการศึกษาเรื่องความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขก่อน... ต่อมาผลักดันผ่านสภาที่ปรึกษาเศรษบกิจและสังคมแห่งชาติ ไปที ครม.และแอบเงียบเข้ากระทรวงสาธารณสุข กรมส.แอบจัดเงียบ  ...แต่ไม่สำเร็จถูกยับยั้ง ขอให้มีการถามความเห็นสถานพยาบาลต่างๆก่อน... จึงล่าสุดผลักดันผ่านคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มีหนังสือถึง รมว.สธ. และกรม ส.แอบจัดอีก...ไม่สำเร็จ เหตุ รมช.สรวงศ์ เทียนทอง ได้รับเรื่องไว้เท่านั้น และให้เหตุผลว่าด้วยจะต้องรอบคอบ...เป็นอัน NGO csh;c]ts'vpl6fq

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 26 ต.ค. 2013 13:57น. )
ความขัดแย้งทางการแพทย์
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
20 ต.ค. 2013 16:10น.

ความขัดแย้งทางการแพทย์
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสผพท.
เก็บความจากคำบรรยายของนายนพพร รังสิยาธร ผู้พิพากษาศาลฎีกา
บรรยายที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า
ประเทศไทยมีความเข้าใจกฎหมายการแพทย์ผิดพลาด มีการฟ้องหมอที่ทำให้แพทย์ไม่สบายใจมากที่สุด แต่ประเทศ สหรัฐ อังกฤษ ยุโรป หมอไม่เดือดร้อนเมื่อถูกฟ้อง ทั้งนี้เนื่องจากประเทศต่างๆเหล่านั้น ไม่มีใครเข้าใจกฎหมายการแพทย์คลาดเคลื่อนเหมือนในประเทศไทย
เราเข้าใจกฎหมายการแพทย์ผิดพลาด
แพทย์จะรับผิดได้ในความผิดฐานผิดสัญญา และความผิดฐานละเมิด
1.ไม่ทำตามสัญญาหรือผิดสัญญา เช่นจ้างคนมาสร้างบ้าน แต่สร้างไม่ดี แสดงว่าผิดสัญญา
ในกรณีการรักษาผู้ป่วย แพทย์จะต้องรับผิดตามสัญญา เมื่อรับประกันผล ฉะนั้นแพทย์ทั่วโลก จึงไม่มีการรับประกันผลว่ารักษาแล้วผู้ป่วยจะหายจากการป่วย จึงไม่ถือว่าผิดสัญญา
แพทย์จะรับผิดตามสัญญา ถ้ามีการรับประกันผล เพราะฉะนั้นแพทย์ทั่วโลก ไม่มีใครรับประกันผลว่าหาย จึงไม่ถือว่าผิดสัญญา
2.ความผิดฐานละเมิด ในกรณีของแพทย์ ความผิดฐานละเมิดมีการ ประมาทเลินเล่อ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้น ถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี
ในกรณีที่แพทย์รักษาแล้ว แต่ผู้ป่วยตาย แพทย์อาจจะถูกศาลพิพากษาในความผิดทางอาญาว่าทำให้เกิดความตายเช่นในกรณีที่ ศาลตัดสินว่า แพทย์ประมาทเลินเล่อในกรณีที่ไม่ใช่วิสัญญีแพทย์เป็นผู้ทำการบล็อกหลังผู้ป่วยเพื่อทำผ่าตัด ซึ่งในกรณีนี้หลังจากบล็อกหลังผู้ป่วยเสียชีวิต ตัดสินจำคุกแพทย์ 4 ปี
ประเทศไทยไม่ได้ผลิตวิสัญญีแพทย์ ให้มีครบทุกโรงพยาบาล หลังจากศาลตัดสินคดีนี้แล้ว ทำให้รพ.ชุมชน770แห่งทั่วประเทศไม่มีวิสัญญีแพทย์ ศาลตัดสินว่าเมื่อไม่ใช่วิสัญญีแพทย์ผิด โรงพยาบาลชุมชนที่ไม่มีวิสัญญีแพทย์ จึงไม่ยอมทำผ่าตัดอีกเลย
ทำไมหมอจึงตกใจเมื่อจะมีกฎหมายทางการแพทย์ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยเข้าใจกฎหมายการละเมิดไม่ถูกต้อง
สมัยก่อนคนไทยไม่ฟ้องหมอ แต่เมื่อเป็นการแพทย์แบบฝรั่ง ทำให้เริ่มมีการฟ้องหมอ
หลักการรักษาของแพทย์ทั่วโลกถือว่า ทันทีที่หมอทำการรักษาเมื่อนั้นคือการทำละเมิด แล้วทำไมหมอถึงไม่ถูกฟ้อง ก็เพราะถือหลักมา 4,000 ปีว่า "ความยินยอมไม่เป็นการละเมิด"
ฉะนั้นก่อนการรักษาแพทย์จึงต้องอธิบายว่าจะทำการรักษาอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยยินยอมให้หมอดำเนินการรักษา ถ้าคนไข้ไม่ยินยอม แล้วหมอรักษา ถือว่าหมอทำผิดทันทีเป็นการละเมิด
จึงทำให้เกิดหลักการ "ยินยอม" หรือ "consent" ซึ่งต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยความบริสุทธ์ใจ(ไม่ถูกบังคับ)ของผู้ป่วยที่ยินยอม(เต็มใจหรือตกลงใจ)ให้หมอรักษา หมอจึงจะรักษาได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิด
ในการที่ผู้ป่วยจะยินยอมโดยความบริสุทธิ์ใจได้ จะต้องรู้วิธีการรักษาก่อน ซึ่งผู้ป่วยแทบทุกคนก็จะไม่รู้หรือไม่เข้าใจวิธีรักษา เพราะฉะนั้นหมอต้องอธิบายให้คนไข้ยินยอมเสียก่อน เรียกว่า "informed consent" คนไข้จะยินยอมโดยความบริสุทธิ์ใจได้ จะต้องรู้ว่าหมอจะรักษาอย่างไร ฉะนั้นหมอต้องอธิบาย (inform) จึงเกิดหลักของ informed consent กลายเป็นหลักในข้อกฎหมายทั่วโลก
ฉะนั้นหลักการสำคัญก่อนที่หมอจะรักษาผู้ป่วยได้ หมอต้องมีความรู้ 3 อย่างคือ
1.การวินิจฉัยโรค
2.ต้องเลือกวิธีการรักษา
3.ต้องรู้วิธีที่จะinform ผู้ป่วย
หลักการ inform มีอยู่แค่ 4 เรื่อง ซึ่งหมอเสียเวลาไม่เกิน 2 นาทีในการบอกผู้ป่วย กล่าวคือ
1.หมอจะรักษาด้วยคุณด้วยวิธีนี้
2.การรักษาด้วยวิธีนี้มีความเสี่ยงอย่างไร
3.ถ้าไม่เอาโดยวิธีนี้ จะมีทางเลือกรักษาอย่างไร
4.ความเสี่ยงจากการรักษาโดยทางเลือก
ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าหมอจะทำการรักษาอย่างไรและจะได้ผลอย่างไร
ส่วนการรักษาที่เกิดเรื่องฟ้องร้อง ส่วนมากอาจจะเป็นเพราะ หมอบอกคนไข้ยังไม่ชัดพอ หรือบอกแล้วผู้ป่วยไม่เข้าใจแต่ก็ไม่(กล้า)ถาม
การฟ้องหมอให้รับผิดทางละเมิด ถ้าไม่มีเจตนาทำผิดประเทศอื่นๆ ไม่ถือว่าเป็นคดีอาญา มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่ความรับผิดทางแพ่งเป็นคดีอาญาด้วย เป็นความบกพร่องในการเขียนกฎหมาย ในประเทศอื่นการละเมิดทางแพ่งไม่นับเป็นคดีอาญา
ในคดีเรื่องการประมาทหมายถึงไม่ได้ทำการรักษาตามมาตรฐาน ถ้าหมอทำถูกต้องในการรักษาตามมาตรฐาน จะฟ้องหมอไม่ได้
เรื่องคดีอาญา ของแพทย์ต้องแก้ไข เพราะว่าหมอตั้งใจรักษาผู้ป่วย(ลุกขึ้นมาทำความดี) แต่กลับถูกพิจารณาความผิดทางอาญา
การผิดสัญญาทางแพ่งไม่ใช่ความรับผิดทางอาญา การละเมิดทางอาญาและแพ่งก็ไม่เหมือนกัน
ละเมิด ตามมาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ(ประมาทคือไม่ทำการรักษาตามมาตรฐาน) แต่ถ้าทำตามมาตรฐานแล้ว ไม่ถือเป็นการละเมิด
ในต่างประเทศฟ้องหมอไม่ได้ ถ้าคนไข้อาการหนักขนาดนี้ แต่หมอได้ช่วยเต็มที่แล้ว จะเอาผิดหมอไม่ได้ เพราะอาการป่วยเป็นมากแล้ว ดที่หมอจะรักษาเยียวยาให้กลับคืนดีได้
เปรียบเหมือนกับทนายความที่ว่าความให้ลูกความแพ้คดี จะเอาผิดทนายความไม่ได้เนื่องจากทนายความก็ต้องแก้ต่างลูกความตามข้อเท็จจริง(ที่มีอยู่แล้ว)ของลูกความ
ความเข้าใจมาตรฐานในประเทศไทยนั้นผิด หมอเข้าใจผิด ทำให้ศาลเข้าใจผิดด้วย
มาตรฐานคืออะไร? ในทางแพทย์ Hippocrates ได้กำหนดว่าการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ต้องเป็น Best practise แปลว่าหมอต้องรักษาดีที่สุด และในประทศไทยพ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรมพ.ศ. 2525 แพทยสภาได้ออกข้อบังคับไว้ในหมวดจริยธรรมในการรักษาว่า แพทย์ต้องรักษาอย่างดีที่สุด
แต่ในความเป็นจริงในโลกนี้ การรักษาที่ได้มาตรฐานคือการรักษาที่หมอคนไหนๆที่มีความรู้ในสาขาเดียวกัน ก็ต้องรักษาเหมือนกัน ส่วนการถือว่าการรักษาตามมาตรฐานที่ดีที่สุดมีที่ประเทศไทยประเทศเดียวในโลกเท่านั้น
นอกนั้นเขาถือว่า ถ้าหมอรักษาตามมาตรฐาน หมอไม่ผิด แต่บางครั้งมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ผู้ป่วย(เขียนขอยกตัวอย่างดังนี้ เช่นอาการป่วยนั้นๆไม่ตอบสนองต่อยา หรือมีผลข้างเคียงจากยา แพ้ยา มีโรคแทรกซ้อน หรืออาการหนักจนไม่สามารถรักษาได้ มีโรคอื่นอยู่แล้วที่ตรวจไม่พบในตอนแรกที่มาโรงพยาบาล แต่อาการมากำเริบทีหลัง หรือมีโรคแทรกซ้อนภายหลังการรักษา ) ซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดจากแพทย์ผู้รักษา แต่ผู้ป่วยมีความเสียหายมากบ้างน้อยบ้าง เช่นแพ้ยาเกิดอาการ Steven Johnson's Syndromeจนตาบอด จึงน่าเห็นใจผู้ป่วยจึงเกิดกองทุน No Fault Liability คือการให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยโดยที่ไม่มีความผิดเกิดขึ้น กล่าวคือแพทย์ไม่ได้ทำผิด แต่มีผลเสียหายหรือผลร้ายเกิดขึ้นแก่ผู้ป่วย จึงมีกองทุนขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในกรณีที่หมอไม่ผิดเพราะผู้ป่วยน่าเห็นใจ
ประเทศไทยเอาอย่างในการช่วยเหลือผู้ป่วยโดยไม่มีใครผิดบ้าง โดยเอาไปใส่ในมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 ในมาตรา 41.
แต่คณะกรรมการพิจารณามาตรา 41 นี้ ก็พิจารณาให้เงินแก่ผู้ป่วย ในกรณีที่หมอไม่ผิด
แล้วถ้าหมอผิดจนเกิดความเสียหายกับผู้ป่วย จะต้องทำอย่างไร? คำตอบที่ถูกต้องก็คือต้องไปฟ้องทางละเมิด แต่ในที่สุดก็ไปตั้งมาตรา 42 ไปไล่เบี้ยเอากับผู้ที่ทำผิด
ผลที่สุดมาตรา 41 ก็มั่ว ใช้กันทั้งหมอผิดและหมอไม่ผิด ถ้าผิดไปไล่เบี้ยตามมาตรา 42 จึงทำให้คนไม่เข้าใจว่าหมอไม่ผิดมีด้วยหรือ? ทำให้ไม่เกิดความเข้าใจว่าหมอรักษาไม่ผิดนั้นมีอยู่ด้วย
ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่เอามาตรฐานการรักษาดีที่สุดในการกำหนดของแพทยสภาและคำประกาศสิทธิผู้ป่วยที่แพทยสภาก็ออกประกาศรับรองไปด้วย
แต่รัสเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ไม่ได้ถือ การรักษาที่ดีที่สุด ( best practice) แต่ถือหลักการรักษาไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน(คือรักษาในระดับเดียวกับมาตรฐาน)
Baron Denning (commonly known as Lord Denning) ผู้พิพากษาศาลสูงของอังกฤษ (Judge of the High Court of Justice of England and Wales)ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้ในช่วง 7 มีนาคม1944-19489ตามความเห็นของLord Denning และความเห็นของท่านนับว่าเป็นที่ยอมรับของศาลอังกฤษและศาลอื่นๆทั่วโลก ได้มีบันทึกไว้ว่า ถ้าจะให้หมอรับผิดทางละเมิดไม่ใช่ตัดสินโดยอาศัยผลของการรักษาที่ผิดไปจากความบังเอิญ(mischance) หรืออุบัติเหตุ หรือความผิดพลาดในการรักษาเนื่องจากเลือกการรักษาบางอย่าง แต่หมอจะต้องรับผิดทางละเมิดเนื่องจากหมอรักษาต่ำกว่ามาตรฐานที่เพื่อนแพทย์ในสาขาเดียวกันรักษา โดยเน้นที่ "มาตรฐานการรักษา" (the standard of Care )
: In the opinion of Lord Denning, as expressed in Hucks V. Cole a medical practitioner was not to be held liable simply because things went wrong from mischance or misadventure or through an error of judgment in choosing one reasonable course of treatment in preference of another. A medical practitioner would be liable only where his conduct fell below that of the standards of a reasonably competent practitioner in his field."
ฉะนั้นถ้าหมอรักษาต่ำกว่ามาตรฐานจากการตัดสินใจรักษาผิดพลาด(ถึงแม้จะตั้งใจดี)จึงจะถือว่าหมอทำผิดหรือถือว่าประมาทเลินเล่อหรือขาดความระมัดระวังและหมอจะต้องรับผิดในการรักษาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน (an error of medical judgment, though made in good faith, may amount to negligence and lead to the physician's liability, if in reaching his judgment he failed to exercise the legally requisite level of skill.)
จะเห็นว่าความเห็นของผู้พิพากษาในต่างประเทศจะถือว่าไม่มีหมอคนไหนรักษาดีที่สุด ถ้าเมื่อไรมีการรักษาที่ดีที่สุดในโลก จะทำให้การแพทย์ไม่พัฒนา เพราะว่ามันดีที่สุดแล้ว จะเป็น the beginning of the end คือการแพทย์ไม่สามารถพัฒนาได้ เพราะมันดีที่สุดแล้ว
ฉะนั้น แพทยสภาต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า " การรักษาของแพทย์(หรือการประกอบวิชาชีพเวชกรรม) นั้น ไม่ใช่การรักษา (การประกอบวิชาชีพเวชกรรม)ที่ดีที่สุด แต่เป็นการรักษาที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน
ซึ่งผู้บรรยายได้สรุปว่าในประเทศไทยควรเข้าใจตรงกันไม่ว่าแพทย์ แพทยสภา และศาลว่า
1.หมอต้องรักษาไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ใช่การรักษาตามมาตรฐานที่ดีที่สุด จากคดีร่อนพิบูลย์ ชมรมฟ้องแพทย์บอกว่า หมอไม่รักษาดีที่สุด
ในสหรัฐถ้า Inform (อธิบาย) ผู้ป่วยแล้ว และหมอทำการรักษาผู้ป่วยมาตรฐานการรักษาแล้ว คนไข้จะเป็นอะไรก็ช่วยไม่ได้ หมอไม่ผิด เพราะคนไข้ยินยอมแล้ว
ฉะนั้นหมอไทยก็ต้องให้ความสนใจกับการอธิบายให้ผู้ป่วยให้ความยินยอมในการรักษา ซึ่งการอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจในการขอให้ผู้ป่วยยินยอมรับการรักษานั้น ท่านผู้พิพากษานพพร รังสิยาธร ได้แนะนำไว้แล้ว
2. การรักษาดีที่สุดเป็นไปไม่ได้ อนามัย รพ.ชุมชน รพท. รพศ. มาตรฐานการรักษาย่อมไม่เท่ากัน
นพ.สงกรานต์ นิยมเสน บอกว่าหมอต้องรักษาดีที่สุดถ้าต่ำกว่าดีที่สุดคือประมาท ทำให้ศาลเข้าใจผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ค้นข้อกฎหมายแล้วได้ความว่า Best Practice ไม่มี ฉะนั้นต้องรักษาตามสภาพนั้นๆ เผอิญไม่มีการฎีกา การตัดสินนั้นๆจึงไม่มีผลผูกพันกับศาลอื่น การรักษาดีที่สุดไม่มีที่ใดในโลก และศาลในโลกนี้ยกเว้นในประเทศไทยไม่เอาด้วย
Lord Denning บอกว่า หมอรักษาตามสภาวะขณะนั้น เรียกว่า current accepted situation เช่นการผ่าตัดในโรงพยาบาลชุมชนก็สามารถทำได้ตามมาตรฐานของสภาวะนั้นๆ โดยหมอได้กระทำโดยความระมัดระวังอย่างเหมาะสม(by taking appropriate precaution)
แต่ประชาชนหรือผู้ป่วยและญาติมักจะเข้าใจผิด หมอรักษาไม่ผิดพลาดแต่ผลมันผิดคาด โอกาสที่จะทะเลาะกันก็สูง
การจะนำเอาพ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมพ.ศ. 2540 มาใช้กับการแพทย์นั้นใช้ไม่ได้เป็นคนละประเด็นกับกฎหมายการแพทย์
Professional liability หมอกับทนายความเหมือนกัน ถ้าเป็นคดีความ ข้อเท็จจริงของคุณเป็นอย่างนี้ ทนายความก็ช่วยไม่ได้ ในกรณีที่คุณป่วยและคุณอาการหนัก หมอก็ช่วยไม่ได้
บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
1. Lord Denning on Medical malpractice :
http://manishmehrotra.wordpress.com/2012/09/22/lord-denning-on-medical-negligence/
2, The standard of care:
http://books.google.co.th/books?id=n09nDlSQA9YC&pg=PA93&lpg=PA93&dq=lord+denning+and++medical+malpractice&source=bl&ots=zF2ZvMzQry&sig=rmAq1rR2XmUFCV278jT6kpe_VMk&hl=en&sa=X&ei=oy5hUoHgCpDPrQfoxYGICQ&ved=0CDwQ6AEwAg#v=onepage&q=lord%20denning%20and%20%20medical%20malpractice&f=false

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 20 ต.ค. 2013 16:13น. )
ร่าง พรบ.แยกตัวจาก กพ. มีข่าวดีเล็กๆแล้ว
เขียนโดย ใบตอง   
19 ต.ค. 2013 14:02น.

รายงานข่าวจาก ผู้สื่อข่าวไทยทีอาร์แอล สป.  รายงานว่า ร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการและบุคลากรสาธารณสุข พ.ศ....(แยกการบริหารบุคลากรสาธารณสุข ออกจาก กพ.) กระทรวงสาธารณสุข ได้มีการนำเข้าที่ประชุมกระทรวง สืบเนื่องจากการที่สำนักเลขาธิการรัฐมนตรี ได้นำร่าง พรบ.แยกจาก กพ. ซึ่งเข้าชื่อเสนอโดย ข้าราชการและบุคลากรสาธารณสุขทั่วประเทศ ได้ผ่านการตรวจสอบถูกต้องโดยรัฐสภาแล้ว ... กระทรวงโดยทีมข้าราชการประจำฝ่ายบริหาร... เห็นด้วยกับร่าง พรบ.นี้  ขั้นตอนต่อไป จะเป็นอย่างไร ผู้สื่อข่าวไทยทีอาร์แอลจะได้รายงานต่อไป... ขอทีมเข้าชื่อร่าง พรบ.นี้ ที่อยู่ตามโรงพยาบาล สถานีอนามัย สสจ. สสอ. ทั่วประเทศ โปรดทราบถึงอีกขั้นของความมุ่งมั่นในการออกจาก กพ.ของท่านได้นับต่อเนื่องแล้ว ... ไม่ได้หยุดนับนะ..

วงการแพทย์เซ็งคนไข้โกงสารพัดรูปแบบ
เขียนโดย obob   
19 ต.ค. 2013 13:55น.

วันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๖  รายงานข่าวบรรยากาศทั่วไปของวงการแพทย์  คุณหมอหลายท่าน หลายสังกัด หลายพื้นที่ มีเสียงสะท้อนมาทางเดียวกัน คือเซ้งคนไข้โกง มีเยอะ และค่อนข้างชุกชุม และเพิ่มขึ้นทุกวัน จนเป็นสภาพที่พบได้ทั่วไป  คือการ ขอadmit ขอยาหลายอย่างๆ ละ ๓๐๐ เม็ด ขอให้ IV ขอใบรับรองแพทย์ ของใช้สิทธิฉุกเฉิน ขอเจาะเลือด ขอฉีดยา ขอยาแบบนี้ ขอหยุดงาน ทั้งที่ไม่มี indication ใดๆเลย  ที่ผ่านมามีกรณีเช่นนี้ทั้งที่ รพ.ชานเมือง และ รพ.ภูมิภาพ แพทย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า ขณะพิมพ์สื่อสารกับเพื่อนแพทย์ มีกรณีมาขอยา omeprazole airx atarax อย่างละ 300 เม็ด Embarassed บอกเพื่อนแพทย์ที่อึดอัดในเรื่องนี้ ไม่ต้องกังวล  มีอีกเยอะในประเทศไทย ที่แพทย์หลายท่านได้เจออยู่ทุกวัน จนละอายใจแทนคนเหล่านี้ Undecided ให้ปล่อยไปเถอะ อย่าเก็บมาคิด ทำให้แพทย์เป็นทุกข์เปล่าๆ.... อ้อ..นี่หรือประเทศไทย

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 19 ต.ค. 2013 14:09น. )
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณากรณีกฎหมายด้านการสาธารณสสุข นิติกร สธ./สนย.ทุกกรมเพียบ.๓๐
เขียนโดย ใบไม้   
16 ต.ค. 2013 07:36น.

วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ วันนี้เวลา ๙.๓๐-๑๖.๐๐ น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถ.แจ้งวัฒนะ จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายด้านการสาธารณสสุข ที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐  ซึ่งอนุกรรมการดังกล่าว ประกอบด้วย นิติกร และเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและยุทธศาสตร์ของกุกกรมสังกัดกระทรวงสาธารณสุข มีเนื้อหาเกี่ยวกับ พรบ.ทั้งหลายที่ออกมาบังคับใช้เกี่ยวเนื่องกับข้อบัญญัติใน รธน. และที่ออกมาแล้วไม่สอดคล้องกับ รธน.  ควรที่ขรก.สธ. จะได้ติดตามด้วย

ธเรศ อึดอัด ผลักดันร่าง กฎหมาย พรบ.คุ้มครองฯ ไม่ได้
เขียนโดย นินิ   
09 ต.ค. 2013 19:10น.

วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖  ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ร่างกฎหมายที่บุคลากรการแพทย์/สาธารณสุข มีคำถามต่อกระทรวงสาธารณสุขอย่างมาก ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบัน  กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ยังไม่ดำเนินการศึกษาข้อเท็จจริง ก่อนเร่งผลักดันตามที่ NGO และคณะกรรมการหลายชุดของ NGO เร่งรัดให้กระทรวงสาธารณสุข เสนอเพื่อตราออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับ  ในการนี้ พญ.อรพรรณ์ ได้เข้าทักท้วงกับอธิบีดกรม ส. และ รองอธิบดี กรม ส. นพ.ธเรศ แล้ว ไม่สมควรเร่งรัด  เสนอควรศึกษาข้อเท็จจริงเรื่องความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขเสียก่อน .... รายงานข่าวจากผู้สื่อข่าวไทยทีอาร์แอล รายงานว่า นพ.ธเรศ อึดอัดที่ร่าง พรบ.นี้ มี อ.อรพรรณ์ คอยท้วง และยังเสนอให้ อธิบดี กรม ส. ตั้งกรรมการตรวจสอบ นพ.ธเรศ กรณีเร่งรัดไม่จัดให้มีการศึกษาข้อเท็จจริง

กรมบัญชีกลางกับข้าราชการ มาอีกแล้ว
เขียนโดย นินิ   
07 ต.ค. 2013 19:38น.

 กรมบัญชีกลางให้ รพ.เบิกค่ายาสามัญในสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ให้ได้กำไรเพิ่ม หวังลดการใช้ยาต้นฉบับที่มีราคาแพงลง พร้อมแก้ระเบียบให้มหอดูงานต่างประเทศได้ 
 
     นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่กรมบัญชีกลางส่งหนังสือเวียนเรื่องการปรับเพิ่มอัตราจ่ายค่า ยาในระบบสวัสดิการ ว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะสนับสนุนการใช้ยาให้ถูกต้องและเหมาะสม โดยเฉพาะการทำให้ยาสามัญ มีส่วนของกำไรเพิ่มขึ้น เพื่อให้นำกำไรในส่วนดังกล่าวไปพัฒนาระบบ โดยเพิ่มจากอัตราการเบิกจ่ายเฉพาะในส่วนของระบบสวัสดิการข้าราชการ เพื่อให้การเบิกจ่ายยาสามัญได้กำไรที่เพิ่ม เช่น หากยาต้นฉบับ (ออริจินอล) ขายอยู่ 70 บาท แต่กรณียาสามัญอยู่ที่ 5 บาท หากกำหนดให้ รพ.เบิกได้ 35 บาท จากเดิมที่ รพ.ได้กำไรจากยาสามัญเพียง 2-3 บาท ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้น และลดการเบิกจ่ายยาต้นฉบับลง ซึ่งทำให้กรมบัญชีกลางประหยัดงบประมาณลงด้วย ซึ่งการใช้วิธีการเพิ่มราคายาสามัญ ก็ไม่ได้ทำให้ยาต้นฉบับเสียเปรียบแต่อย่างใด 
   
  นพ.ประดิษฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการปรับแก้ระเบียบการไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อสร้างความก้าวหน้าด้านวิชาการ ซึ่งที่ผ่านมา รพ.จำเป็นต้องรับการสนับสนุนจากบริษัทยา เนื่องจากรัฐไม่มีสวัสดิการในส่วนนี้ แต่พบว่า ทำให้เกิดความหมิ่นเหม่ในเรื่องจรรยาบรรณ ดังนั้น จึงมีการปรับแก้ไขระเบียบ เพื่อให้แพทย์สามารถใช้งบประมาณที่ได้จากกำไรในการจ่ายยาสามัญ ซึ่งจะเข้าสู่เงินบำรุงของโรงพยาบาลเองให้นำไปใช้ในการเดินทางไปศึกษาดูงาน ประชุมวิชาการได้ จากเดิมที่แม้ว่าโรงพยาบาลมีเงินก็ไม่สามารถใช้ได้ นอกจากนี้ ยังจะเตรียมปรับแก้ระเบียบไม่ให้บริษัทยาสนับสนุนแพทย์โดยตรง แต่ให้สนับสนุนผ่านระบบเขตบริการสุขภาพ หรือ ผ่านโรงพยาบาล ซึ่งจะจัดทำระเบียบให้ชัดเจน หากมีการสนับสนุนแพทย์โดยตรงก็มีการจัดขึ้นบัญชีดำต่อไป 

อ.เชิดชู ประธาน สผพท. ถาม ศ.ดร.คณิต เหตุตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายเฉพาะ ร่าง พรบ.คุ้มครองฯ
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
04 ต.ค. 2013 15:55น.

สหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)
ตู้ ปณ.22 ปณผ.กระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 88/23 ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี
โทร/โทรสาร 02 5906382 มือถือ 086 5659985
4 ตุลาคม 2556
เรื่อง 1. ขอทราบเหตุผลที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจัดตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพียงฉบับเดียว คือคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
2. คณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ได้ทำการยกร่างกฎหมายโดยมิได้มีอำนาจหน้าที่
เรียน ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.)
อ้างถึง หนังสือ คปก.01/486 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 เรื่องขอเข้าพบเพื่อหารือนโยบายเกี่ยวกับร่างกฎหมายการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
ดิฉันในนามสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) เป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงกำไร จัดตั้งโดยบุคคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขในหลายสังกัด ได้ให้ความสนใจ และติดตามร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เนื่องจาก ร่าง พ.ร.บ.นี้ หากมีการตราออกมาเป็นกฎหมาย จะมีผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ให้บริการทางการแพทย์ฯแก่ประชาชน รวมทั้งมีผลกระทบต่อประชาชน ที่จำเป็นต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ฯ ดังกล่าว
จากหนังสือที่อ้างถึงทำให้ดิฉันมีคำถามที่ต้องการคำตอบจากท่านประธานและ คปก.ว่า
1. เหตุใดคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจึงได้จัดตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายเพียงฉบับเดียว คือคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ทั้งๆที่มีร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยประชาชนอีกหลายฉบับ เหตุใด คปก.จึงไม่ตั้งคณะอนุกรรมการลักษณะนี้เป็นการเฉพาะสำหรับกฎหมายอื่นๆบ้าง
2. คปก. และอนุกรรมการชุดนี้ ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการร่างกฎหมายแต่อย่างใด พฤติการณ์ของคณะอนุกรรมการชุดนี้ ที่ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติตามสิ่งที่อ้างถึง และดำเนินการผลักดันกฎหมายผ่านกระทรวงสาธารณสุข โดย ถือเป็นความลับ ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขรับรู้รับทราบ นับว่าเป็นพฤติการณ์ที่ไม่โปร่งใส และไม่รับฟังความเห็นรอบด้าน ทำให้การพิจารณา พ.ร.บ.นี้ ไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นและไม่สามารถพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบด้านที่จะมีต่อระบบการแพทย์และสาธารณสุขและประชาชนทั่วไปรวมทั้งประชาชนที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข
กับทั้งเป็นการทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ ของคณะอนุกรรมการและคปก.
จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาถึงความเหมาะสมและความถูกต้องตามกฎหมายของคณะอนุกรรมการและคปก.ชุดนี้และแก้ไขให้ถูกต้องตามอำนาจหน้าที่ เมื่อท่านได้พิจารณาดำเนินการแล้ว โปรดตอบให้ดิฉันทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อแจ้งให้สมาชิกสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ทราบต่อไป จะเป็นพระคุณ
ขอแสดงความนับถือ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ต.ค. 2013 16:02น. )
ยื่นยับยั้งการเร่งรัดผลักดันร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ของ อนุ.คปก.
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
04 ต.ค. 2013 15:57น.

สหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)
ตู้ ปณ.22 ปณผ.กระทรวงสาธารณสุข
เลขที่ 88/23 ถนนติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร/โทรสาร 02 5906382 มือถือ 086 5659985
4 ตุลาคม 2556
เรื่อง 1.ขอให้ยับยั้งการเร่งรัดผลักดันร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ของคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
2. ขอให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) เกี่ยวกับ ร่าง พรบ.คุ้มครองฯ ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์
อ้างถึง หนังสือ คปก.01/486 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2556 เรื่องขอเข้าพบเพื่อหารือนโยบายเกี่ยวกับร่างกฎหมายการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
ดิฉันในนามสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.) เป็นองค์กรเอกชนไม่แสวงกำไร จัดตั้งโดยบุคคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขในหลายสังกัด ได้ให้ความสนใจ และติดตามร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เนื่องจาก ร่าง พ.ร.บ.นี้ หากมีการตราออกมาเป็นกฎหมาย จะมีผลกระทโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่ให้บริการทางการแพทย์ฯแก่ประชาชน รวมทั้งมีผลกระทบต่อประชาชน ที่จำเป็นต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ฯ ดังกล่าว
ตามหนังสือที่อ้างถึงคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขได้ขอเข้าพบท่านเพื่อขอคำตอบและเร่งรัดผลักดันให้มีการออก พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ...โดยไม่ได้อนุญาตให้บุคลากร ข้าราชการสาธารณสุข ด้านการแพทย์ฯ เข้ารับฟังด้วย ทั้งที่ ร่าง พรบ.นี้จะมีผลกระทบโดยตรงต่อข้ารชการ บุคลากรสาธารณสุข และประชาชนทั่วไป
อนึ่งทาง สผพท. ได้มีหนังสือสอบถาม คปก. ถึงความไม่ชอบธรรมของคณะอนุกรรมการฯ ที่ดำเนินการยกร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โปรดพิจารณา ถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบผลักดันร่าง พรบ.นี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้จะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก ร่าง พรบ.ฉบับนี้ ทั้งฝ่ายประชาชนที่เป็นผู้รับบริการสาธารณสุข และประชาชนผู้ให้บริการสาธารณสุข อันได้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกคน
จึงเรียนมาเพื่อขอให้ท่านพิจารณายับยั้งการเร่งรัดผลักดันร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ของคณะอนุกรรมการ ปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขไว้ก่อน และขอให้โปรดจัดการรับฟังความคิดเห็น และศึกษาผลกระทบของ ร่าง พรบ.นี้ ที่จะมีต่อประชาชนและวงการสาธารณสุขต่อไป ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการใดๆ และโปรดตอบให้ดิฉันทราบโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อแจ้งให้สมาชิกสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ทราบต่อไป จะเป็นพระคุณ
ขอแสดงความนับถือ

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)

สำเนาเรียน - นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ต.ค. 2013 16:00น. )
อ.อรพรรณ์ ทักท้วง กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
เขียนโดย obob   
04 ต.ค. 2013 15:50น.

วันที่ 4 ตุลาคม 2556  อ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล  หลังเข้าประชุมที่มีคระกรรมการ คปก.โดย อนุฯ นำโดยนางสุนี ไชยรส รวม ๙ คน ได้เข้านำเสนอร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายฉบับ คปก. เช้าวันนี้  โดยมีพฤติการณ์ของบุคลากรกรมสนับสนุนบริการที่ไม่ชอบด้วยความถูกต้อง  พญ.อรพรรณ์  จึงได้เดินทาง พบ อธิบดีกรม ส. นายแพทย์บุญเรือง ฯ เพื่อให้แก้ไข   และ ได้เข้าทักท้วงกับ นพ.ธเรศฯ รองอธิบดีผู้เกี่ยวข้องด้วย ที่ห้อง ณ.สำนักงานชั้น ๘ อาคาร ๗ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แต่ทั้งสองท่านได้เดินทางไปอาคารวิศวกรรมการแพทย์ เป็นที่ตั้งของกลุ่มกฎหมายฯ  และเป็นที่ซึ่งมีการประชุมเรื่องร่าง พรบ.คุ้มครองฯ  พญ.อรพรรณ์  จึงได้ออกหนังสือ ทักท้วงดังนี้ 

วันที่ 4 ตุลาคม 2556

เรื่อง ขอทักท้วงให้แก้ไขกรณี กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ไม่แจ้งให้กรม/ส่วนราชการที่มีภาระหน้าที่เกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณสุขและการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับฟัง คปก.และให้ความเห็นต่อกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข


เรียน อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ


ด้วยรับแจ้งจากบุคลากรของ คปก.ว่า จะได้มีการเข้าพบ เพื่อเสนอความเห็นเกี่ยวกับ ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ในวันนี้ ณ.ห้องอุทัยสุดสุข ชั้น ๕ อาคาร ๗ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระหว่างเวลา ๙.๓๐-๑๒.๐๐ น. โดยกรมสนับสนุนบริการไม่ได้แจ้งให้กรม/ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับการที่มีภาระหน้าที่เกี่ยวกับการจัดบริการสาธารณสุขและการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข... ได้รับฟัง และเสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องดังกล่าวอันจะทำให้ได้ข้อมูลทางด้านการให้บริการฯที่แท้จริง ....เมื่อ คปก.โดยนางสุนี ไชยรส และคณะรวม ๙ คน ได้เข้าประชุม และให้ข้อมูลแล้วมีเนื้อหาเร่งรัดกระทรวงสาธารณสุขให้เร่งตัดสินใจยกร่าง พรบ.ดังกล่าว โดยไม่ให้ผู้ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขในส่วนต่างๆและส่วนที่อยู่ในห้องประชุมให้ข้อมูล ความเห็น หรือสอบถามข้อถามใดๆต่อ คปก.ได้ ประกอบกับ . นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ได้ปิดกั้นมิให้ผู้ปฏิบัติงานให้บริการทางการแพทย์ผู้สนใจเสนอข้อมูลและความเห็น อันเป็นการทำให้ราชการกระทรวงสาธารณสุขอาจเสียหายได้
จึงเรียนมาเพื่อขอเสนอให้กรมดำเนินการดังนี้
1. พิจารณาสอบสวนพฤติการณ์ดังกล่าวของ นพ.ธเรศ
2. ขอให้กรมจัดให้บุคลากรทางการแพทย์และการสาธารณสุข ในสังกัด สำนักงาน
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมทุกกรมของกระทรวงสาธารณสุข ได้รับรู้ข้อมูลและพัฒนาการของ ร่างกฎหมายคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข และที่เกี่ยวข้อง
3. ขอให้กรมจัดให้มีการศึกษาขอบเขต ระดับ ความชุก และความรุนแรงของความเสียหาย
ที่เกิดการรับบริการสาธารณสุข เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติในเรื่องนี้ก่อนที่จะยกร่าง พรบ.ใดๆ
4. ต่อมา หากมีการยกร่างเป็นที่ยุติแล้ว ขอให้กรมได้จัดการศึกษาผลกระทบของร่าง พรบ.ดังกล่าว และ จัดประชาพิจารณ์บุคลากรสาธารณสุขและการแพทย์ ต่อ ร่าง พรบ.นี้ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

พญ.อรพรรณ์  เมธาดิลกกุล

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ต.ค. 2013 15:59น. )
์NGO และ คปก. หัวคะมำ หลังเข้า พบ รมว.ถูกตั้งคำถามตอบไม่ได้
เขียนโดย obob   
04 ต.ค. 2013 15:08น.

วันที่ 4 ตุลาคม 2556 วันนี้ ที่ห้องประชุมอุทัย สุดสุข ชั้น ๕ อาคาร ๗ ตึก กรม ส. วันนี้เป็นวันที่ NGOผู้เสนอร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หมายมั่นไว้ว่า คปก.นำโดย นางสุนี ไชยรส จะผลักดันให้กระทรวงสาธารณสุข ยกร่างกฎหมาย พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข โดยให้กระทรวงกำจัดอุปสรรคในการพิจารณาออกกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขออกไป ซึ่งหมายถึง ผู้ที่เห็นต่าง คือ พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา  พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ฯ พร้อมเสนอให้ในการประชุมนั้น ไม่รับฟังความเห็นของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณุสข   เมื่อสิ้นสุดการประชุม อ.อรพรรณ์ และ อ.เชิดชู  ได้เสนอความเห็น และคำถามตรวจสอบพฤฒิการณ์ของ คปก.ในการเร่งรัดผลักดันร่าง พรบ.นี้ โดยที่ทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายโดยการยกร่าง พรบ.ขึ้น และกล่่าวว่า เสนอร่าง พรบ.ไปยัง ครม. และไปยังรัฐสภา เมื่อได้รับการแย้งว่า ไม่มีอำนาจหน้าที่  ผู้มาจาก คปก.ทุกคนไม่โต้แย้งหักล้างใดๆเนื่องจากข้อกฎหมายเป็นเช่นนั้น  เมื่อได้รับการเสนอใดๆเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม  อนุ คปก. ชุดนี้  ก็ปฏิเสธไม่รับฟัง .... เมื่อถูกทักท้วงว่ามีหน้าที่ต้องรับฟัง ไม่สามารถปฏิเสธได้ ก็ใช้วิธีการออกห่างผู้ทักท้วงและสอบถามทั้งที่ทราบดีว่าข้อทักท้วงนั้น เป็นสาระสำคัญแห่งเรื่องที่ อนุ คปก.นี้มากระทรวงสาธารณสุข... นับว่าเป็นพฤติการที่ไม่ถูกต้องตามหลักการปฏิรูปกฎหมาย..... NGO จึงแห้ว ผลักดันร่างกฎหมายผ่าน คปก.ไม่ได้โดยง่าย

คืนชีพ ร่าง พรบ.สั่งระบบ
เขียนโดย นินิ   
04 ต.ค. 2013 03:21น.

วันที่ ๔ตุลาคม ๕๖ คืนชีพ อีก ๖ ชม.หรือไม่  การแสดงจะเป็นอยางไร กล่าวคือ บรรดา NGO เสนอร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เปิดช่องทางเสนอกฎหมาย ผ่าน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย หรือ คปก. โดย ได้ตั้งคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข มีนางสุนี ไชยรส เป็นประธาน  ทำการยกร่่าง พรบ.คุ้มครองฉบับ คปก.  และได้มาผลักดันร่าง พรบ.นี้  กับกระทรวงสาธารณสุข  โดยจะนำคณะเข้าพบ รมว.สธ.ในวันนี้เวลา 9.00 น. โดยมุ่งหมายให้กระทรวงเร่งรัดเสนอร่างกฎหมาย ต้องติดตามกันว่า กระทรวงสาธารณสุข จะตกเป็นเครื่องมือของ NGO โดยจงใจละเว้นไม่เปิดประชาพิจารณ์รับฟังความเห็นบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขหรือไม่ และ ร่าง  พรบ.นี้ จะคืนชีพ โดยผ่าน คปก.ได้หรือไม่

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ต.ค. 2013 14:51น. )
NGOโผล่ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ผ่าน คปก. พรุ่งนี้ละครเร่ไปที สธ.
เขียนโดย นินิ   
03 ต.ค. 2013 18:54น.

วันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๖  NGO โผล่ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ผ่านคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย องค์กรอิสระที่ NGO เข้าไปว่าการมากมาย  .... วันพรุ่งนี้มีกำหนดฉายละครเรื่องความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข เรื่องสร้างอีกครั้งที่กระทรวงสาธารณสุข โดยมี นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ รอง อธ.กรม ส. เจ้าเก่า เป็นผู้ช่วยผลักดันให้กระทรวงมีนโยบายสนับสนุน  ทั้งที่ร่าง พรบ.นี้ เป็น ร่าง พรบ.ที่มีแนวคิดตรงข้าม ขัดแย้ง และแตกต่างกันอย่างมากในหลายฝ่าย  รวมถึงแตกต่างกันในเรื่องข้ออ้างเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของความเสียหาย  อ้างตัวเลขคนละชุด เช่น NGO อ้างมีผู้เสียหาย/ตาย จากระบบบริการสาธารณสุข 65 000 ราย ต่อปี ... โดยมีกำหนดอ้างหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข..ในวันพรุ่งนี้ คือ4 ตค 2556 เวลา 9.30 น. โดยมี NGO ในฐานะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข จำนวน 13 คนเป็นผู้นำเสนอ...........  แต่จะเป็นจริงอย่างไร ติดตามดูกันได้ต่อไป ............ที่ผ่านมา เมื่อ กค 2556 ได้ผลักร่างนี้ผ่านสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วไม่อาจผ่านได้ เพราะมีประชามติของหลายหน่วยงานค้านไว้ ... ก็มาหาช่องทาง คปก.นี้

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 18:55น. )
การบริการทางการแพทย์ของไทยจะก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่งไร
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
03 ต.ค. 2013 18:41น.

การบริการทางการแพทย์ของไทยจะก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่างไร?

พญ.เลิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(สผพท.)

ในการประชุม Thailand Healthcare Summit หัวข้อ "การบริการทางการแพทย์เพื่อความเป็นเลิศ Toward Excellence in Healthcare" ที่ผู้เขียนในฐานะประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทยได้เข้าประชุมด้วย ผู้เขียนได้เสนอความเห้็นดังต่อไปนี้คือ


ในขณะนี้ โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การดูแลรักษาพยาบาลแก่ประชาชนส่วนใหญ่(จำนวนมากที่สุด)ของไทย ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการพัฒนาโรงพยาบาล ขาดการพัฒนาอาคารสถานที่และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ผู้ป่วยมีจำนวนมากเกินกว่าที่โรงพยาบาลจะรองรับได้ ผู้ป่วยต้องนอนเตียงแทรกเตียงเสริม บางที่ถึงกับต้องปูเสสื่อนอนตามระเบียง หน้าบันได หน้าลิฟท์
นอกจากนี้โรงพยาบาลยังขาดแคลนบุคลากรอีกมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องเสียเวลาในการไปรับการตรวจรักษาเป็นวันๆ เครื่องมือในการตรวจต่างๆเช่น CT scan MRI ฯลฯ ก็มีไม่เพียงพอให้บริการประชาชน ต้องรอคิวนัดเป็นเวลานาน
งบประมาณจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เหมาจ่ายรายหัวในการให้การรักษาผู้ป่วย ก็ถูกส่งถึงโรงพยาบาลไม่เต็มจำนวน ทำให้โรงพยาบาลมีงบประมาณไม่เพียงพอในการให้การรักษาผู้ป่วย และยังมีคณะกรรมการยาแห่งชาติที่ออกระเบียบกำหนดให้แพทย์สั่งใช้ยา(สำหรับรักษาผู้ป่วยในระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน (กล่าวคือ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ) ได้เฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเสีนโอกาสในการที่จะได้รับยาที่เหมาะสม(ดีที่สุดและทันสมัยหรือมีประสิทธิผลมากที่สุด)ในการรักษาอาการเจ็บป่วยของตน
ทั้งนี้คณะกรรมการยาแห่งชาติได้กำหนดยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ว่าเป็นยาที่ดีที่สุดในการรักษา กำหนดให้แพทย์สั่งยาสำหรับผู้ป่วยในระบบการประกันสุขภาพได้เฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น ถ้าแพทย์สั่งยานอกเหนือจากรายการในบัญชียาหลักแห่งชาติ กองทุนก็จะไม่ยอมจ่ายเงิน และถ้าแพทย์ให้ผู้ป่วยจ่ายเงิน ผู้ป่วยก็จะแสดงความไม่พอใจ เพราะได้รับการประชาสัมพันธ์ว่า "รักษาทุกโรค" ทำให้แพทย์ต้องจำใจจ่ายยาให้ผู้ป่วยเฉพาะในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น (ทั้งๆที่แพทย์รู้ว่าไม่ใช่ยาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย) ทำให้เกิดผลเสียต่อการรักษาผู้ป่วยนั้น กล่าวคืออาจจะรักษาไม่หาย กลายเป็นโรคเรื้องรัง เชื้อดื้อยา หรือผู้ป่วยต้องตายโดยไม่สมควรตาย
ทั้งๆที่ความจริง การมีบัญชียาหลักแห่งชาติตามความหมายขององค์การอนามัยโลกนั้น ได้กำหนดให้ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือยากจนควรกำหนดรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ให้เป็นยา"พื้นฐาน" (Basic Minimal List) ที่ประเทศที่ควรมีไว้เพื่อรักษาสุขภาพผู้ป่วยเท่านั้น
แต่คณะกรรมการยาของไทย กลับนำเอารายการยาพื้นฐานมาเป็นข้อกำหนดไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีประสิทธิผลในการรักษามากกว่ายา"พื้นฐาน"ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
กล่าวคือใช้ "จำนวนเงิน" มา "จำกัดรายการยา"ผลเสียย่อมตกอยู่กับผู้ป่วย โดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่รู้ตัวว่าตนเองไม่ได้รับยาที่มีประสิทธิผลสูงสุด ทำให้การรักษาไม่ได้ผลที่"ดีที่สุด"
จึงเห็นได้ว่า การบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ยังขาดคุณภาพมาตรฐานที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนในระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ทำให้มาตรฐานการแพทย์ไทยตกต่ำ ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการที่จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมที่สุดเพราะข้อจำกัดเรื่องการใช้ยา การขาดแคลนงบประมาณ การขาดแคลนบุคลากร อาคารสถานที่และเทคโนโลยี่ดังกล่าว การที่จะก้าวไปถึง การบริการที่เป็นเลิศนั้น จึงยังอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงสำหรับการประกันสุขภาพไทยทั้ง 3 ระบบ

ข้อเสนอในการแก้ไขระบบประกันสุขภาพไทยก็คือ ต้องเลิกแนวทางที่เอาจำนวนเงินเป็นหลักในการกำหนดมาตรฐานการรักษา ต้องให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ตามมาตรฐานที่ดีที่สุด ไม่ใช่มีข้อบังคับเรื่องการใช้ยาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ปัญหาเรื่องงบประมาณที่จำกัดนั้น ควรจะต้องรีบแก้ไขโดยการให้ประชาชนที่"ไม่ยากจน"มีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นบางส่วน ส่วนประชาชนที่เป็นผู้ยากจน(ตามความหมายของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) จึงควรจะไม่ต้องจ่ายเงินในการไปรักษาความเจ็บป่วย ซึ่งจะทำให้มีงบประมาณเพียงพอในการจัดบริการทางการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่ดีที่สุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ และโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีงบประมาณในการพัฒนาอาคารสถานที่ เทคโนโลยี และเวชภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการแพทย์ไทยให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศได้อย่างทั่วถึงทุกโรงพยาบาล


พญ. เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)
ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมือง

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 18:43น. )
ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข จะคืนชีพ กรม ส. สร้างเรื่องอีก
เขียนโดย ใบจาก   
03 ต.ค. 2013 00:06น.

วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ คณะกรรมการกฤษฎีกา แจ้งให้กระทรวงสาธารณสุข ให้คำตอบว่าจะให้มี พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หรือไม่   รมว.สธ.  มอบ รมช. ดำเนินการเรื่องนี้เมื่อ ๒ สัปดาห์ก่อน โดยไม่แจ้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งที่เป็นบุคคล และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องทางตรงแต่อย่างใด  นพ.ธเรศ ต้องการสร้่างปัญหา เกี่ยวกับร่าง พรบ.นี้อีกครั้ง เช่นเดียวกับที่ผลักร่าง พรบ.นี้เข้าสภาอย่างเงียบๆ เมื่อ ปี ๒๕๕๓ ถามหน่อยใครได้อะไรในการนี้ ... แต่ที่ชัดเจนคือ ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่หน้างาน ตามโรงพยาบาลต่างๆ ไม่มีใครได้ทราบเรื่องนี้....ขอให้ทุกคนตื่นได้แล้ว .. อย่าปล่อยในกรมสนับสนุนบริการสร้างปัญหาให้กับคนทำงานได้อีก

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 00:11น. )
๓๘๒ เสียง สส.ผ่าน พรบ.สาธารณสุขชุมชนเมื่อชั่วโมงที่ผ่านมา
เขียนโดย ใบตอง   
02 ต.ค. 2013 20:20น.

วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๖ เมื่อ ๑ ชม.ที่ผ่านมา สส. ๓๘๒ เสียง งดออกเสียง ๑ เสียง ไม่มีเสียงไม่เห็นด้วย  ได้ยกมือผ่านกฎหมาย พรบ.สาธารณสุขชุมชน  ท่วมท้นสภา  ผู้สื่อข่าวไทยทีอาร์แอลรายงานด่วน จากรัฐสภาวันนี้

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 ต.ค. 2013 18:11น. )
ส่งตรงจากอำนาจเจริญ เย็นวาน ถึง กทม.เช้ารุ่งสาง วันนี้ พลัง สธ.เข้าชื่อ เสนอ กฎหมาย ปรับระบบ สธ.
เขียนโดย ใบเตย   
13 ก.ย. 2013 08:39น.

วันที่ 13 กันยายน 2556  แล้วทีมเข้าชื่อ พรบ.จัดตั้ง ก.สธ. และปรับปรุงระบบการสาธารณสุข ภาคอิสาน นำโดย ผอ.เพลินจิต ขันแก้ว ของเรา  และทีมงาน รพสต. สสอ. แห่งจังหวัดอำนาจเจริญ และใกล้เคียง ได้ส่งแบบเข้าชื่อเสนอกฎหมาย จัดตั้ง ก.สธ. แยกตัว จาก กพ. ก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาที่ ศุนย์รวมเอกสารเข้าชื่อ เสนอ รัฐสภาเพิ่มเติม  ยืนยันหัวใจสีข่าวของชาว สธ. เพื่อสุขภาพที่ดีของปวงชนชาวไทย ต้องพัฒนาระบบ สธ. ปลดพันธนาการ จาก NGO สธ. หรือมาเฟีย สธ.   โดยวันนี้ ที่ 13 กย 2556 เวลา 5.30 น. ที่ลานดิน เชิดชัยทัวร์  รถมุกดาหาร กรุงเทพ รับแบบเข้าชื่อเสนอกฎหมาย นับลังมาสง ทีม ก.สธ. รับเอกสารที่ลานดิน รุ่งสางวันนี้ ตามภาพ 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 13 ก.ย. 2013 08:41น. )
กระทรวงให้ นพ.ทรงยศ เป็นผู้ยกร่าง พรบ.จัดตั้ง ก.สธ. แยกจาก กพ.แล้ว
เขียนโดย ใบไม้   
11 ก.ย. 2013 21:06น.

วันที่ 11 กันยายน 2556 คณะกรรมการ ก.สธ. โดยแพทย์หญิงอรพรรณ์ เมธาดิลกกุล ได้เข้าพบ นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ เพื่อขอทราบท่าทีต่อ การที่ข้าราชการสาธารณสุข ได้เข้าชือ่เสนอกฎหมาย จัดตั้ง ก.สธ. แยกตัวจาก กพ. ของกระทรวงสาธารณุสข หลังจากที่ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ศัลยแพทย์โรคหัวใจ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้ทวงถามกับกระทรวงในเรื่องนี้เป็นครั้งที่ 2  จึงได้รับแจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงได้มอบให้ นพ.ทรงยศ เป็นผู้ยกร่าง พรบ.จััดตั้ง ก.สธ. หรือแยกจาก กพ. แล้ว 

สรุปผลการประชุมวิชาการ เหตุการณ์น้ำมันรั่วสู่ทะเล มีข้อเสนอดีหลายข้อ
เขียนโดย ใบตอง   
11 ก.ย. 2013 21:01น.

วันที่ 11 กันยายน 2556 ที่โรงแรมมารวยการ์เด้นท์ กรุงเทพมหานคร แพทย์ พยาบาล นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่นนายกเทศมนตรี ผู้อำนายการกองสาธารณสุขสิ่งแวดล้อม เมืองพัทยา ได้เข้าประชุมกันกว่า 100 ท่าน  เนื้อหาเกี่ยวกับวิชาการเรื่อง น้ำมัน-เหตุการณ์น้ำมันรั่ว-วิธีการบรรเทาภัยและผลกระทบ-การจัดการทางนิติศาสตร์เช่นการสืบสวนสอบสวนคดีสิ่งแวดล้อม-การดำเนินงานโต้ตอบภาวะเหตุการณ์น้ำมันรั่วและบรรเทาผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ที่ประชุมได้ใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และหลักการทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ เพือการหาทางออกของปัญหานี้ร่วมกัน เต็มไปด้วยบรรยากาศทางวิชาการที่ดี 

ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ต่อไป > สุดท้าย >>