Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 7 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today174
Yesterday403
Week2605
Month12872
ทั้งหมด892472

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
กูรู บอกให้ตั้งสติ กับข่าวตอนนี้ ต้องรู้ว่า สิงใดเกิดก่อนหลังอย่างไร
เขียนโดย นินิ   
04 พ.ค. 2013 19:51น.

วันที่ ๔ พค ๒๕๕๖ นำบทความน่าสนใจมาฝาก... ในไทยคลินิค มีกูรู บอกว่า .....ตอนนี้ผู้อ่านข่าวต้องตั้งสติให้ดี ว่า อะไรเกิดก่อนกันระหว่าง "ไก่" กับ "ไข่"

รัฐมนตรีไปตรวจสอบทุจริตในองค์การเภสัช แล้วเจออะไรที่มันส่งกลิ่นเน่าเหม็น ก็เลยส่งให้ผู้มีหน้าที่คือ DSl ดำเนินการต่อ

ในขณะเดียวกัน ปลัดชงเรื่องให้รัฐมนตรีเซ็นคำสั่งค่าตอบแทนแบบ p4p ที่ทำให้บุคลากรในรพ.ชุมชนไม่พอใจ

แต่ชมรมแพทย์ชนบท เอาเรื่องp4 p ไปเป็นประเด็นขับไล่รัฐมนตรี โดยอ้างว่ารมต.ทำลายภาพลักษณ์องค์การเภสัช

และมีลิ่วล้อพวกเดียวกันออกมาถล่มซ้ำว่าองค์การเภสัชทำดีแต่รัฐมนตรีกำลังทำ ลายภาพลักษณ์องค์การเภสัช กล่าวหารัฐมนตรีว่ามีผลประโยชน์กับบริษัทยาข้ามชาติไปโน่น และหาว่าการส่งDSI สอบสวนทุจริตอภ.เป็นเรื่องการเมือง

บอกว่าทำดีมากกระทั่งใช้วัตถุดิบใกล้หมดอายุมาทำยาก็ได้

แต่อดีตประธานบอร์ดองค์การเภสัช ไม่กล้ากินยาที่อภ.ผลิต ต้องไปซื้อยาจากบริษัทยาข้ามชาติมากิน

ใครอ่านข่าวก็คงต้องตั้งสติให้ดี ว่า อะไรจริง อะไรเท็จ อะไรเกิดก่อน อะไรเกิดทีหลัง อย่าคิดว่าองค์กรอิสระดีจริง ที่มองเห็นว่าดี เพราะยังไม่ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น ขนาดสตง.สอบว่าสปสช.ได้เงิน kick bacK จากองค์การเภสัชมาเกือบ 200 ล้านเอามาใช้จ่ายพาจนท.สปสช.ไปเที่ยวต่างประเทศไม่ถูกต้อง ยังไม่มีผู้มีอำนาจคนไหนไปจัดการลงโทษสปสช.และอภ.เลย

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 พ.ค. 2013 19:54น. )
เภสัชกรในเครือสาวกประเวศ ออกมาปากป้อง อภ.คือวิชัย/วิฑิต เรื่องวัตถุดิบ พารา MMM
เขียนโดย นินิ   
03 พ.ค. 2013 22:46น.

วันที่ ๓ พค ๕๖  ผู้จัดการออนไลน์ รายงานข่าว....นักวิชาการยันวัตถุดิบใกล้หมดอายุใช้ผลิตยาได้ ไม่ผิดจรรยาบรรณ! นักวิชาการยกหาง อภ.ผลิตยาได้มาตรฐานสากล ชี้นำวัตถุดิบใกล้หมดอายุมาผลิตยาสามารถทำได้ ไม่ผิดจรรยาบรรณ หากทดสอบคุณภาพแล้วยังอยู่ในมาตรฐาน เผยกระบวนการผลิตสามารถขยายความคงสภาพของยาสำคัญได้ 
วันนี้ (3 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์ ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) ให้สัมภาษณ์ระหว่างงานเสวนาวิชาการ "ความมั่นคงของระบบจัดหายาของประเทศไทย" ว่า ช่วงที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในข้อสงสัยต่างๆ ระหว่างนั้นมีการให้ข้อมูลต่อสังคมบางอย่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ อภ.และยาชื่อสามัญ ตรงนี้อาจทำให้เกิดการผูกขาดยาจากต่างประเทศและกระทบต่อการเข้าถึงยาของประช าชน ทั้งนี้ หาก อภ.มีการดำเนินการที่ผิดพลาดจริง ก็ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส ที่สำคัญหน่วยงานสืบสวนจะต้องทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำตามข้อเท็จจริง และรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการด้วย อย่างกรณีข้อสงสัยการสต็อกยาโอเซลทามิเวียร์เกินความจำเป็น และจะหมดอายุภายในอีก 3 ปี ความจริงแล้ว อภ.ก็ดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดคือ ต้องมียาใช้ยามจำเป็นหรือภัยพิบัติ ซึ่งขณะนั้นเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกขึ้น การสต็อกยาดังกล่าวก็ช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตมาได้ 

"การออกมาให้ข้อมูลตรงนี้ไม่ได้เป็นการปกป้ององค์การเภสัชฯ แต่อย่างใด หากองค์การเภสัชฯทำผิดจริง กพย.ก็พร้อมที่จะเข้าไปคอมเมนต์ ให้คำแนะนำ แต่การตรวจสอบองค์การเภสัชฯ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใสโดยใช้หลักวิชาการ ไม่ควรถูกใช้เป็นประเด็นการเมือง" ผู้จัดการ กพย. กล่าว

ศ.ภญ.กาญจน์พิมล ฤทธิเดช ภาควิชาวิทยาการเภสัชกรรมและเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีระบบผลิตยาที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นหน่วยงานในการกำกับ ดูแล ตรวจสอบ และให้ใบรับรอง นอกจากนี้ วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตโดยเฉพาะตัวยาสำคัญ (API) จะต้องเข้ามาตรฐานเภสัชตำรับ อย่าง อภ.ก็ได้รับการรับรองมาตรฐานในทุกรูปแบบยา การผลิตยาชื่อสามัญทุกตำรับจึงเป็นยาที่ได้มาตรฐานสากล ส่วนข้อกังวลเรื่องวัตถุดิบที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น มีการปนเปื้อนหรือหมดอายุก็ไม่ได้นำไปผลิตเป็นยาสำเร็จรูปแต่อย่างใด ขณะที่วัตถุดิบใกล้หมดอายุอย่างกรณีโอเซลทามิเวียร์ หากตรวจสอบแล้วยังอยู่ในมาตรฐานก็สามารถนำไปผลิตเป็นยาสำเร็จรูปได้ เพราะวัตถุดิบใกล้หมดอายุไม่ได้หมายความว่า เมื่อผลิตเป็นยาสำเร็จรูปจะต้องมีวันหมดอายุตามวัตถุดิบ เนื่องจากสูตรตำรับและกระบวนการผลิตสามารถขยายเวลาความคงสภาพของยาสำคัญให้อ ยู่ในมาตรฐานเภสัชตำรับได้ อายุของยาสำเร็จรูปจึงนับตั้งแต่เริ่มการผลิตเป็นยาสำเร็จรูปเป็นต้นไป

ด้าน รศ.ภก.สาธิต พุทธิพิพัฒน์ขจร ภาควิชาเภสัชอุตสาหกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สำหรับการผลิตยาสำเร็จรูปให้มีคุณภาพมาตรฐาน ต้องมีกระบวนการประกันคุณภาพวัตถุดิบตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา (GMP) ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบที่ต้องมีคุณภาพมาตรฐาน เมื่อซื้อวัตถุดิบมาแล้วก็ต้องผ่านการควบคุมคุณภาพ ซึ่งเป็นการทดสอบเพื่อรับรอง (Acceptance Test) หากทดสอบแล้วไม่ผ่านก็จะส่งกลับคืนบริษัทผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือทำลายทิ้ง แต่หากทดสอบผ่านก็จะนำไปเก็บไว้ที่สภาวะการเก็บรักษาคืออุณหภูมิและความชื้น ที่กำหนด และทำการทดสอบซ้ำ (Retest) เป็นระยะๆ เช่น ทุก 6 เดือน แม้จะใกล้หมดอายุ แต่หากทดสอบแล้ววัตถุดิบมีคุณภาพมาตรฐานตามข้อกำหนดในตำรายา ก็สามารถนำมาใช้ผลิตยาสำเร็จรูปได้ ไม่ถือว่าผิดจริยธรรมหรือจรรยาบรรณแต่อย่างใด

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 พ.ค. 2013 22:53น. )
รสนา สาวกประเวศ รับเรื่องชงจาก กรณีคนในทีม หมอประเวศ ถูกสอบเรื่องทุจริตใน อภ.
เขียนโดย นินิ   
03 พ.ค. 2013 22:35น.

วันที่ ๓ พค ๒๕๕๖  ออกโรงกันอีกแล้ว สาวกสำนักประเวศ วะสี  ออกโรงอีก ครั้งนี้ เป็นรายนาง รสนา  ผู้ปั้นเรื่องทุจริตยาเกินจริง เมื่อถูกทักท้วงว่า ถ้าทุจริต 1400 ล้านบาทจัดซ์้อยาใน สธ. จริง ก็ให้มีการฟ้องเรียกเงินคืนหลวง นำหลักฐานมาแสดง  เธอกลับไม่แสดงข้อมูล ตะแบงออกข่าวว่า ทุจริตบาทเดียวก็คอรบชั่น จนเดี๋ยวนี้ ยังไม่มีหลักฐานตามสร้างถึง 1400 ลานบาท  คน สธ.ก็เสียหายชือ่เสียงกันไปมาก จากเรื่องสร้างดังกล่าว  ... แล้ว ก็เอามาสร้างเรื่องปลอม เป็นวีรสตรี ปราบทุจริตยา แท้จริงเรื่องกุ......จนเอามาอ้าง ใช้โฆษณา ตอนลง สว.    และเป็น สว.ในที่สุด   

             ครั้งนี้ หัวหน้า ทีม สาวกประเวศ ถูกจับได้ไล่ทัน ก็มาออกโรง  โดย ชงกันมา  ... สื่อหลักเสนอข่าวว่า .... สร.อภ.ชง'รสนา'สอบรมว.สธ.ทำลายภาพลักษณ์ อภ. 


ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม และตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ร้อง กมธ.ทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล ถอด รมว.สาธารณสุข...

ที่รัฐสภา ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม (สร.อภ.) และตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อ น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา

กรณีที่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข และนายกมล บันไดเพชร เลขานุการ รมว.สาธารณสุข ได้ขอให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล และโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก ขององค์การเภสัชกรรม(อภ.) ซึ่งดีเอสไอพิจารณาคดีเพียงไม่นาน ก็ชี้มูลความผิด พร้อมส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. พิจารณา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในองค์กร แต่ไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ถือเป็นการกระทำข้ามขั้นตอน ทำลายภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและสร้างความเสียหายทางธุรกิจของ อภ. ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการเอื้อต่อบริษัทยาต่างชาติหรือไม่

นอกจากนี้ สร.อภ. ได้เรียกร้องให้ ส.ว. ดำเนินการถอดถอน นพ.ประดิษฐ ออกจากตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และมาตรา 157 ผู้สื่อข่าวรายงาน น.ส.รสนาได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในวันนี้ (2 พ.ค.) ทันที พร้อมกับมอบให้คณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในภาครัฐ ที่มี พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้.


ไหนว่า นางรสนา ต้านทุจริต ทำไมไม่ ตั้งเรื่องสอบ นพ.วิชัย และ นพ.วิทิต เรื่องยาพารา และวัคซีน แบบที่ชอบตั้งเรื่องคนที่ไม่ใช่พวกของตน.... เรื่องนี้คนไทยรู้กันทั่วแล้ว สมัยหน้าคงไม่ได้มาอีกแล้ว

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 03 พ.ค. 2013 22:51น. )
วิทิต ผอ.องค์การเภสัชกรรม ร้อง ดีเอสไอ ไม่เป็นธรรม
เขียนโดย นินิ   
02 พ.ค. 2013 20:55น.

วันที่  2 พฤษภาคม 2556 ผู้จัดการออนไลน์ เสนอข่าว   "วิทิต" ร้องดีเอสไอรีบสรุปผลสอบกรณีจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราฯ ทั้งที่ยังไม่มีโอกาสชี้แจง ลั่นไม่เป็นธรรม ยันไม่ลาออกแต่จะสู้ต่อเพื่อปกป้ององค์กร ชี้หากมีนัยยะแอบแฝงไม่ควรดึง อภ.ให้เสียหาย ด้านทนายฟุ้ง อภ.สามารถชี้แจงข้อกล่าวหาได้ทุกประเด็น

วันนี้ (2 พ.ค.) ที่องค์การเภสัชกรรม ถ.พระราม 6 นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) แถลงภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งหนังสือรายงานผลสืบสวน อภ.กรณีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลส่อเข้าข่ายกระทำความผิด พ.ร.บ.ฮั้วประมูล โดยมี นพ.วิทิต และ นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) มีความเกี่ยวข้อง ให้แก่ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะต้นเรื่อง ว่า การที่ดีเอสไอกล่าวหาตนและ นพ.วิชัย โดยจะมีการส่งเรื่องนี้ต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำให้ตนและพนักงาน อภ.ทุกคนรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากเป็นการสรุปผลการสืบสวนโดยที่ตนยังไม่มีโอกาสได้เข้าทำการชี้แจง ถือว่าไม่เป็นธรรมกับตน ที่สำคัญก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้มีหนังสือให้ตนในฐานะผู้บริหารเข้าไปชี้แจงกร ณีดังกล่าววันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่ตนป่วยและได้ลาหยุดประมาณ 2-3 วัน ซึ่งทีมทนายของตนได้ประสานขอเลื่อนการให้คำชี้แจงเป็นวันที่ 7 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. แต่สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงความบริสุทธิ์ของตนเองต่อเรื่องนี้

"ผมเป็นห่วงความเสียหายที่เกิดขึ้นเกิดกับ อภ.และพนักงานกว่า 3,000 ชีวิต หากการพิสูจน์ในชั้น ป.ป.ช.ไม่มีการชี้มูลว่าผิด คนที่เกี่ยวข้องเป็นผู้บริสุทธิ์ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ อีกอย่างผมมีจิตวิญญาณของความเป็นแพทย์ มีจิตสำนึกที่ต้องการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ผมมาบริหารที่นี่ด้วยความตั้งใจ ทุกครั้งที่มีภัยพิบัติ อภ.มีหน้าที่จัดหาและผลิตเวชภัณฑ์ให้เพียงพอ เหมือนครั้งน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ก็จัดหาเคมีภัณฑ์ให้พร้อมหลายตัว เช่น ยาพาราฯ ยาเบาหวาน ยาความดันโลหิตสูง และยาเอดส์ หรือช่วงน้ำเกลือขาดแคลนก็มีการจัดหาและเปิดโรงงานชั่วคราวเร่งผลิตน้ำยาฟอก ไต ซึ่งพนักงาน อภ.ก็ให้ความร่วมมือด้วยใจ แต่ไม่คิดว่าสิ่งที่ทำไปวันนั้นจะถูกตรวจสอบ เพราะสิ่งที่ทำไปยังไม่เกิดความเสียหายใดกับรัฐ เพียงแค่ตั้งข้อสงสัยว่าทุจริต แต่ผมเชื่อว่าเมื่อเรื่องนี้ไปถึง ป.ป.ช.แล้ว กระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับผม" ผอ.อภ. กล่าว

นพ.วิทิต กล่าวอีกว่า ตนและ นพ.วิชัย จะต่อสู้ตามสิทธิต่อไป ไม่ลาออก เพื่อปกป้องสิทธิและองค์กรตราบเท่าที่ยังบริหารอยู่ เพราะตนเป็นลูกจ้าง ซึ่งเมื่อหมดสัญญาก็ต้องไป แต่ อภ.ต้องอยู่ต่อ ดังนั้น หากคิดจะทำอะไรกับผู้บริหารก็ทำ แต่ไม่ควรทำให้องค์กรเสียหาย ทั้งนี้ ในการประชุมบอร์ด อภ.ได้สอบถามเรื่องค่าใช้จ่ายในการสู้คดีว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องยาวและถูกพาดพิงว่าขัดกับ พ.ร.บ.ฮั้วประมูลฯ มีโทษสูงสุดจำคุก 20 ปี แต่บอร์ด อภ.มีมติว่า ไม่มีระเบียบและไม่เคยจ่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยแนะนำให้ดำเนินการในรูปกองทุนและการบริจาค เบื้องต้นจะมีการตั้งกองทุนกลางในการช่วยเหลือเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันก็มีประชาชนที่ยื่นมาเข้ามาช่วยเพราะอยากเห็นความเป็นธรรม

ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้มีนัยยะแอบแฝงที่ต้องการปลดออกจากตำแหน่งหรือไม่ นพ.วิทิต กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะหากต้องการให้ตนเองออก ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ เพราะการทำแบบนี้ให้องค์กรเสียหาย คิดว่าไม่คุ้มค่า แต่ก็ไม่ทราบว่าใครคิดอย่างไร

ต่อคำถามว่า เมื่อไม่มีโอกาสในการชี้แจงเรื่องนี้ จะฟ้องร้องหรือดำเนินการใดๆ นพ.วิทิต กล่าวว่า คงไม่ฟ้องแต่จะเดินหน้าสู้ต่อไปด้วยข้อเท็จจริง อย่างกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า การสั่งซื้อวัตถุดิบยาพาราฯ จำนวนมาก แต่ไม่มีแผนในการผลิต ข้อเท็จจริงคือ มีแผนการผลิตอยู่แล้วคือโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยา หรือ Mass Production เพื่อผลิตยากว่า 15 รายการ รวมถึงยาพาราฯด้วย ซึ่งหลังจากได้รับการอนุมัติจัดสร้าง ก็ได้ดำเนินการสั่งซื้อวัตถุดิบมาแบบคู่ขนาน เพื่อใช้ทดลองศึกษาผลิต เบื้องต้นล็อตแรกสั่งมา 48 ตัน หากเกิดปัญหาจากการว่าจ้างโรงงานเภสัชกรรมทหาร และบริษัทเอกชน อภ.ก็จะสามารถผลิตยาในโรงงานนี้ได้ ซึ่งเท่าที่ผ่านมาก็มีปัญหาในการว่าจ้างผลิต จนเกิดคำถามจากเจ้าหน้าที่และประชาชนว่า ทำไม อภ.ไม่ผลิตเอง ทำให้ต้องมีแผนสร้างโรงงานขึ้น โดยปัจจุบันโรงงานนี้ก่อสร้างเสร็จตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพร้อมผลิตเช่นกัน โดยมีเครื่องจักรตอกเม็ดยา สามารถผลิตได้ในปริมาณ 4 แสนเม็ดต่อชั่วโมง จากเดิม 2.7 แสนเม็ดต่อชั่วโมง

นพ.วิทิต กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ การเลือกบริษัทนำเข้าวัตถุดิบ ก็มีการคัดเลือกอย่างถูกต้อง ไม่ได้มุ่งเลือกบริษัทเดียว เพราะมีขั้นตอนการคัดเลือกบริษัท จาก 6 บริษัท เหลือ 4 บริษัท 2 บริษัท และ 1 บริษัท เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ประชาชน ทั้งนี้ ในระหว่างการคัดเลือกมีบริษัทหนึ่งไม่ได้ส่งเอกสารสำคัญเกี่ยวกับคุณภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าตกคุณภาพ อภ.จึงตัดสินใจเลือกจัดซื้อด้วยวิธีการพิเศษอีกบริษัท ซึ่งที่ผ่านมา อภ.ได้ดำเนินการจัดซื้อด้วยวิธีการพิเศษมาตลอด เพราะ อภ.เป็นรัฐวิสาหกิจ มีระเบียบการจัดซื้อพัสดุของ อภ.เอง จะใช้ระเบียบพัสดุของสำนักนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาเหมือนหน่วยงานราชการอื่นไม ่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ว่า ดีเอสไอจะตรวจสอบกรณีโรงงานวัคซีนออกมาเหมือนวัตถุดิบยาพาราฯ นพ.วิทิต กล่าวว่า หากทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ให้โอกาสตนในการชี้แจง ก็ไม่กังวล แต่จากเรื่องวัตถุดิบยาพาราฯ ค่อนข้างผิดหวังมาก

ด้าน ดร.สมศักดิ์ โตรักษา ทนายความของ นพ.วิทิต กล่าวว่า กระบวนการสอบสวนไม่ใช่แค่พิสูจน์ความผิดผู้ถูกกล่าวหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาแสดงความบริสุทธิ์ด้วย ไม่จำเป็นต้องรีบสรุป แต่กรณีนี้ผู้ถูกกล่าวหาต้องการเข้าไปชี้แจง กลับมีการรีบสรุปผลสืบสวน อาจทำให้สังคมเกิดความสงสัย ซึ่งจะส่งผลกระทบกับพนักงานสอบสวนเอง หากได้ชี้แจงแล้ว กระบวนการยุติธรรมจะมองอย่างไรก็จะไม่มีการติดใจ เพราะคนที่เกี่ยวข้องพร้อมให้คำชี้แจง ไม่ปิดบัง อย่างไรก็ตาม หลายเรื่องเมื่อออกสื่อแล้วกระทบ อภ.มาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ตนก็พยายามผมเข้ามาทำความเข้าใจ ซึ่งจากการดูเอกสารต่างๆ แล้ว ทุกประเด็นกล่าวหา อภ.สามารถชี้แจงได้ทั้งหมด โดยจะนำหลักฐานทั้งหมดชี้แจงในขั้นสอบสวนต่อไป นอกจากนี้ หากท้ายที่สุดแล้ว ป.ป.ช.ชี้ว่าไม่มีมูล ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่รายบุคคลและ อภ.ใครจะรับผิดชอบ

ดร.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ทุกเรื่องที่ อภ.ดำเนินการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องของยาพาราฯ หรือเรื่องโรงงานต่างๆ ซึ่งมีการชี้แจงไปหมดแล้ว และมีเหตุผลรองรับในการดำเนินการ ซึ่งเอาประชาชนและคนไข้เป็นหลัก ทั้งนี้ กระบวนการในการต่อสู้คิดว่าน่าจะยาว ส่วนการฟ้องกลับข้อหาหมิ่นประมาทหรือไม่ อภ.สามารถทำได้ แต่ตนจะไม่ก้าวล่วง ให้องค์กรเป็นผู้พิจารณาเอง นอกจากนี้ ภายหลังการชี้แจงในวันที่ 7 พ.ค.นี้ อาจจะมีการทำหนังสือชี้แจงให้สื่อด้วย

ด้านนายสมชาย ขำน้อย รองประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อภ.กล่าวว่า ทางกลุ่มองค์การเภสัชฯต้องการเรียกร้องให้ นพ.ประดิษฐ ออกมาชี้แจงว่า ยาของทาง อภ.มีคุณภาพ เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ด อภ. กล่าวถึงกรณีการสอบสวนทางวินัย นพ.วิทิต จะต้องพักงานหรือไม่ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ คาดว่าจะประชุมอีกครั้งในปลายเดือนพฤษภาคม

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 02 พ.ค. 2013 22:57น. )
ดีเอสไอ กับ ทีมแพทย์ชนบท
เขียนโดย นินิ   
02 พ.ค. 2013 11:00น.

วันที่ 2 พค.2556  ไทยทีอาร์แอลขอนำเรื่องที่มาของการต่อต้าน p4p กับ การไม่ให้ตรวจสอบองค์การเภสัชกรรมของแพทย์ชนบท มาฝาก ให้พิจารณา  เรื่อง กรณีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ขององค์การเภสัชกรรม
เขียนโดย อภิญญา แซ่เต๋ง
วันพุธที่ 01 พฤษภาคม 2013  

วันนี้ (๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๔.๐๐ น.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ได้แถลงผลการสืบสวนกรณีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ขององค์การเภสัชกรรม ดังนี้
(๑) องค์การเภสัชกรรมได้มีการหยุดผลิตยาพาราเซตามอลตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๕ - ๒๕๕๖ โดยองค์การฯ ได้ว่าจ้างให้โรงงานเภสัชกรรมทหาร และบริษัท โอสถอินเตอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตยาพาราเซตามอลโดยใช้ชื่อองค์การเภสัชกรรม โดยผู้รับจ้างดังกล่าวจะเป็นผู้จัดหาแหล่งวัตถุดิบเอง

(๒) โรงงานเภสัชกรรมทหารได้จัดหาแหล่งผลิตยาพาราเซตามอล โดยได้มีการจัดหาจาก ผู้ผลิตเพียงรายเดียว โดยอ้างว่าเป็นแหล่งที่ทดลองผลิตได้ผลดี แต่เมื่อนำวัตถุดิบจากแหล่งผลิตดังกล่าวมาทำการผลิตจริงของโรงงานเภสัชกรรมทหาร พบสิ่งปนเปื้นในวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ๙๐% DC
(๓) องค์การเภสัชกรรมอยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารผลิต ตอก เคลือบ และบรรจุยาเม็ด โดยสัญญาสิ้นสุด ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๔ (เวลาสัญญาเดิม) และได้มีการแก้ไขสัญญาปรับปรุงอาคาร ขยายสัญญาจนสิ้นสุดสัญญา ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ แต่องค์การเภสัชกรรมมีการสั่งซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ๙๐% DC และรับมอบวัตถุดิบ ยาพาราฯ ไว้แล้ว จำนวน ๔๘ ตัน ตั้งแต่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ แล้ว ซึ่งโรงงานดังกล่าวยังไม่สามารถทำการผลิตได้
(๔) องค์การเภสัชกรรมได้มีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ๙๐% จำนวน ๔๘ ตัน วงเงิน ๗,๔๔๐,๐๐๐ บาท โดยวิธีพิเศษ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.อาร์.เคมีคอล เพื่อทดลอง โดยมีการขออนุมัติ เมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ โดยห้างฯ เสนอราคาเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ออกใบสั่งซื้อเมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ กำหนดส่งมอบของภายในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งห้างฯ ได้ส่งมอบวัตถุดิบเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่การจัดซื้อจนถึงการส่งมอบวัตถุดิบโดยใช้เวลาเพียง ๒๔ วัน
สำหรับการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ๙๐% DC จำนวน ๑๐๐ ตัน วงเงิน ๑๗,๐๑๓,๐๐๐ บาท โดยวิธีพิเศษ จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.อาร์.เคมีคอล โดยอ้างว่าเพื่อป้องกันการขาดแคลนหลังภาวะน้ำท่วม โดยมี นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมอนุมัติให้ดำเนินการ เมื่อวันที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ โดยห้างฯ เสนอราคาวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และกำหนดส่งมอบภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ต่อมาผู้อำนวยการกองจัดซื้อและสำรองวัตถุดิบได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เพื่อขออนุมัติเลื่อนกำหนดส่งมอบยาพาราเซตามอล โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากขณะนี้ มีการเร่งรัดการผลิตยาน้ำท่วม จึงยังไม่สามารถกำหนดแผนผลิตยาพาราเซตามอลที่ชัดเจนได้ ประกอบกับขณะนี้มีวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ๙๐% DC คงคลังอยู่จำนวน ๔๐,๐๐๐ กิโลกรัม และพื้นที่คลังวัตถุดิบมีไม่เพียงพอที่จะรองรับได้ขณะนี้ จึงขอเลื่อนกำหนดส่งจากเดิมภายในเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นภายในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ซึ่งผู้อำนวยการเภสัชกรรมได้อนุมัติตามเสนอเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ซึ่งห้างฯ ได้ส่งมอบวัตถุดิบยาพาราเซตามอลดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ซึ่งหากองค์การเภสัชกรรมไม่ได้สั่งให้ห้างฯ เลื่อนการส่งมอบวัตถุดิบ ก็จะต้องส่งมอบวัตถุดิบภายในเดือนธันวาคม ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่การอนุมัติการจัดซื้อการจัดซื้อจนถึงวันที่ส่งมอบ ใช้เวลาประมาณ ๓๐ วัน ย่อมแสดงให้เห็นว่าองค์การเภสัขกรรมไม่มีแผนการผลิตยาพาราเซตามอล และยังมีวัตถุดิบยาพาราเซตามอลคงค้างอยู่เป็นจำนวนมาก
(๕) จากเอกสารรายงานขององค์การเภสัชกรรมเกี่ยวกับการจัดซื้อยาพาราเซตามอล ปรากฏว่า ที่ผ่านมาองค์การเภสัชกรรมได้มีการจัดหาวัตถุดิบยาพาราเซตามอลเพียง ๑๕๐ - ๖๐๐ กิโลกรัมเท่านั้น ไม่ได้มีการสั่งซื้อยาเป็นจำนวนมาก
จากข้อเท็จจริงดังกล่างข้างต้น กรมสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่องค์การเภสัชกรรม โดย นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์เภสัชกรรม ได้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล จำนวน ๑๐๐ ตัน จากห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.อาร์.เคมีคอล โดยอ้างเหตุผลเพียงว่าเพื่อใช้สำหรับสำรองวัตถุดิบหลังน้ำท่วม ในขณะที่ทราบ อยู่แล้วว่าในคลังขององค์การเภสัชกรรมมีวัตถุดิบยาพาราเซตามอลจำนวนมากถึงจำนวน ๔๘ ตัน ประกอบกับ องค์การเภสัชกรรมไม่มีแผนที่จะทำการผลิตยาพาราเซตามอลและหยุดการผลิตยาพาราเซตามอล ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๕ - ๒๕๔๖ โดยองค์การเภสัชกรรมได้ว่าจ้างให้โรงงานเภสัชกรรมทหารและบริษัท โอสถอินเตอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตส่งให้องค์การเภสัชกรรม นอกจากนี้ ตามรายงานการจัดซื้อที่ผ่านมาขององค์การเภสัชกรรมไม่เคยซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลสำรองไว้เป็นจำนวนมาก และประเทศไทยมีผู้แทนจำหน่ายวัตถุดิบยาพาราเซตามอลหลายบริษัท ซึ่งโรงงานเภสัชกรรมทหารและเป็นหน่วยงานที่ผลิตยาให้กับองค์การเภสัชกรรมได้มีการใช้วัตถุดิบจาก ๒ แหล่ง ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีผู้ประกอบการหลายบริษัทที่สามารถจัดหาวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตยาพาราเซตามอลได้ แต่นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์เภสัชกรรม กลับได้สั่งให้จัดซื้อจากแหล่งเดียว เพียงอ้างว่าสามารถผลิตได้เร็ว จำนวน ๒๗๐,๐๐๐ เม็ด/ชม.เท่านั้น นอกจากนี้ หากมีความจำเป็นต้องจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลจริง ก็ไม่มีเหตุผลความจำเป็นที่ต้องแจ้งให้ห้างฯ เลื่อนการส่งมอบจากเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ เป็นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ประกอบกับหากพิจารณาระยะเวลาการส่งมอบในการจัดซื้อจำนวน ๔๘ ตัน และจำนวน ๑๐๐ ตัน ที่ได้กำหนดไว้ในครั้งแรกแล้ว ห้างฯ สามารถส่งมอบวัตถุดิบได้เร็ว ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องสำรองวัตถุดิบมากขนาดนั้น อันอาจส่งผลให้ยาหมดอายุหรือเสื่อมสภาพก่อนที่จะนำไปผลิต ดังนั้น จึงเห็นว่าการที่ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ได้จัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลจากห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.อาร์.เคมีคอล โดยวิธีพิเศษ โดยไม่มีการแข่งขันราคา อาจทำให้รัฐเสียหายจากการแข่งขันราคา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒ โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยแก่ผู้เข้าทำการเสนอราคารายใดให้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ และการที่นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัช ได้สั่งซื้อวัตถุดิบมาโดยไม่มีแผนพยากรณ์การผลิต การซื้อมาโดยไม่มีการผลิต เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ นอกจากนี้ การที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรมซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของฝ่ายบริหารขององค์การเภสัชกรรม ในขณะที่มีการจัดซื้อ แต่กลับไม่ท้วงติงการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอล ทั้งๆ ที่ทราบดีอยู่แล้ว ซึ่งการกระทำดังกล่าว เข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อันเป็นความผิด ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ดี การกระทำความผิดดังกล่าวข้างต้นเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙ บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ส่งผลการสืบสวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
อนึ่ง สำหรับประเด็นการปนเปื้อนวัตถุดิบยาพาราเซตามอลที่สั่งซื้อ และกรณีความผิดปกติ ในการจัดสร้างโรงงานผลิตวัคซีนนั้น ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน คาดว่าแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖

 

วิชัย ใส่หน้ากากมานาน ??? ตระกูล ส.ตัวจริง อ้างทำเพือ่ประชาชน แล้วจริงเป็น????
เขียนโดย นิินิ   
02 พ.ค. 2013 07:31น.

วันที่ ๒ พค ๒๕๕๖ ผู้จัดการออนไลน์ เสนอข่าว ผลสอบดีเอสไอชี้ชัด "หมอวิทิต-หมอวิชัย" ส่อฮั้วซื้อวัตถุดิบทำยาพาราฯ  เนื้อหาว่า.............
ดีเอสไอส่งผลสืบสวนการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราฯ ถึง รมว.สธ.มี "หมอวิทิต-หมอวิชัย" เข้าข่ายทำผิด กม.การเสนอราคาฯ เตรียมส่งเรื่อง ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งหนังสือถึง นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมรายงานการสืบสวนที่ 112/2556 จำนวน 16 แผ่น โดยในหนังสือระบุว่า ตามหนังสือที่อ้างถึงกระทรวงสาธารณสุข ได้ขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตามอลขององค์กา รเภสัชกรรม(อภ.) ว่าอาจมีการทุจริตในการจัดหาผู้ขายและการตรวจรับวัตถุดิบนั้น



ภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
กรมสอบสวนคดีพิเศษขอเรียนว่า จากการสืบสวนปรากฏพยานหลักฐานน่าเชื่อว่ากรณีการจัดซื้อวัตถุดิบยาพาราเซตาม อลขององค์การเภสัชกรรมมีลักษณะการกระทำเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 และมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม 2.นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม

ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 19 บัญญํติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชา ติ (ป.ป.ช.) ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอส่งรายงานการสืบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่แล้ว

ด้าน นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตประธานบอร์ด อภ.กล่าวว่า จริงๆ แล้วก่อนหน้านี้ที่เข้าพบดีเอสไอ ได้ชี้แจงเรื่องต่างๆ ไปหมดแล้ว และทางดีเอสไอยังระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับตน โดยเฉพาะเรื่องยาพาราเซตามอล เพราะเป็นเรื่องการบริหารการใช้งบการจัดซื้อ แต่หากมีการส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห ่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็คงต้องปล่อยไปเป็นไป เพราะอย่าลืมว่าดีเอสไอไม่ใช่จุดสุดท้าย แต่เป็นเพียงการส่งเรื่องเท่านั้น ซึ่งขั้นตอน ป.ป.ช.ก็มีอีกมาก ทั้งขั้นอัยการ การขึ้นศาล ทั้งหมดก็ให้มีการพิจารณาตามข้อเท็จจริง ซึ่งเมื่อไม่ผิดก็ไม่กังวล

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันที่ 1 พ.ค. เวลา 13.00 น.ดีเอสไอจะแถลงผลสรุปการสืบสวนองค์การเภสัชกรรม กรณีการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนกล่าช้า และวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลมีปัญหา ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้ยื่นหนังสือให้ดีเอสไอสืบสวนข้อสงสัยต่างๆ ให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และตอบ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 02 พ.ค. 2013 20:57น. )
ค้างเงินในท่อ เพระาเหตุใด สปสช.
เขียนโดย นินิ   
02 พ.ค. 2013 07:26น.

วันที่ ๒ พค ๒๕๕๖ มีผู้อธิบายในไทยคลินิคว่า ....เงินค้างท่อ ส่วนใหญ่เป็นเงินตามกองทุนต่างๆ เช่น ล้างไต แพทย์แผนไทย กายภาพบำบัด วัณโรค โรคเอดส์ โรคยากๆ แพงๆ
ส่วนหนึ่งเป็นเงินตามผลงานที่ต้องรอข้อมูลเอาผลงานไปแลก
เมื่อจำนวนเคสไม่มาก หรือข้อมูลมีปัญหา เงินจึงค้างเพราะจัดสรรไม่ได้
หากยุบ หรือลดวงเงินไป มีโอกาสที่โรคเหล่านี้จะได้รับบริการน้อยลง
หรือเกี่ยงกันให้บริการเพราะค่าใช้จ่ายสูงก็อาจเกิดขึ้น
ส่วนการจ่ายเงินตามค่ากลาง หรือตาม unit cost ก็อาจจะเกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ประเด็นแรก อาจทำให้รพ.ไม่ควบคุม unit cost
ประเด็นต่อมาข้อมูล unit cost ยังเชื่อถือไม่ได้ ณ ขณะนี้
รพ.บางแห่งสัดส่วนค่าแรง 20 เปอร์เซ็นต์ บางแห่ง 80 เปอร์เซ็นต์ทั้งที่เป็นรพ.ขนาดใกล้เคียงกัน
บางรพ.ผ่าตัดไส้ติ่ง ต้นทุน 3000 บาท บางรพ.15000 บาท

ที่ผ่านมา สปสช.จัดสรรเงินตาม adjusted RW โดยไม่สนใจโรคที่รักษา
ซึ่งเกิดปัญหาไม่สะท้อนค่าใช้จ่ายจริง รพศ.รพท.บ่นว่าขาดทุน
ถึงวันนี้ สปสช.มีปัญหา สธ.จะเข้ามาทำเอง
ก็ต้องดูว่าจะทำให้ดีกว่าได้อย่างไร
แล้วทำแล้วเกิดแย่กว่าเก่าจะว่าอย่างไร
เอาเลยครับ อำนาจอยู่ในมือท่านแล้ว.... เป็นอย่างไรขอให้ท่านพิจารณากันด้วย

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 02 พ.ค. 2013 07:48น. )
สปสช.มีงบค้างท่อเกือบ ๒ หมื่นล้านบาท อึ้ง รายงานจาก มาเนเจอร์ออนไลน์
เขียนโดย นินิ   
02 พ.ค. 2013 07:24น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2556  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 พฤษภาคม 2556 17:35 น. รายงานว่า อึ้ง! งบ สปสช.ค้างท่อเกือบ 2 หมื่นล้านบาท "หมอประดิษฐ" เร่งปรับระบบบริหารให้สถานพยาบาลเบิกเงินตามยูนิตคอร์ส ชี้ช่วยเพิ่มคุณภาพประสิทธิภาพ ยัน สธ.ไม่เข้าไปยุ่งกับเงิน

วันที่ 1 พ.ค. นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดประชุมทิศทางการพัฒนากระทรวงสาธารณสุข และการปรับการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน (P4P) แก่ผู้บริหาร สธ.นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) และโรงพยาบาลชุมชน(รพช.) ตอนหนึ่งว่า ที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณขาลงของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะกระจายงบให้สถานพยาบาลโดยตรง แต่อาจประสบปัญหาเรื่องการบริหารจัดการจนเกิดความล่าช้า ทำให้เกิดงบคงค้าง หรืองบค้างท่อ ซึ่งทราบจากกระทรวงการคลังว่า มี.ค. 2556 มีงบค้างท่อเกือบ 2 หมื่นล้านบาท จึงน่าจะมีการบริหารงบฯที่ดีกว่า จึงเกิดแนวคิดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สธ.และ สปสช.พิจารณางบฯขาลงร่วมกัน

"ในเชิงนโยบายต้องการให้บริหารเป็นแบบค่าใช้จ่ายต่อหน่วย หรือยูนิต คอร์ส (Unit Course) โดยสถานพยาบาลเบิกตามราคาตลาด ทั้งส่วนการรักษาและการส่งเสริมสุขภาพมายังเขตบริการแบบเป็นยูนิตคอร์ส จากนั้น สปสช.จะกระจายงบไปยังสถานพยาบาลตามที่คณะทำงานร่วมเห็นว่าสมควร เป็นการช่วยปรับปรุงคุณภาพและประสิทธิภาพของสถานพยาบาล เช่น สถานพยาบาลภายในเขตบริการมีการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ก็เบิกมาเป็นค่าบริการค่าผ่าตัดไส้ติ่ง หากเดือนนี้ผ่า 10 ครั้งๆ ละ 10,000 บาท ก็เบิกมา 1 แสนบาท ออกเยี่ยมประชาชนมีต้นทุนเท่านี้ก็เบิกมาทั้งหมด" รมว.สาธารณสุข กล่าว

นพ.ประดิษฐ กล่าวอีกว่า หากดำเนินการแล้วส่วนต่างยังเป็นบวก แสดงว่ายังดีในแง่ของฝีมือการดำเนินงานแต่ไม่ได้หมายความว่าดีมากต้องไปดูว่ าดีเท่าที่ควรหรือไม่ แต่หากเป็นลบจะวัดชัดเจนว่า ลดจากการที่สถานพยาบาลมีกิจกรรมไม่พอหรือไม่ หรือต้นทุนต่อกิจกรรมน้อยไป หรือสาเหตุใด ไม่ได้หมายความว่าขาดทุนแล้วต้องแย่เพราะสถานพยาบาลบางแห่งอยู่ในพื้นที่ที่ มีประชากรน้อย ทำให้เข้าไปแก้ไขได้ถูกจุดว่าสถานพยาบาลนั้นๆเกิดปัญหาจากสาเหตุใด

"วิธีการคือสถานพยาบาลส่งเบิกมาที่เขตบริการจากนั้นเขตจะส่งเบิกไปยัง สปสช.ซึ่งเรื่องเงินงบประมาณ สธ.ไม่ได้เข้าไปแตะต้อง แต่เข้าไปช่วยในเรื่องของการจัดการในภาพรวม เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ เช่น ยูนิตคอร์สสูงไป ก็จะเข้าไปดูร่วมกันว่าการซื้อยาแพงกว่าที่อื่นหรือไม่ ทำไมไม่ร่วมกันซื้อ สธ.ไม่ได้เข้าไปควบคุมเงินแต่อย่างใด" รมว.สาธารณสุข กล่าว

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 02 พ.ค. 2013 23:03น. )
p4p กับอะไร
เขียนโดย นินิ   
01 พ.ค. 2013 21:09น.

วันที่ ๑ พค ๒๕๕๖ รายงานข่าวในไทยรัฐ เมื่อวันก่อนบอกมาว่า "P4P ไม่มีทางที่จะทำให้แพทย์ลาออกมากขึ้น มีแต่จะทำให้แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขทุกสาขาวิชาชีพมีขวัญและกำลังใจมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่ต้องรับผิดชอบภาระงานที่ยากและปริมาณมาก"

ยืนยันหนักแน่นจาก นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ที่ไม่สามารถรับหลักการตามข้อเสนอของกลุ่มหมอชนบทที่ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเรื่อง การทบทวนหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนกำลังคนภาครัฐกระทรวงสาธารณสุข ที่เรียกว่า P4P

อ้างเหตุผลรุนแรงขนาดที่ว่า ระบบดังกล่าวจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นความล่มสลายของระบบบริการสุขภาพคนจนในประเทศไทย

ทำลายระบบบริการสุขภาพรัฐ

ทำลายระบบดั้งเดิมที่เข้มแข็ง สายสัมพันธ์ทางใจ กับแรงศรัทธาที่หมอมีต่อระบบบริการสุขภาพรัฐให้พังลง

P4P เลวร้ายและรุนแรงขนาดนั้นจริงหรือ...

ขณะนี้การลาออกของแพทย์ไม่แตกต่างจากปกติ สาเหตุส่วนใหญ่ของการลาออก คือ ไปศึกษาต่อ

นอกจากนี้ยังมีผลการวิจัยจาก สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ยืนยันชัดเจนว่า การจ่ายค่าตอบแทนแบบเหมาจ่ายไม่ได้มีผลต่อการลาออกของแพทย์ เพราะแพทย์ส่วนใหญ่ไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลัก แต่มีจุดมุ่งหมายในชีวิต เช่น ไปเรียนต่อในระดับที่เชี่ยวชาญขึ้น

เป็นคำตอบหนักแน่นจาก รมว.สาธารณสุข ที่แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนถึงการเดินหน้าสานต่อระบบ P4P เพื่อสร้างความเข้มแข็งและเป็นธรรมในระบบบริการสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

"ระบบการจ่ายค่าตอบแทนนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน ไม่ใช่ทำให้เกิดการแก่งแย่งผลงาน หรือการทำงานเพื่อล่าแต้ม รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณค่าตอบแทนอย่างเต็มที่และครม.ก็มีมติชัดเจนว่าถ้าเงินไม่พอให้ขอเพิ่มเติมจาก ครม.ได้อีก

ความวิตกกังวลต่างๆที่เกิดขึ้นขณะนี้ คล้ายกับช่วงการเริ่มต้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค มีหลายฝ่ายวิตกกังวลและบอกว่าไม่ดี จนกระทั่งขณะนี้ประชาชนได้รับสิ่งที่ดีขึ้น และกลายเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของทุกฝ่าย รวมทั้งแพทย์ชนบทด้วย" รมว.สาธารณสุขย้ำ

สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการขณะนี้ เราทำทั้งระบบในการคิดค่าตอบแทนแบบใหม่ ได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมาจากผู้แทนทุกวิชาชีพ จากโรงพยาบาลทุกระดับ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลัง โดยพิจารณาจากหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อกำหนดพื้นที่และกำหนดภาระงานของแต่ละวิชาชีพ โดยคำนึงสภาพความเจริญของพื้นที่ในปัจจุบัน สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลทุกระดับ

เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบสาธารณสุข ลดความเหลื่อมล้ำในสาขาวิชาชีพต่างๆ

หากมองย้อนกลับไปในอดีตจะเห็นว่า ชนวนร้าวเรื่องเงินๆทองๆของบุคลากรในชุดเสื้อกาวน์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อมีการลงนามในคำสั่งขึ้นค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายให้กับแพทย์ รพ.ชุมชน ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มแพทย์ชนบท สมัย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็น รมต.

"ตัวเลขเบี้ยเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น มากถึงขนาดที่หมอ รพ.ชุมชนบางแห่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 150,000 บาท ขณะที่แพทย์ใน รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไปหลายแห่งต้องทำงานหนัก เพราะรับส่งต่อคนไข้มาจากรพ.ชุมชน แต่ไม่มีเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเหมือนหมอใน รพ.ชุมชน งานหนักกว่า เสี่ยงกว่า แต่ทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่เคยออกมาประท้วงหรือเรียกร้องในเรื่องเงินๆทองๆเลย"

นพ.ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้าบอก พร้อมกับฉายภาพให้เห็นชัดเจนขึ้นไปอีกว่า

"การขึ้นเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเมื่อปี 51 ทำให้หมอที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชน 3 ปีแรก ได้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย 10,000 บาท พอปีที่ 4-10 ได้เพิ่มขึ้นอีก รพ.ขนาดเล็กได้ 30,000 บาท ขนาดกลางได้ 25,000 บาท และขนาดใหญ่ได้ 20,000 บาท" นพ.ฐาปนวงศ์บอก

"ยังไม่พอนะครับ ทำงานถึงปีที่ 11 -20 ได้เงินเพิ่มอีก รพ.ขนาดเล็กได้เพิ่มอีก 40,000 บาท ขนาดกลางได้ 30,000 และขนาดใหญ่ได้ 25,000 บาท ส่วนแพทย์ที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชน 21 ปีขึ้นไป ขนาดเล็กได้ 50,000 ขนาดกลางได้ 40,000 และขนาดใหญ่ได้ 30,000"

ยังไม่รวมค่าตอบแทนในส่วนที่เป็น รพ.ในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งตรงนี้รับได้ เพราะถือว่าทำงานในที่ที่มีความยากลำบาก

"โดยส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่า P4P จะทำให้สมองไหล โดยเฉพาะรพ.ชุมชน เพราะจริงๆ ภาคเอกชนจริงๆไม่ได้ต้องการแพทย์ทั่วไป แต่เน้นแพทย์เฉพาะทาง ถ้าจะสมองไหล รพ.ศูนย์ รพ.ทั่วไป น่าจะสมองไหลมากกว่า เพราะมีแพทย์เฉพาะทางมากกว่า" จักษุแพทย์ รพ.พระนั่งเกล้าตั้งข้อสังเกต

ขณะที่ พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ ประธานสมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไปแห่งประเทศไทย (สพศท.)เล่าว่า

เรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย มามีปัญหามากๆตอนปี 2555 กระทรวงการคลังไม่ให้เงินอีก ทำให้โรงพยาบาลจังหวัด 90% ไม่มีการจ่ายเบี้ยเลี้ยง แต่ก็รอว่าอาจจะของบได้อีก ก็ปรากฏว่าไม่มีงบประมาณ พอปีงบประมาณ 2556 กระทรวงการคลังจะให้งบ 3,000 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขพ่วงคือ ต้องทำ P4P ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลจังหวัดเรารับได้ เพราะมีการปรับเปลี่ยนการทำงานมาพอสมควรในกลุ่มโรงพยาบาลจังหวัด

สำคัญคือ เราทำงานหนักเป็นปกติอยู่แล้ว...

การนำระบบ P4P มาใช้ ไม่ได้มีการยกเลิกระบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ยังคงทำควบคู่ไปกับการจ่ายเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเหมือนเดิมในกลุ่มที่มีอายุงานไม่เกิน 3 ปี หมายความว่า แพทย์กลุ่มนี้จะได้ทั้งเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายและค่าตอบแทนจากระบบ P4P

ส่วนข้อสังเกตที่ออกมาเรียกร้องกัน และบอกว่า แพทย์จะเร่งตรวจผู้ป่วยเพื่อทำคะแนน พญ.ประชุมพรบอกว่า คนที่คิดแบบนี้กำลังดูถูกวิชาชีพแพทย์ของตนเอง การตรวจคนไข้ไม่สามารถเร่งได้ เนื่องจากถูกควบคุมด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณ

"เป็นไปไม่ได้ที่ความประณีตในการรักษาลดลง เช่น หมอผ่าตัดจะมีนิสัยการทำงานแบบหนึ่ง เวลาผ่าตัดก็จะยังคงเป็นอย่างนั้น ไม่มีการรีบผ่าตัด ถามว่าหมอโรงพยาบาลเอกชนรับค่าตอบแทนตามเนื้องานเหมือนกัน ทำไมเขาไม่รีบๆทำ แล้วเวลาคนไข้นั่งรอตรวจหน้าห้องอยู่เต็มหมด หมอก็ต้องเฉลี่ยเวลาให้ทุกคน เพราะทุกคนก็อยากรักษา อยากกลับบ้าน เราก็เร่งตามปกติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงิน มีแต้มหรือไม่มีแต้ม"

เป็นคำอธิบายอีกด้านของแพทย์ที่ทำงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่หมอรุ่นน้องๆต้องรับฟังอยู่เหมือนกัน.

โดย: ไทยรัฐฉบับพิม

 

แพทย์ รพศ รพท. รพช.คิดไม่ต่างกัน เรื่อง p4p
เขียนโดย ใบจาก   
01 พ.ค. 2013 20:58น.

วันที่ 1 พค 2556 ความจริงเรื่อง p4p ที่ไม่ถูกเผยแพร่ มาบัดนี้ มีไทยคลินิคห้องแพทย์ เขียนถึง ขอนำมาให้พิจารณา ...............แพทย์ รพศ. รพท. รพช. คิดไม่ต่างกันดอกครับ
สิ่งแวดล้อม ผลประโยชน์ เปลี่ยน essence ของความเป็นหมอไม่ได้
epigenetic เหนือ genetic แต่เพียงชื่อ
สนย. และคณะทำงาน P4P ไม่เคยรับฟังความเห็นแพทย์ส่วนใหญ่
ประชุมครั้งสุดท้าย เมื่อ กค. 55 ที่เชียงใหม่ ไม่มี รพศ./รพท. ที่เห็นด้วยและยอมนำร่อง

การนำ P4P มาแก้ปัญหาเงินบำรุงไม่พอเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย
ทำให้ปัญหาซับซ้อนจนจับประเด็นไม่ถูก

แพทย์ที่มีคุณธรรมทุกคนที่รู้จัก ไม่เคยคิดเก็บและไม่เก็บแต้มจนปัจจุบัน
ผู้บริหารสามารถที่จะใช้ unit cost ในการบริหารทรัพยากร
ให้ค่าตอบแทนสร้างแรงจูงใจในบางงานตาม contextของแต่ละที่
มีประสิทธิภาพมากกว่า P4P หลายเท่า

บุคลากร รพศ./รพท. ยอมกลืนเลือด ไม่โวยวาย เพราะเห็นใจผู้บังคับบัญชา
หวังว่าเมื่อความจริงกระจ่างขึ้น ท่านจะไม่ดันทุรัง

วันเมย์เดย์ หรือวันแรงงานสากล Solidarity ในแรงงาน / หาไม่ได้ใน สธ.ไทย
เขียนโดย ใบเตย   
01 พ.ค. 2013 08:11น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 วันนี้เป็นวันเมย์เดย์ วันแห่งความเป็นหนึ่งเดียวของแรงงานทั่วโลก หรือ Solidarity ของแรงงาน ผู้ที่ไม่ใช่เจ้าของกิจการ  แพทย์ และบุคลากรที่ได้รับรายได้รายเือน รายวัน รายชั่วโมง หรือรายชิ้นงาน เข้าข่ายนี้ทั้งสิ้น  แต่ในประเทศไทย ไม่มีภาวะหนึ่งเดียวของวิชาชีพ สธ. มีต่ความแตกแยก ไม่มี solidarity และขณะนี้ ยิ่งแตกกันออกเป็นหลายเสี่ยงมาก ๆ   .... อ่านบทความอีกด้านของ อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ...ประกอบอ่านบทความโดนใจที่เป็นข่าว ของ อ.นพ.ชิดชัยฯ และ ..อีกส่วน อ่านของ หมอประเวศ ต้นตำรับ NGO สาธารณสุข ที่ชาว สธ.รังเกียจ .... ครั้งนี้ อ่านของ นพ.อมร ........ในหัวข้อ .....

    ขณะนี้ทางสองแพร่งในการใช้มาตรการ P4P ของกระทรวงสาธารณสุข
น.พ.อมร นนทสุต
21 เมษายน 2556
(พัฒนาจากเอกสาร"Setting Health Priority : Strategy vs. Tactic"ขององค์กรANTARES ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Harvard School of Public Health กับHarvard Business School.)

ดังเป็นที่ทราบกันทั่วไป การนำมาตรการ P4P มาใช้โดยกระทรวงสาธารณสุขฯได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องบางส่วนที่เป็นผู้รับผลจากมาตรการโดยตรง เอกสารนี้จะพยายามวิเคราะห์ในเชิงวิชาการว่าปัญหาอยู่ที่ใด และทางออกควรจะเป็นอย่างไร
การจัดลำดับความสำคัญในกิจการสาธารณสุข
อาจจะกล่าวโดยสรุปตั้งแต่ต้นว่า สิ่งที่เป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งหมดคือ "การจัดลำดับความสำคัญ"
สถานการณ์ของเราคือ ยังไม่มีการพิจารณาและตกลงกันเป็นที่แน่ชัดว่า การตัดสินใจดำเนินกิจการสาธารณสุขอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ได้ใช้อะไรเป็นเครื่องกำหนดลำดับความสำคัญ สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในประเทศไทย แต่จะพบได้ทั่วไปในประเทศต่างๆ เราพบว่า การตัดสินใจจัดอันดับความสำคัญขึ้นอยู่กับคุณลักษณะประจำกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นนักอนุรักษ์ก็จะให้ความสำคัญสูงกับความความยั่งยืนของทรัพยากร นักการเมืองจะให้ความสำคัญกับนโยบายของรัฐบาล อำนาจและอิทธิพลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งผลกระทบต่อคะแนนเสียง นักสิทธิมนุษยชนจะให้ความสำคัญกับเรื่องของการปกป้อง เคารพ และเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ส่วนนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปก็จะมองผลงานที่ได้รับเทียบกับงบประมาณที่ใช้ไปเป็นสำคัญ

ศ.นพ.ชิดชัย ตันติศิรินทร์ รอง ปธ.กมธ.สธ. ชี้ ควรแยกตัวจาก กพ.
เขียนโดย นินิ   
01 พ.ค. 2013 07:52น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 วานก่อนนี้ สื่อหลักรายงาน เนื้อหาเกี่ยวกับการแยกตัวจาก กพ.ของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข  และ p4p เนื้อหาว่า คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ชี้ว่า ได้เสนอให้แยกข้าราชการสาธารณสุข ออกจาก กพ. โดยเรียก กพ.มาชี้แจงแล้ว และขอให้กระทรวงสาธารณสุข เ้ป็นผู้นำในการแยกตัวจาก กพ.  และ เนื้อหาต่อมา ว่า 29 เม.ย. 56 - รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรเชื่อ p4p ไม่ใช่ประเด็นเร่งแพทย์ทำแต้มรักษาคนป่วย พร้อมเสนอกระทรวงสาธารณสุข จัดทำร่างพรบ.บุคลากรทางสาธารณสุข เพื่อแยกบริหารงานอิสระ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร กล่าวในรายการมองรัฐสภา ช่วงตอบคำถามผู้ฟัง ในประเด็นเกี่ยวกับระบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงานของแพทย์ (pay for performance) หรือ p4p ว่า ตนเห็นว่า ระบบนี้ ไม่น่าจะทำให้แพทย์เร่งทำแต้มในการรักษา เพราะการวินิจฉัยต้องมีมาตรฐานซึ่งต้องใช้เวลา เช่น ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนัก เกณฑ์การรักษาต้องใช้เวลานาน ก็จะได้แต้มมาก แต่หากการรักษาใช้เวลารักษาน้อย เป็นโรคที่วินิจฉัยได้เร็ว ก็ได้คะแนนลดหลั่นลงไป เป็นต้น ซึ่งจากการอบรมแพทย์ พยาบาลเพื่อทำความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับการใช้ระบบนี้ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ ตนขอร้องทางกระทรวงสาธารณสุขอย่าเรื่องมากเกี่ยวรายงานผลการปฏิบัติงาน จนมากเกินไป ส่วนที่มีความเห็นว่าควรยกเลิกระบบการจ่ายค่าตอบแทนตามผลปฏิบัติงาน แต่ควรยึดหลักจ่ายค่าตอบแทนวิชาชีพเช่นเดียวกับข้าราชการอัยการ เพราะข้าราชการทางการแพทย์มีศักดิ์ศรีเท่ากับอัยการนั้น ตนในฐานะกรรมาธิการการสาธารณสุข เห็นด้วยและเห็นว่าควรแยกบุคลากรทางการแพทย์ออกมาบริหารต่างหาก ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอให้ ก.พ. แยกบุคลากรทางการแพทย์ออกมาเป็นอิสระ ขณะเดียวกันทางคณะกรรมาธิการเคยเชิญ ก.พ. มาชี้แจง ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้แพทย์ขาดแคลน แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบจาก ก.พ. อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการมีมติเสนอไปยังรมต. สาธารณสุข ให้เป็นเจ้าภาพเร่งจัดทำร่างพรบ.บุคลากรทางสาธารณสุข เพื่อแยกออกมาจาก ก.พ. โดยเร่งด่วน แล้ว 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 01 พ.ค. 2013 07:54น. )
สื่อหลักรายงาน ประดิษฐ์ สั่งการบ้าน ผู้บริหาร 4 เรื่อง ลั่นไม่ถอย p4p
เขียนโดย obob   
01 พ.ค. 2013 07:46น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2556  เมื่อวานก่อน สื่อหลัก ผู้จัดการออนไลน์ รายงาน "ประดิษฐ" สั่งการบ้านผู้บริหาร สธ.4 เรื่อง ลั่นไม่ถอย P4P ให้หมอชนบท
..."หมอประดิษฐ" สั่งการบ้านผู้บริหาร สธ.กำหนดเดตไลน์เขตบริการสุขภาพ 1 ก.ค.ดีเดย์บัตรประกันสุขภาพเด็กแรงงานต่างด้าว 1 มิ.ย.เร่งเดินหน้าสร้างคลังสต๊อกยา หลังเสร็จแล้ว 4 แห่ง และเตรียมปรับแผนทำงาน รพ.สต.หลังเน้นรักษามากกว่าส่งเสริมสุขภาพ ลั่นไม่ถอย P4P ให้กลุ่มแพทย์ชนบท เพราะหลักเกณฑ์ทบทวนได้ตลอดเวลา  โดยวันที่ 29 เม.ย.2556  เมื่อเวลา 14.00 น. นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมติดตามงานกับผู้บริหารระดับสูง สธ.ว่า ในที่ประชุมตนได้กำชับการดำเนินการ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การเดินหน้าปรับโครงสร้างระบบสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องเขตบริการสุขภาพ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 1 ก.ค.2556 เพื่อแสดงถึงการปรับปรุงคุณภาพบริการ มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และลดความซ้ำซ้อนการใช้กำลังคนของสถานพยาบาลภายในเขตบริการเดียวกัน สอดคล้องกับการใช้อัตรากำลังคนเพิ่มในการบรรจุลูกจ้างประจำของ สธ.เป็นข้าราชการที่จะดำเนินการในช่วง ต.ค.2556 ที่สำคัญจะส่งผลดีเกิดประโยชน์ต่อประชาชนในเชิงคุณภาพ เช่น การได้รับบริการที่ดีขึ้น ลดการรอคิวผ่าตัดหัวใจ หรือต้อกระจก เป็นต้น

นพ.ประดิษฐ กล่าวอีกว่า 2.บัตรสุขภาพสำหรับเด็กแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทย มีสิทธิซื้อประกันสุขภาพในอัตรา 365 บาทต่อปี โดยจะเริ่มในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นคนต่างด้าวในประเทศต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเ องเช่นกัน โดยสั่งการให้คำนวณต้นทุนการให้บริการใหม่เป็นอัตราที่เหมาะสมโดยไม่ให้ประเ ทศต้องขาดทุน และหากไม่ยินยอมซื้อประกันสุขภาพ เพราะราคาครั้งเดียวสูง ให้พิจารณาทบทวนต้นทุนราคาการใช้บริการต่อครั้ง เพราะขณะนี้คิดค่าบริการตามต้นทุนเก่า

3.การทำคลังสินค้าตามภาคต่างๆ ระหว่าง สธ.และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เพื่อให้มีการเก็บยาในอัตราส่วนที่เหมาะสมและสำรองกรณีฉุกเฉินต่างๆ และลดค่าใช้จ่ายในการเก็บสต๊อกยา ซึ่งได้รับรายงานว่าดำเนินการไปแล้ว 4 แห่ง และในปี 2556 จะดำเนินการอีก 10 แห่ง และ 4.ดำเนินการให้บทบาทโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เพราะปัจจุบันเน้นเรื่องเชิงการรักษามากกว่าการส่งเสริมสุขภาพ ทำให้ต้องมีการเพิ่มบุคลากร

"ส่วนการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน (Pay For Performance 4P ) จะไม่มีการถอยในเรื่องนี้ และเดินหน้าตามหลักการต่อไปตามปกติ แต่ในส่วนของหลักเกณฑ์การดำเนินการ เช่น การจัดแบ่งพื้นที่สถานพยาบาล ผมย้ำเสมอว่าสามารถมาหารือทบทวนร่วมกันได้ ซึ่งการดำเนินการมีการทบทวนปรับปรุงตลอดเวลาอยู่แล้ว" รมว.สาธารณสุข กล่าว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 เมษายน 2556 18:22 น.

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 01 พ.ค. 2013 07:56น. )
รมว. ว่าอาจปรับ p4p เมืื่อผ่านไป ๖ เดือน
เขียนโดย นิินิ   
29 เม.ย. 2013 22:03น.

วันที่  ๒๙ เมษายน ๒๕๕๖  หลังจากที่กลุ่มแพทย์ชนบท เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดระบบการจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าตอบแทนตามภาระงาน หรือ พีโฟร์พี และได้ยื่นเรื่องให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบเรื่องดังกล่าว นายแพทย์ ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ระบุว่าข้อเรียกร้องดังกล่าว สามารถยืดหยุ่นและพูดคุยกันได้ และสามารถทบทวนและแก้ไขได้ จนถึงเดือนตุลาคมนี้

นายแพทย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขยังคงยืนยันที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบ และเชื่อว่านโยบายการจ่ายเบี้ยเลี้ยงค่าตอบแทนตามภาระงาน หรือ พีโฟร์พี เอื้อให้ระบบมีความเป็นธรรมมากขึ้น

โดยยืนยันว่า ระบบนี้ ไม่ได้ส่งผลให้มีแพทย์ลาออกเพิ่มมากขึ้น ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิกระบบ และให้ใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 4 และ 6 เหมือนเดิมนั้น ไม่สามารถทำได้เพราะขัดต่อหลักการ นอกจากนี้ หลักเกณฑ์พีโฟร์พี ยังไม่ได้ออกกฎหมายตายตัว จึงสามารถปรับได้ตามความเหมาะสม ทั้งเรื่องจำนวนเงิน หลักเกณฑ์ในแง่ของพื้นที่และจำนวนปีที่ทำงานในพื้นที่ของบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยจึงสามารถมาพูดคุยได้ เพื่อให้กระทรวงนำข้อมูลไปทบทวนและแก้ไขในเดือนตุลาคมนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ยังย้ำว่า ระบบพีโฟร์พี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการ ไม่เกิดการแย่งผลงานหรือล่าแต้ม โดยรัฐบาลสนับสนุนการจ่ายค่าตอบแทนอย่างเต็มที่ และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ยังสามารถขอเพิ่มเติมได้

ส่วนข้อกังวลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ มีลักษณะคล้ายกับช่วงที่เริ่มต้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคในช่วงแรก ซึ่งเป็นเพียงความวิตกกังวลเท่านั้น

ส่วนข้อเสนอของกลุ่มแพทย์ชนบทนั้น คือการขับไล่ นายแพย์ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกจากตำแหน่ง ประกาศให้โรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ เป็นเขตปลอดนายแพทย์ประดิษฐ หยุดระบบการจ่ายค่าตอบแทนตามภาระงาน และให้นำระเบียบกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 4 และ 6 กลับมาใช้ หยุดการทำลายองค์การเภสัชกรรม และหยุดแทรกแซงองค์กรอิสระด้านสุขภาพ

ลำดับเรื่อง p4p ชุดพิเศษ เด็กๆทำไม่ได้เรื่อง 2 อาวุโสจึงออกโรงช่วย
เขียนโดย นินิ   
29 เม.ย. 2013 07:44น.

วันที่ 29 เมษายน 2556 ไทยทีอาร์แอล ได้รับบทความของข้าราชการที่เฝ้าดูการขัดแย้ง เรื่องร้อนไม่ได้ คือ....... ลำดับเหตุการณ์เรื่อง p4p ชุด พิเศษ.......
ด้วยงานของแพทย์พยาบาลส่วนมาก จะ overload และ underpaid เพราะงบ สธ.ถูก NGO นำไปใช้รณรงค์ และ จัดตั้งเครือข่าย ผ่านหน่วยงาน สสส. สวรส. สปสช. จ่ายเป็นค่าวิจัยให้กับมูลนิธิของ นพ.ประเวศ วะสี และคณะ จ่ายเป็นค่าเบี้ยประชุมมหาศาล รวมถึงรั่วไหลไปเป็นเงินกินเปล่าของแพทย์กรรมการกองทุนที่มาจากกลุ่มเฉพาะ ซึ่ง สตง.ตรวจพบบกพร่อง 7 ประการ
พ.ศ.2551 มีการประกาศใช้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย ฉบับที่ 6 ใช้เฉพาะ โรงพยาบาลชุมชน จะได้ราว 20000-50000 บาท ต่อเดือนต่อคน อัตราตามประเภทจำนวนปีที่รับราชการ โดยใช้งบประมาณ และเงินบำรุงของโรงพยาบาลลดลงอย่างมาก
งบไม่พอ ก็ใช้วิธีให้ใช้เงินบำรุง จ่ายเป็นเบี้ยเลี้ยงไปก่อน เมื่อ สิงหาคม 2552 และหาระบบ คิดแต้มการทำงนและจ่ายเงินตามผลงาน แบบอ้างนำร่อง หรือวิจัย โดยทำแบบเป็นเงินเพิ่มเติม โดยให้มีการกำหนดการทำงานขั้นต่ำไว้ และจะจ่ายค่าทำงานที่เกินจากขั้นต่ำให้ โดยไม่มีการตัดเงินใดๆ
1 กรกฎาคม 2552 มีผุ้ชุมนุมชุดขาว มาที่กระทรวงสาธารณสุข เรียกร้องเบี้ยเลี้ยง กระทรวง ออกฉบับ 7 ให้ 10000 ถึง 15000 บาท ต่อเดือน ต่อคน
13-14 มีนาคม 2556 การประชุมคณะกรรมการพิจารณาทบทวนการจายค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในภาครัฐ (ชุดใหม่) ณ.ห้องประชุมชัยนามนเรนทร ชั้น ๒ ตึก ๑ สป.
19 มีค 56 ประชุมชี้แจงการปรับเบี้ยเลี่ยงเหมาจ่ายและ p4p ทางไกล โดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผ่านระบบประชุมทางไกล (ตามสไลด์)
ชมรมแทพย์ชนบท คัดค้าน p4p นพ.เกรียงศักดิ์ วัชระนุกุลเกียรติ ได้ผลัก นพ.ณรงค์ สหเมธาพันธ์ พร้อมกล่าวว่า ไม่ให้ปลัดมายุ่งเรื่องของชมรมแพทย์ที่มาคัดค้าน p4p และประกาศตัดพี่ตัดน้องกับปลัดกระทรวง
25 มีนาคม 2556 กระทรวงสาธารณสุข แจ้งการเบิกจ่ายค่าตอบแทนในปีงบประมาณ 2555 จากเงินบำรุงของหน่วยบริการ
25 มีค 56 มีการชุมนุมสนับสนุน p4p โดยทีม รพศ./รพท. และ อสม. 4,000 คน ที่กระทรวงสาธารณสุข
26 มีค 56 ชมรมแพทย์ชนบท ร่วมกับ เครือข่ายฟ้องแพทย์ มีการชุมนุมขับไล่ เผาหุ่น นพ.ประดิษฐ์ ในถนน และ ชุมนุมที่ทำเนียบ ราว 2000 คน
29 มีค 2556 ปลัดกระทรวงเป็นประธานประชุมข้อเสนอเรื่องการจ่ายเงินตามภาระงาน
29 มีค 2556 กระทรวงสาธารณสุข แจ้งการจัดพื้นที่โรงพยาบาลประกอบการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย
นำเข้า ครม./ ครม.มีมติ
1 เมษายน 2556 เริ่มใช้ p4p มีการล่าแต้ม บางกลุ่มขัดขืนไม่เก็บแต้ม และแสดงความเห็นคัดค้าน/สนับสนุน p4p ในเครือข่ายออนไลน์กันมากมาย
29 มีนาคม 2559 กระทรวงสาธารณสุข มีหนังสือ ด่วนที่สุด สธ 0205.02.5/2921 เรื่อง แจ้งการจัดพื้นที่โรงพยาบาลประกอบการเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย และ รายชื่อโรงพยาบาลชุมชนตามการทบทวนการจัดพื้นที่โรงพยาบาลชุมชนใหม่
เรียน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ลงวันที่ 29 มีนาคม 2556
9 เมษายน 2556 กระทรวงสาธารณสุข เชิญผู้อำนวยการ รพ. รับคำชี้แจงเรื่อง p4p
9 เมษายน 2556 กระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ สธ 0201.042.4/ว 295 วันที่ 9 เมษายน 2556 เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเงินค่าตอบแทน แนบท้ายข้อบังคับกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการจ่ายเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้กับหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2544 (ฉบับที่ 8) และ (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2556 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง รายละเอียดการดำเนินการการจ่ายเงินค่าตอบแทนตามผลการปฏิบัติงาน
เรียน อธิบดีกรมทุกกรม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศก์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และนิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
11 เมษายน 2556 ชมรมแพทย์ชนบทนำทีม รพช.ฉีกรูป นพ.ประดิษฐ์ ที่โรงแรมเอเชีย พร้อมประกาศสาปแช่ง มีการ แต่งดำ ขึ้นป้ายขับไล่ นพ.ประดิษฐ์ที่โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่ง และเผยแพร่
24 เมษายน 2556 ชมรมแพทย์ชนบท นำทีมเรือข่ายฟ้องแพทย์ เครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งฯ สหภาพแรงงานองค์การเภสัชกรรม เข้ายื่นข้อเรียกร้องให้ปลด นพ.ประดิษฐ์ และให้เลิกตรวจสอบองค์การเภสัชกรรม
ประกาศจะไปชุมนุมติดตามผลที่บ้าน นส.ยิ่งลักษณ์
ต่อมา มีการประกาศว่า จะมาชุมนุมอีกในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556

และ 28 เมษายน 2556 วานนี้ ๒ แพทย์ตระกูล ส. คือ นพ
ประเวศ วะสี และ มงคล ณ.สงขลา ก็มาแสดงอำนาจเหนือกระทรวงสาธารณสุขในเรื่อง p4pกันในไทยรัฐ มีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่า ต้องออกมาเพราะเด็กๆ อย่างเกรียงศักดิ์ อารักษ์ ทำไม่ได้ดี กลัวจะป้องกันโทษอาญาของวิชัยที่องค์การเภสัชกรรมที่อาจได้รับไม่ได้

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 เม.ย. 2013 21:51น. )
ประเวศ ออกโรงแล้ว p4p
เขียนโดย obob   
28 เม.ย. 2013 22:28น.

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๖  ประเวศ หัวหน้าแพทย์อ้างชนบท ออกโรงเแล้ว ......ว่าด้วยเรื่องของ "P4P" หรือ "Pay-for-Performance" ที่ยังเป็นปัญหาคาราคาซัง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส บอกว่า ในทางพระมีคำอยู่คำหนึ่งที่มีความหมายมากแต่มีคนเข้าใจน้อย...

คำนั้น คือ "สีลัพพตปรามาส"

ความหมายคือ การยึดถือในศีลและพรตที่ผิดๆ หรือที่ไม่ได้ผล หรือล้าสมัยแล้ว ถ้าแปลเป็นภาษาปัจจุบันก็คือการยึดมั่นในความเชื่อและการปฏิบัติที่ไม่ได้ผล อีกแล้ว เพราะไม่ตรงต่อความจริง

หรือ...เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว แต่เรายังยึดมั่นอยู่ในความเชื่อเดิมที่มันไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่แล้ว ท่านว่าสีลัพพตปรามาสนำไปสู่ความไม่ได้ผล ความขัดแย้ง จนกระทั่งความรุนแรง เพื่อล้างความเชื่อผิดๆ

ศ.นพ.ประเวศ บอกว่า ขณะนี้มีความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีสาธารณสุข กับกลุ่มแพทย์โรงพยาบาลชุมชน ด้านหนึ่งของความขัดแย้งคือโอกาสที่จะพัฒนา ยกระดับสูงขึ้นไปจากระดับที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ระบบการจ่ายเงินตอบแทน...มี ผลกระทบต่อพฤติกรรมของการปฏิบัติ
ถ้าแรงจูงใจของแพทย์...อยู่ที่การมีคนไข้มาก แพทย์...ก็จะอยากให้มีคนไข้มาก

ในอุดมคติแพทย์ ควรจะอยากให้มีคนไข้น้อย คือประชาชนมีสุขภาพดี ยิ่งเจ็บป่วยน้อยเท่าไหร่ยิ่งดี ดีต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคุ้นเคยกับแพทย์รักษาคนไข้แล้วได้ผลตอบแทน แล้วถ้าแพทย์ช่วยให้คนไม่ป่วย จะมีวิธีตอบแทนการปฏิบัติ (Performance) ของเขาอย่างไร นี่เป็นของใหม่ที่จะต้องคิด

"ระบบบริการสุขภาพ"...กำลังวิกฤติทั่วโลก เพราะราคาแพงมาก สหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างที่นำมาอ้างอิงกันทั่วโลก อเมริกาใช้งบ ประมาณทางสุขภาพถึง 17 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด มีบุคลากรที่ฝึกมาอย่างดีที่สุด แต่ทั้งหมดนี้ไม่การันตีว่าอเมริกาจะมี "ระบบ" บริการที่ดีที่สุด

"ระบบบริการสุขภาพอเมริกันไม่มีประสิทธิภาพ คนอเมริกันประมาณ 40 ล้านคนไม่มีประกันสุขภาพ...ขณะนี้เงินหมด เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองตามมา ขณะที่ปัญหามีมากขึ้น เช่น ปัญหาผู้สูงอายุ..."

การเน้นบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ราคาแพง ไม่สามารถให้บริการได้ทั่วถึง ทำให้คุณภาพไม่ดี และระบบไม่มีประสิทธิภาพ

คำตอบอยู่ที่ "ระบบสุขภาพชุมชน"

เหลียวมองประเทศไทย บ้านเรามีโครงสร้างต่างๆ พร้อมที่จะสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่ดี อยู่ที่ความเข้าใจและการจัดการแต่ละอำเภอมีประมาณ 10 ตำบล 100 หมู่บ้าน
มีโรงพยาบาลชุมชน 1 แห่ง...มีสถานีอนามัย หรือ รพ.สต. 10 แห่ง...มี อบต. 10 แห่ง สามารถมีสภาผู้นำชุมชนหรือองค์กรชุมชนได้ 100 แห่ง โดยที่ทั้งหมดนี้สามารถสร้างเป้าหมายของระบบสุขภาพชุมชนที่ดีที่สุดได้

เช่น ให้คนทั้งอำเภอมีสุขภาพดีที่สุด อย่าให้เจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น โดยการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ส่วนที่เจ็บป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึงใกล้บ้านใกล้ใจที่สุด ให้คนไทยทุกคนมีหมอประจำครอบครัว

ทั้งนี้โดยเริ่มจาก ข้อที่หนึ่ง...ส่งเสริมสัมมาชีพเต็มพื้นที่

ข้อที่สอง...สร้างสังคมที่คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน โดยทุกตำบลสำรวจว่ามีใครอยู่ในข่ายถูกทอดทิ้งบ้าง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กกำพร้า คนพิการ จัดให้มีอาสาสมัครดูแลหมดทุกคน โดยมีกองทุนสุขภาพตำบล ที่ สปสช. ยินดีจ่ายเงินสมทบ

ข้อที่สาม...สร้างเสริมสุขภาพ ทุกๆอย่างที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี ข้อที่สี่...ป้องกันโรคทุกชนิดที่ป้องกันได้ อย่าให้ประชาชนต้องเจ็บป่วยโดยไม่จำเป็น ข้อที่ห้า...รักษาโรคที่พบบ่อย โดยการรักษาตนเอง หรือการดูแลโดยครอบครัว หรือดูแลที่ รพ.สต. หรือโรงพยาบาลชุมชน สุดแต่กรณี

ข้อที่หก...ควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูง ได้หมดทุกคน โดย รพ.สต. ด้วยการสนับสนุนจากโรงพยาบาลชุมชน สามารถตรวจวินิจฉัยคนทั้งตำบลและควบคุมโรคได้หมดทุกคน

ข้อที่เจ็ด...ดูแลผู้สูงอายุได้หมดทุกคนทั้งตำบล แต่ละตำบลจัดให้มีการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน โดยครอบครัว หรืออาสาสมัคร หรือ ผู้บริบาล หรือพยาบาลเยี่ยมบ้าน สุดแต่กรณี

ข้อที่แปด...ทุกตำบลจัดให้มีนักสุขภาพครอบครัว หรือหมอประจำครอบครัว

ศ.นพ.ประเวศ ย้ำว่า คำว่า "หมอ"...ในที่นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแพทย์ อาจเป็นผดุงครรภ์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือพยาบาล แต่ละคนดูแลประชาชนประมาณ 1,250 คน โดยใกล้ชิดประดุจญาติ ไปมาหาสู่ติดต่อถึงกันเป็นประจำ มีข้อมูลของทุกคนในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กของตน

ดูแลกันอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "personal and continuous care"

ถ้ามีการดูแลกันอย่างรู้จักคุ้นเคยและต่อเนื่อง คุณภาพของบริการจะสูงมาก ซึ่งทำไม่ได้ที่โรงพยาบาลใหญ่ และทำให้เราควบคุมเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ทั้งประเทศ ประเทศไทยสามารถจัดระบบบริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจ คนไทยทุกคนมีหมอประจำครอบครัวได้แล้ว

ข้อที่เก้า...สร้างระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและการส่งต่ออย่างดี เราสามารถวิจัย คำนวณล่วงหน้าว่าจะมีปัญหาฉุกเฉินอะไรบ้างในแต่ละอำเภอ แล้วฝึก...วางกำลังคนไว้ช่วยเหลือให้ทันท่วงที มีระบบส่งต่อที่ดี

วันนี้...หลาย อบต. มีรถพยาบาลเตรียมพร้อมอยู่ 24 ชั่วโมง การมีหมอประจำครอบครัวก็จะช่วยให้การส่งต่อมีคุณภาพดีขึ้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้คือตัวอย่างของระบบสุขภาพชุมชน เพื่อสุขภาพของคนทั้งมวล (Health For All) ในอำเภอ ซึ่งควรจะเกิดขึ้นทุกอำเภอ ทั้ง 800 อำเภอ ทั่วประเทศ
"เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะลดภาระบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ๆลง ทำให้บริการด้วยความประณีตและคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดจะเป็นผลให้ประชาชนมีสุขภาพดีมากขึ้น...

ที่เจ็บป่วยก็ได้รับการดูแลรักษาดีขึ้น ค่าใช้จ่ายเรื่องสุขภาพทั้งประเทศลดลง ลดความเครียดของบุคลากร และลดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับญาติคนไข้ลง"

สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) (HA) ควรจะเข้ามาศึกษาหาวิธีประเมินคุณภาพของระบบสุขภาพชุมชน

"P4P"... เพื่อระบบสุขภาพชุมชนคงจะต้องคิดขึ้นใหม่

คงไม่ใช่จ่ายตามจำนวนการดูแลคนไข้ในโรงพยาบาลเหมือนในโรงพยาบาลใหญ่

นั่นเป็นเพราะ...ระบบสุขภาพชุมชนมีเป้าหมายใหญ่กว่านั้น แต่ที่ แน่ๆ...ค่าใช้จ่ายโดยรวมจะลดลง เพราะการส่งเสริมให้คนมีสุขภาพดีราคาถูกกว่ารอให้สุขภาพเสียแล้วค่อยรักษา ซึ่งบ่อยๆ...เสียทั้งเงินและเสียทั้งชีวิต

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ฝากทิ้งท้ายว่า

"ถ้าจะทะเลาะกันบ้าง...ก็ไม่ว่าอะไร แต่ต้องจำไว้เสมอว่าหากมีการทะเลาะกัน...ต้องใช้เป็นโอกาสที่จะยกระดับไปสู่ การพัฒนาที่ดีกว่าระดับที่ทะเลาะกัน โดยเฉพาะดีต่อประโยชน์สุขของประชาชน".

ไทยรัฐออนไลน์

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 เม.ย. 2013 21:54น. )
ออกโรงแล้ว มงคล ณ.สงขลา ทีมแพทย์ชนบท เรียก รองปลัด สธ.ชี้แจง / คุณเป็นใคร
เขียนโดย นินิ   
28 เม.ย. 2013 22:23น.

วันที ๒๘ เมษายน ๒๕๕๖ ไทยรัฐเสนอข่าว .... นพ.มงคล ณ สงขลา ประธาน คณะกรรมการกำลังคนเชิญรองปลัด สธ.-ผอ.สนย. สธ. แจงนโยบาย P4P หวั่นส่งผลกระทบชนบทเสียหายหนัก พร้อมจี้ สธ.เร่งแก้ปัญหา


นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำลังคนได้เชิญ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และนพ.สุวัฒน์ กิตติดิลกกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน(สนย.) สธ. มาชี้แจงถึงนโยบายการปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นแบบผสมผสานระหว่างการจ่ายเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายตามพื้นที่และการจ่ายตามแบบภาระงาน (P4P) โดยคณะกรรมการได้มีมติร่วมแสดงความวิตกปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากนโยบาย P4P จะทำให้กำลังคนด้านสาธารณสุขในชนบทเสียหายอย่างแน่นอน ฉะนั้นขอให้กระทรวงสาธารณสุขรีบแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

"การจ่ายตามภาระงาน (P4P) ไม่สามารถใช้ทดแทนการให้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายได้ เพราะเป็นคนละวัตถุประสงค์กัน คณะกรรมการฯ กังวลอย่างมากว่ากำลังคนด้านสุขภาพที่ทำงานในชนบทที่ปัจจุบันมีปัญหาความขาดแคลนอยู่บ้าง จะวิกฤตยิ่งขึ้น คนจะหนีจากชนบทมากยิ่งขึ้นเมื่อขาดการสนับสนุน ไปอยู่ที่สบายกว่า โดยเฉพาะกำลังคนทางด้านการแพทย์จะยิ่งขาดแคลน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดูแลสุขภาพของประชาชนในชนบท จึงมีความเห็นว่ากระทรวงสาธารณสุขควรทำให้ปัญหานี้ยุติโดยเร็ว" ประธานฯ กล่าว

นพ.มงคลกล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวอยากให้ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุขปรับลดนโยบายโดยใช้กับโรงพยาบาลศูนย์ และโรงพยาบาลทั่วไปที่สภาพการทำงานเหมาะกับ P4P มากกว่า ส่วนในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ขอให้ถามความสมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดย P4P เป็นลักษณะเพิ่มเติม (on top) จากเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เชื่อว่าเมื่อปฏิบัติไปเรื่อยๆ คนเริ่มเห็นข้อดีอาจจะทำให้โรงพยาบาลชุมชนทั้งหมดเข้าร่วมโครงการได้ในอนาคตก็เป็นได้ และอยากให้ นพ.ประดิษฐประกาศให้ชัดไปเลยว่าจะไม่มีเฟส 2 เฟส 3 เพราะเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายยังต้องคงอยู่ วัตถุประสงค์ของเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายคือการสนับสนุนให้กำลังคนด้านสุขภาพอยู่ในพื้นที่ทำงานเพื่อชาวชนบท จะมาใช้ P4P ทดแทนกันไม่ได้ แต่อาจปรับให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นในส่วนของวิชาชีพต่างๆ

ด้าน นพ.สุพรรณ กล่าวว่า รู้ว่าจะเกิดปัญหา แต่ถ้าไม่กล้าทำก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ยืนยันว่าทำบนหลักการที่ดีที่มีงานวิชาการสนับสนุน อาจเป็นปัญหาเชิงรายละเอียดที่ต้องปรับปรุงไป อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกกรรมการกำลังคนฯ บางคนแย้งว่า หากเป็นหลักการที่ดีไม่น่าจะมีเสียงคัดค้านจนกลายเป็นปัญหาสังคมขนาดนี้ นอกจากนี้ งานวิชาการที่ทางผู้บริหารกระทรวงฯอ้างถึง โดยเฉพาะของสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศ (IHPP) ชี้ว่า ก่อให้เกิดผลลบในเรื่องคุณภาพ เพราะไม่มีการศึกษาใดๆ แสดงว่าจะทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่ดีขึ้น อีกทั้งข้อเสนอแนะเชิงนโยบายก็ชัดเจนว่าการทำ P4P ควรใช้ในบางสถานการณ์บางโอกาสเท่านั้น เมื่อเกิดความสมดุลของอุปสงค์และอุปทานในด้านกำลังคนแล้วก็ควรต้องยกเลิกการใช้ P4P แต่เหตุใดกระทรวง สธ.จึงมีนโยบายจะใช้โดยทั่วไป ปัญหาจึงลุกลามเช่นนี้ คณะกรรมการฯจึงต้องมีมติแสดงความห่วงใย ไม่เช่นนั้น กำลังคนที่อุทิศตัว อยู่มานาน เขารู้สึกว่าระบบนี้ไปข่มเหงเขาก็จะเกิดปัญหาบุคลากรได้

รายงานข่าวแจ้งว่า นพ.สุพรรณ รองปลัด สธ. และนพ.สุวัฒน์ ผอ.สนย.รายงานต่อคณะกรรมการกำลังคนฯ ว่า นโยบาย P4P ทำโดยข้อมูลพื้นฐานวิชาการ และความปรารถนาดี อาจจะทำเร็วเกินไป ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจึงเกิดปัญหา ซึ่ง นพ.สุวัฒน์กล่าวว่า รู้สึกเสียใจ ตั้งใจเพื่อให้เกิดการพัฒน

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 เม.ย. 2013 21:53น. )
ทบทวนเรื่องการประชุม p4p วันที่ 13 มีค 2556
เขียนโดย ใบตอง   
27 เม.ย. 2013 23:59น.

วันที่ 27 เมษายน 2556 ไทยทีอาร์แอล ขอทบทวน วีดีโอ และภาพ การเริ่มต้นของความขัดแย้งเรื่อง p4p ในกระทรวงสาธารณสุข นี้เป็นวีดีโอการประชุมทบทวนค่าตอบแทนกำลังคนด้านสาธาณณสุข วันที่ 13 มีนาคม 2556 

สงสัย ฮั๊ว งานก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนของ องคืการเภสัชกรรม ช่วง นพ.วิชัย เป็ฯประธานบอร์ด
เขียนโดย นินิ   
27 เม.ย. 2013 20:38น.

วันที่ 27 เมษายน 2556  ไทยทีอาร์แอล ขอนำท่านพิจารณาข่าวสารเรื่องสำคัญในวงการแพทย์ คือเรื่องงานป้องกันโรคด้วยวัคซีนของประเทศไทย  ตามโครงการผลิตวัคซีนเอง ....... ข่าวสื่อหลักเสนอว่า เมื่อ 4 เมษายน 2556 ดีเอสไอ"ตรวจ รง.วัคซีน ส่อผิดฮั้วประมูล หลังพบบริษัทเดียวยื่นซองประกวดราคาสร้างอาคารส่วนที่ 1 มูลค่า 321 ล้าน แต่ ผอ.อภ.ไม่ยกเลิกการประมูล สหภาพฯเดินตามมติจี้"ปธ.บอร์ด"แจ้งความเอาผิด "หมอประดิษฐ"ฐานทำ อภ.เสียหาย

จากกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) แสดงความไม่พอใจกรณี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และเลขานุการรัฐมนตรี สธ. ส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สอบสวนกรณีการผลิตยาพาราเซตามอล โดยระบุว่ามีการปนเปื้อนในขั้นตอนการผลิต ซึ่งทำให้ อภ.เสียหาย และเตรียมฟ้องดำเนินคดี กระทั่ง นพ.ประดิษฐเอ่ยปากขอโทษต่อเรื่องดังกล่าวหากสื่อสารจนเกิดความเข้าใจผิดนั้น

เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายระวัย ภู่ระกา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อภ. เปิดเผยว่า ตามมติของสหภาพฯมี 2 เรื่อง คือ 1.แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวร้าย อภ.ทำให้เสียชื่อเสียง รวมทั้งจะดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหาย และ 2.ขอให้ นพ.ประดิษฐแสดงความรับผิดชอบขอโทษต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากทำให้ อภ.เสียชื่อเสียง ประชาชนอาจเข้าใจผิดเรื่องคุณภาพยาของ อภ. ซึ่งเมื่อรัฐมนตรี สธ.ยอมขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอาจเข้าใจผิดนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่ตามมติของสหภาพฯยังขาดอีกเรื่อง และต้องดำเนินการต่อ เนื่องจากออกเป็นมติแล้ว คือ การแจ้งความดำเนินคดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างร่างหนังสือถึงประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ให้เป็นตัวแทนดำเนินการแจ้งความคาดว่าจะส่งเรื่องให้ภายในสัปดาห์นี้

นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ด อภ.กล่าวว่า คงต้องดูรายละเอียดของหนังสือดังกล่าวก่อน แต่เบื้องต้นกำลังจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อชี้แจงให้สหภาพฯทุกคนเข้าใจ

วันเดียวกันที่คลังสินค้าบริษัทไปรษณีย์ไทย แจ้งวัฒนะ นายกมล บันไดเพชร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ด อภ. และ นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการ อภ. ลงพื้นที่ตรวจวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอล ซึ่งพบว่ามีปัญหาการปนเปื้อน จนต้องส่งคืนบริษัทและ สธ.ได้ส่งเรื่องดังกล่าวให้ดีเอสไอ ทั้งนี้ ภายในอาคารคลังสินค้าดังกล่าว วัตถุดิบถูกบรรจุอยู่ในถังขนาดใหญ่กว่า 100 ถัง และมีการรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสมกับวัตถุดิบ

นายกมลกล่าวว่า การตรวจสอบดังกล่าวเพื่อแสดงให้ประชาชนได้เห็นว่าภายหลังเกิดปัญหาดังกล่าว สธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจและมีมาตรการการป้องกันและสอบสวนเพื่อหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างส่งวัตถุดิบทั้งหมดคืนให้แก่บริษัทต้นทาง โดยมีสินค้าส่งคืน 148 ตัน มูลค่า 23 ล้านบาท

นพ.วิทิตกล่าวว่า สำหรับวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอลที่เตรียมส่งคืนบริษัทจากจีนนั้นมีทั้งหมด 148 ตันนั้น จริงๆ ที่พบการปนเปื้อนมีเพียง 10 ตัน ซึ่งพบโดยโรงงานเภสัชกรรมทหาร แต่โดยหลักจะส่งคืนทั้งหมดภายใน 2 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นกระบวนการตรวจสอบตามมาตรฐาน (QC) ขอย้ำว่าทั้งหมดยังไม่ได้ผลิตออกจำหน่ายในท้องตลาดจึงไม่ต้องกังวล และล่าสุด ดีเอสไอได้แจ้งว่าจะเข้ามาตรวจสอบวัตถุดิบดังกล่าวในวันที่ 5 เมษายนนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า จากข่าวดังกล่าวส่งผลให้ยอดขายยาพาราเซตามอลลดลงหรือไม่ นพ.วิทิตกล่าวว่า มีผลเช่นกัน ซึ่งปกติ อภ.จะผลิตยาพาราฯขายปีละประมาณ 500 ล้านเม็ด ขอย้ำว่า อภ.มีมาตรฐานการผลิตทั้งก่อนและหลังผลิต มีระบบตรวจคุณภาพที่ได้มาตรฐาน หากพบการปนเปื้อนเพียงเล็กน้อยจะคัดออกไม่ผลิตทันที

เมื่อถามถึงความคืบหน้าโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอชไอวี จ.ปทุมธานี นพ.วิทิตกล่าวว่า โรงงานดังกล่าวมีความคืบหน้าร้อยละ 99 โดยกำหนดแล้วเสร็จตามสัญญาจ้างในเดือนกันยายน 2555 ทั้งนี้ ล่าช้าเพราะมีการปรับปรุงแก้ไขระบบอากาศให้ได้มาตรฐาน ขณะนี้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ระหว่างตรวจสอบและสรุปแนวทางการแก้ไขแบบ เพื่อนำเสนอ บอร์ด อภ. หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กำหนดคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้

วันเดียวกัน นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดีเอสไอ กล่าวถึงการสอบสวนการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ของ อภ.ว่า ตั้งไว้ 3 ประเด็นที่ต้องเร่งสอบสวนให้ได้ข้อสรุป คือ 1.เหตุผลในการแก้ไขสัญญาของ อภ. โดยเฉพาะการแก้ไขเพิ่มเติมในส่วนการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ชนิดเชื้อเป็น ว่าได้มีการตกลงไว้ในทีโออาร์ตั้งแต่การทำสัญญาหรือไม่ หรือเป็นการแก้ไขสัญญาในภายหลัง อันเป็นเหตุให้ต้องแก้ไขสัญญาและมีการเพิ่มวงเงินหรือไม่ เนื่องจากการปรับแก้ไขสัญญา เพิ่มเติมจากการผลิตเชื้อตายเป็นเชื้อเป็น ซึ่งเกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการก่อสร้างที่ต้องยืดออกไปเพราะมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี 2.การขยายระยะเวลาสัญญาให้กับผู้รับจ้างของ อภ.เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และ 3.การประกวดราคาก่อสร้างอาคารส่วนที่ 1 อาคารผลิต อาคารบรรจุ อาคารประกันคุณภาพ และอาคารสัตว์ทดลอง งบประมาณ 321 ล้านบาท จากการตรวจสอบเอกสารพบว่า อภ.มีหนังสือเชิญให้ผู้เข้าร่วมเสนอราคา 57 ราย มีผู้มาซื้อแบบ 10 ราย แต่มายื่นซองเอกสารด้านเทคนิคเพียงรายเดียว คือ บริษัท เอ็ม แอนด์ ดับเบิลยู แซนเดอร์ (ไทย) จำกัด ซึ่งทาง อภ.ได้เจรจากับบริษัทลดราคาให้คงเหลือ 337,050,000 บาท และต่อมาลดลงคงเหลือ 321 ล้านบาท

นายธานินทร์กล่าวต่อว่า การที่มีเพียงบริษัทเดียวที่เข้าเสนอราคาและที่สำคัญยังมีการต่อรองราคากลาง ทำให้ไม่มีการแข่งขันราคา อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) มาตรา 12 ซึ่งโดยหลักการตามระเบียบพัสดุ หากมีการยื่นประมูลรายเดียวต้องยกเลิกและประกวดราคาใหม่ แต่โดยเอกสารชี้แจงในข้อเท็จจริงเบื้องต้นทาง อภ.ได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมพิจารณาตัดสินใจ และอ้างว่า เกรงว่างบประมาณจะตก ซึ่งข้ออ้างดังกล่าวไม่สามารถยกมากล่าวอ้างได้ ดังนั้น ต้องสอบถามเพิ่มเติ่มในประเด็นดังกล่าวว่ามีเหตุอื่นอีกหรือไม่อย่างไร ส่วนผู้ที่เสนอให้บอร์ด อภ.พิจารณาคือ ผอ.อภ. ซึ่งอาจจะต้องรับผิดชอบให้จัดจ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของอาคารที่ 2 ใช้วิธีการแบบใด นายธานินทร์กล่าวว่า การประมูลงานก่อสร้างอาคารส่วนที่ 2 ใช้ระบบอีออคชั่นเช่นกัน ราคากลาง 121 ล้านบาท มีบริษัท เอกชนซื้อซอง 17 ราย ยื่นซองเอกสารด้านเทคนิค 6 ราย และยื่นซองราคา 6 ราย ทำให้ผลการประมูลได้ราคา 106 ล้านบาท

นายธานินทร์กล่าวอีกว่า สำหรับการตรวจสอบเรื่องการปนเปื้อนยาพาราเซตามอลในวันที่ 5 เมษายน เวลา 10.00 น. ดีเอสไอจะลงพื้นที่ตรวจสอบการจัดเก็บว่าเป็นไปตามหลักวิชาการหรือไม่ นอกจากนี้จะทำหนังสือถึง ผอ.โรงงานเภสัชกรรมทหาร เพื่อขอทราบผลการปนเปื้อนว่าเกิดจากเหตุใด และมีจำนวนมากน้อยแค่ไหน หากการปนเปื้อนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดีเอสไอจะสั่งยุติการตรวจสอบกรณีพาราฯปนเปื้อน

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 เม.ย. 2013 21:56น. )
ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ต่อไป > สุดท้าย >>