Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 13 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today85
Yesterday346
Week431
Month9625
ทั้งหมด1036331

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
จดหมายจาก รุ่นพี่ มช.(อ.เชิดชู) ถึง รุ่นน้อง (นส.ยิ่งลักษณ์) ขอให้ถอนร่าง พรบ.นิรโทษกรรม
เขียนโดย ืืนินิ   
07 ส.ค. 2013 22:34น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2556 ไทยทีอาร์แอล ขอนำเรื่องเด่นประจำสัปดาห์นำเสนอ นั่นคือ 

จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากรุ่นพี่มช.ถึงรุ่นน้องมช.
7 สิงหาคม 2556
เรื่อง ขอให้ถอนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยด่วน
เรียน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
            นับตั้งแต่ที่คุณได้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ที่มารับตำแหน่งเพราะ "พี่ให้" แม้ตัวคุณอ้างว่าคุณมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามวิถีทางประชาธิปไตย และเป็นผู้ที่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างแท้จริง ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติของใคร แต่ความจริงนั้นพี่ทักษิณของคุณได้อ้างอยู่เสมอทั้งโดยการกระทำและคำพูด เพื่อให้คนทั่วโลกรู้ว่าพี่ทักษิณของคุณ คือนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่คอย"บงการ" นายกรัฐมนตรี"โคลนนิ่ง"ของประเทศไทย โดยคุณไม่เคยโต้แย้งพี่ทักษิณของคุณที่กระทำและแสดงออกเช่นนั้น
ข้อ ๑ ตลอดระยะเวลาสองปีเศษที่คุณยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรี คุณได้เคยทบทวนสิ่งที่คุณสั่งการลงไปหรือไม่ว่าได้เกิดผลเสียหายหรือผลดีแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างไร? คุณเองคงไม่แน่ใจนักว่าสิ่งที่คุณทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือไม่ เพราะคุณทราบดีว่าเมื่อคุณบริหารบ้านเมืองแล้ว คุณมีหน้าที่ต้องแถลงผลงานของคุณให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบ หากคุณบริหารประเทศชาติทำให้เกิดผลดี คุณก็คงภูมิใจที่จะแถลงผลงานของคุณ เหมือนที่ผู้บริหารนานาประเทศ หรือองค์กรทั้งหลายจะต้องสรุปรายงานผลงานแก่ผู้ที่มี "ส่วนได้เสีย" กับการบริหารงานของผู้บริหาร
         แต่คุณไม่แถลงผลงาน ซึ่งเกิดจากการไม่กล้าแถลงเพราะไม่แน่ใจในผลงานของคุณหรือเหตุใดก็ตาม ดิฉันในฐานะรุ่นพี่ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่รหัส06 ก็อยากขอบอกว่าผลงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของคุณนั้นถือว่าสอบตกสมควรให้ถูกรีไทร์ออกไปจากตำแหน่งทันที เนื่องจากคุณบริหารผิดพลาด ล้มเหลว ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ทำให้ประชาชนเดือดร้อน และม่มีผลงานที่เป็นผลดีแถลงกับประชาชน
ข้อ ๒ กับทั้งเป็นที่น่าอนาถใจยิ่ง ที่รัฐมนตรีใน ครม.ชุดนี้ รวมทั้งสส.พรรคเพื่อไทยส่วนมาก เป็นผู้มีการศึกษาดี มีสติปัญญา ความรู้ความสามารถ แต่บกพร่องในจิตสำนึกของนักการเมืองที่ดี ซึ่งจะต้องทำหน้าที่รับใช้ประเทศชาติและประชาชน แต่ได้ทำตรงกันข้าม คือ ทำงานการเมืองเพื่อกอบโกยผลประโยชน์และความร่ำรวยเพื่อตนเองและพรรคพวก
ในกรณี พี่ทักษิณของคุณซึ่งมีฐานะในทางกฎหมาย คือเป็นนักโทษชาย (นช.)ของประเทศไทย คุณในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลของคุณ มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องดำเนินมาตรการติดตามตัวนักโทษของประเทศที่หลบหนี ให้ต้องได้รับโทษ แต่คุณและรัฐบาลของคุณละเลยไม่ดำเนินการ แต่ได้ดำเนินการทุกอย่างทางการเมืองและใช้อำนาจการบริหารแผ่นดิน เพื่อ "ล้างโทษ" ให้แก่ พี่ทักษิณของคุณ หรือ นช.ทักษิณ ชินวัตรที่หลบหนีโทษตามคำพิพากษาของศาล ไปเร่ร่อนอยู่ต่างประเทศ โดยการพยายามแก้รัฐธรรมนูญ และจะออกกฎหมายล้างผิดให้แก่พี่ทักษิณของคุณ
และคุณก็ควรที่จะส่งเสริมหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยใช้กระบวนการทางกฎหมาย ส่งเสริมให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำความผิดต่อบ้านเมืองเข้ามารับการพิจารณาตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้บ้านเมืองสามารถดำเนินต่อไปได้ตามครรลองที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายสำหรับประชาชนพลเมืองทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
แม้พี่ทักษิณของคุณ หรือ นช.ทักษิณ จะได้เคลื่อนไหวอย่างชัดเจน บงการให้มวลชน เคลื่อนไหวฝ่าฝืนกฎหมายครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศชาติและประชาชนโดยทั่วไป คุณและรัฐบาลของคุณ ไม่เคยทำหน้าที่ หรือสั่งการให้เอาผิดในการกระทำดังกล่าวของพี่ทักษิณของคุณ เมื่อประชาชนส่วนที่ไม่หลงและไม่เป็นเหยื่อของ นช.ทักษิณและพวกพ้อง ต่างก็ไม่เห็นด้วยที่จะยอมให้มีการออกกฎหมายล้างความผิดที่ร้ายแรงเช่นนี้ และได้แสดงออกด้วยการชุมนุมค้านรัฐบาลของคุณที่ผลักดันให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม อันเป็นผลให้พี่ทักษิณของคุณ หรือนักโทษชายทักษิณของคนไทย ต้องพ้นโทษ อันฝ่าฝืนต่อหลักความจริงและการอยู่ร่วมกันของสังคม โดยมุ่งแสดงความคิดเห็นตามสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยะประเทศเขาทำกัน
แต่รัฐบาลของคุณกลับดำเนินการตรงข้ามกับวิถีประชาธิปไตยโดยกระทำอย่างไม่ชอบดังนี้
๑ ระดมพลกองทัพตำรวจมาพร้อมอาวุธในการเตรียมพร้อมที่จะ "ปราบปรามประชาชนที่มาแสดงความคิดเห็นคัดค้านการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม" พร้อมทั้ง
๒ ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงเตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลังหรือในระดับที่เกินกรอบ มุ่งที่จะจัดการกับประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐบาล และได้ออกมาชุมชุมแสดงความไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและสมาชิกพรรครัฐบาลในเวลานี้
แต่เป็นประจักษ์ทั่วกันอย่างชัดเจนแล้วว่า ประชาชนจำนวนมากต่างก็มุ่งมั่นที่จะไม่ยอมถอยอีกแล้วในการแสดงออกเพื่อต่อสู้ความไม่ถูกต้องครั้งนี้ เพราะประชาชนได้"อดทน"ต่อการบริหารบ้านเมืองของคุณ ครม.ของคุณมาเป็นเวลานานจนอดทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ที่จะยอมให้พรรคเพื่อไทยล้างความผิดให้เป็นความถูกต้อง ซึ่งขัดกับหลักความเป็นจริงอย่างรุนแรง ถ้ารัฐบาลยังคงยืนยันที่จะเดินเรื่องการใช้กองกำลังตำรวจนับหมื่นคนมาควบคุมฝูงชนที่กำลังเดือดร้อน และโกรธแค้นกับการกระทำของคุณ และไม่เห็นด้วยกับสส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งน่าจะเป็นห่วงว่าจะเกิดการชุลมุนและเสียเลือดเสียเนื้อและชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย เพียงเพราะคุณต้องการช่วยให้พี่ทักษิณของคุณพ้นผิดเท่านั้น
ในฐานะศิษย์รุ่นพี่ มช. ดิฉันจึงขอร้องให้คุณยอม "ถอย"เพื่อแสดงว่าคุณมีจิตสำนึกผิดชอบชั่วดี และไม่ต้องการทำบาปจนมือเปื้อนเลือด และถูกจารึกชื่อในประวัติศาสตร์ไทยว่าเป็นทรราชหญิงคนแรกของไทยที่ใช้อำนาจตำรวจที่มีอาวุธครบครันออกมาปราบปรามประชาชนที่มาแต่มือเปล่า เพื่อแสดงความคิดเห็นตามสิทธิ์พลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
        คุณเองเป็นนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มที่จะสั่งการครม. รวมทั้งสส.พรรคเพื่อไทย ให้ถอนร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทันที เพื่อเป็นการ "ไถ่โทษ" ในการบริหารบ้านเมืองที่ผิดพลาดและล้มเหลวมาตลอดเวลา 2 ปีนี้ และเพื่อแสดงว่าคุณไม่ตกอยู่ใต้การบงการของพี่ชายที่ทำผิดต่อประชาชนและประเทศชาติมากมาย ประชาชนไทยก็คงจะยอมที่จะยกเลิกการชุมนุมที่เผชิญหน้ากับรัฐบาลและคุณก็จะสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ต่อไป
        คุณเองเป็น สส. เป็นผู้แทนของราษฎร ทราบดีว่าต้องใช้สภาผู้แทนราษฎรทำในสิ่งที่สมควรทำ ทั้งๆที่คุณอ้างว่าสส.และครม.ของคุณมาจากการเลือกตั้ง แต่กลับจะไปตั้งสภาใหม่ขึ้นเป็นสภาปฏิรูปการเมืองให้เป็นกลไกนอกระบบสภาผู้แทนราษฎร นับว่าไม่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย และไม่ถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เป็นการยึด "หลักใช้อำนาจตามอำเภอใจของตน" ที่ประชาชนส่วนใหญ่ย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน
อนึ่งการ "ปฏิรูปการเมือง"ที่จะได้ผลดีอย่างยิ่ง คือ "การปฏิรูปนักการเมือง"ให้มีจิต (คิดถึงประโยชน์)สาธารณะ คือต้องยึดมั่นที่จะทำงานการเมืองเพื่อประเทศชาติและประชาชนเพื่อให้ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้า ประชาชนมีความมั่นคงในการดำรงชีวิตประจำวัน มีสิทธิเสรีภาพในร่างกาย การแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การชุมนุมแสดงออก และไม่ตกอยู่ภายใต้การข่มขู่คุกคามใช้อำนาจบังคับให้จำยอมรับความไม่ถูกต้องของนักการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
           พร้อมนี้ขอเตือนความจำว่า ในประวัติศาสตร์ของการเมืองการปกครองทั่วโลก รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองที่ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชน ย่อมไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ตลอดไป
ขอแสดงความนับถือ
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
กลุ่มพิทักษ์สิทธิพลเมืองและศิษย์มช.รหัส 06

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 09 ส.ค. 2013 22:10น. )
รวมสถานการณ์น้ำมัรั่วลงทะเลไทย
เขียนโดย นินิ   
04 ส.ค. 2013 17:39น.

วันที่ ๔ สค ๒๕๕๖

สถานการณ์น้ำมันรั่วในอ่าวไทยและทะเลไทยรวมฝั่งอันดามันด้วย
           อ่าวไทย เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ห่างจากชายฝั่งอ่าวไทยตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่นานนักมีเรื่องราวเกี่ยวกับเขตแดนไทยกับกัมพูชาอันอาจกระทบถึงเขตแดนไทยในอาวไทย มาเมื่อ สัปดาห์นี้ มีข่าวต่อเรื่องเรื่องอ่าวไทย ในกรณีนี้เป็นอุบัติภัย หรือ disaster ขนาดใหญ่ คือน้ำมันรั่วในอ่าวไทยบริเวณเกาะเสม็ด อ่าวพร้าว จังหวัดระยอง ในประมาณ กว่า 50,000 ลิตร หรือ บางรายงานระบุถึง .... ลิตร สาระข่าวมีว่า วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 น้ำมันกว่า 13,000 แกลลอน หรือ กว่า 260,000 ลิตร ได้รั่วสู่อ่าวไทย ส่งผลเสียหายต่อระบบนิเวศ ทางทะเล การดำเนินชีวิตของคนท้องถิ่น และการท่องเที่ยว และสารกำจัดน้ำมันที่รั่วไหล จะสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชน สร้างผลกระทบต่อการประมง กระทบถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ที่เป็นอาหารของมนุษย์ และสัตว์หายาก กระทบถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ เช่นหาดท่องเที่ยว การใช้ประโยชน์พื้นที่ชายฝั่ง ชาวประมงไม่อาจจำหน่ายสินค้าประมงในเขตน่านน้ำที่มีน้ำมันรั่วไหลได้ ประชาชนไม่อาจบริโภคสัตว์น้ำที่จับจากพื้นที่น่าน้ำที่มีน้ำมันรั่วไหลได้ พึงระลึกว่าการรั่วไหลของน้ำมันและสารเคมี ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อชีวิต ทรัพยากร และทรัพย์สินของประชาชน


สรุปสถานการณ์น้ำมันรั่วไหลสู่ทะเลไทย
ในประเทศไทย มีเหตุการณ์น้ำมันรั่วสู่ทะเลก่อนครั้งวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ถึง 9 ครั้งดังนี้
ธันวาคม ค.ศ.2007 น้ำมันดิบประมาณ 20,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเลสาบสงขลา เกิดจากเรือขนส่งระหว่างประเทศพลิกคว่ำ
พฤศจิกายน 2005 น้ำมันดิบมากกว่า 20,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเล เกิดจากท่อส่งน้ำมันของเรือขนส่งน้ำมันตรงส่วนต่อเชื่อมเสีย ทำให้น้ำมันไหลสู่ทะเลที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นท่อส่งน้ำมันดิบของเรือของบริษัท Thai Oil Public Company
พฤษภาคม 2006 น้ำมันประมาณ 20,000 ลิตร รั่วไหล จากเรือ CP34 ท่าเรือมาบตาพุด ระยอง ของ บริษัท Alliance Refining
พฤษภาคม 2001 น้ำมันดิบมากกว่า 30,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเล จังหวัดระยอง จากท่อส่งน้ำมันขนาด 16 นิ้วหลุดจากการเชื่อมกับเรือบรรทุกน้ำมัน ชื่อ Tokachi ที่ท่าเรือมาบตาพุด โดยบริษัทที่รับผิดชอบคือ บริษัท Alliance Refining
ตุลาคม 2007 น้ำมันดิบมากกว่า 34,800 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเลจาก Saraline 185 V จากถัง storage ที่ Trident 16 offshore ที่หน่วยขุดเจาะน้ำมันเคลื่อนที่ของบริษัทเชพรอนประเทศไทย
มิถุนายน 2008 น้ำมันดิบมากกว่า 40,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเล จากเรือบรรทุกน้ำมันของเกาหลีเหนือ ชื่อ Chol Han Chong Nyon Ho ที่ท่าเรือ Asian Marine Service Public Company ที่พระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ
4 กันยายน 2001 น้ำมันดีเซล B5 มากกว่า 40,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเลอันดามัน จากเรือชื่อ ซ.โชคถาวร 6 พลิกคว่ำ ที่ภูเก็ต ประมาณ 4 ไมล์ไปทางทิศตะวันออก ที่เกาะ Rajayai เนื่องจากคลื่นสูง แลอากาศแปรปรวน
17 ธันวาคม 2002 น้ำมันดิบมากกว่า 210,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเล เกิดจากเรือ Kota Wijaya ชนกับเรือ Sky Ace ที่ทางเข้าท่าเรือแหลมฉบัง ด้านทิศใต้ของเกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี
15 มกราคม 2002น้ำ มันดิบประมาณ 234,000 ลิตร รั่วไหลสู่ทะเล จากเรือชื่อ The Eastern Fortitude of Panama ชนหินโสโครก บริเวณอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ส.ค. 2013 17:41น. )
ปตท. พร้อมรับฟัง และแก้ไข จากทุกกลุ่ม
เขียนโดย ใบตอง   
04 ส.ค. 2013 08:36น.

วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ กลุ่ม ปตท.ขอโทษประชาชนกรณีน้ำมันมหาศาลรั่วไหลสร้างมลพิษให้ทะเลไทย ย่านเกาะพร้าว พร้อมให้ปตท.โกลบอล เคมิคัล รับฟังและรับผิดชอบต่อสังคมเต็มที่ .... ทั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีอุบัติภัยทางทะเล และระบบนิเวศน์ชายฝั่งอ่าไทยที่เป็นข่าวแล้ว 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ส.ค. 2013 09:32น. )
เตือนภัย ก่อการร้ายตามสถานีขนส่ง เช่นรถไฟ ท่าอากาศยาน จากสถานฑุตอเมริกา
เขียนโดย นินิ   
04 ส.ค. 2013 08:32น.

วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖  มีข่าวเล็กๆ เตือนภัยจากสถานฑูตอเมริกา ถึงตำรวจแห่งชาติ เมื่อ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๖ นี้ ว่ากลุ่มอัลกออิดะฯ จะเคลื่อนไหวก่อการร้ายในประเทศต่าง ตามสถนีนส่งและท่าอากาศยาน เช่นสถานีรถไฟ  ขณะนี้ตำรวจไทยเพิ่มมาตรการระมัดระวังเพิ่มขึ้น .... ทั้งนี้ตั้งแต่ ๑ ถึง ๗ สค.  ไม่ว่าข่าวนี้จะลอยหรือจะจริงอย่างไร ... ขอเตือนแจ้งข่าวมายังชาวไทยทีอาร์แอลด้วย.............. และนี่เป็นรายงานข่าวพร้อมภาพถ่ายเอกสารเกี่ยวกับการเตือน.....

        จะๆ!!! เอกสารลับสหรัฐฯ เตือนไทย ระบุ "อัลกออิดะห์" อาจโจมตีไทยช่วงปลายรอมฎอน 30 ก.ค.- 7 ส.ค.นี้ ??? แต่ไม่รู้รายละเอียดแผนการ สั่งเข้มสถานีรถไฟ สนามบิน

วันนี้( 2 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีหนังสือจาก พล.ต.ท. สฤษฎ์ชัย เอนกเวียง ผบช.ส. ผู้ถึงผบ.ตร. เรื่อง สหรัฐอเมริกา ได้มีหนังสือลงวันที่ 30 ก.ค.56 เรื่อง อาจจะมีการโจมตีของเครือข่ายอัลกออิดะห์ ในช่วงปลายเทศกาลรอมฎอน

โดยตามหนังสือแจ้งว่า มีความเป็นไปได้ว่าสมาชิกเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์ อาจมีการโจมตีในช่วงปลายเทศกาลรอมฎอน โดยเฉพาะในระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม- 7 สิงหาคม 2556 ทั้งนี้ทางการสหรัฐฯ ยัง ไม่มีข้อมูลข่าวสารถึงเป้าหมายและแผนการโจมตี แต่ได้มีการแจ้งเตือนเพื่อให้เพิ่มความระมัดระวังภัยคุกคามดังกล่าว เกี่ยวกับระบบการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีรถไฟ และสนามบิน

ทั้งนี้ บช.ส.พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ทางการสหรัฐฯ แจ้งข่าวดังกล่าวเชื่อว่า อาจจะมีสัญญาณบอกเหตุบางอย่าง แต่ยังไม่สามารถรู้ถึงแผนการและเป้าหมายได้ ดังนั้น เพื่อเป็นการไม่ประมาท และเป็นการเฝ้าระวัง ป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้น จึงเห็นควรให้มีการเฝ้าระวัง สืบสวนหาข่าว และเพิ่มความเข้มข้น ในการรักษาความปลอดภัย ระบบขนส่งทั่วประเทศ จึงเห็นควรให้ บช.น. บช.ก. และศชต. เพิ่มมาตรการในการสืบสวนหาข่าว การรักษาความปลอดภัย บุคคลและสถานที่ ต่อไ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ส.ค. 2013 09:23น. )
พักปฏิรูปสาธารณสุข ไปที่ประเทศ นายกปูกลับจากโมแฃมบิก ประกาศตั้งสภาปฏิรูประบบการเมืองไทย
เขียนโดย นินิ   
04 ส.ค. 2013 08:27น.

วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ร้อนแรงสุดสุด คือการเมืองของประเทศ ไทยทีอาร์แอล จึงขอพักเรื่องปฏิรูปสาธารณสุข ไปเรื่องของคนไทยทุกคน  ... นายกปู กลับจากโมแฃวบิก ประกาศเชิญนายกและประธานสภาของไทยที่ยังมีชีวิตอยู่ มาร่วมในสภาปฏิรูประบบการเมืองไทย ทำไงจึงปรองดอง ... อีกด้านว่า เพราะรัฐบาลไปไม่ได้ เพราะเหตุประชาชนไม่เอาด้วย และมีการเคลื่อนไหวจริงของ ๓๐ นายพลรุ่นเก่า ที่ยังมีใจเรื่องบ้านเมือง ร่วมกับประชาชน จัดตั้งกองทัพประชาชนโค่นระบบอบทักษิณ .... ขณะนี้รวมตัวกันที่หน้าพระรูป ร ๖ สวนลุมพินี....

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 04 ส.ค. 2013 09:24น. )
อ.เชิดชู วิเคราะห์ สุดชัด ถึงแก่น การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข เพื่อใคร
เขียนโดย ใบตอง   
27 ก.ค. 2013 17:51น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2556 (ในภาพ อ.เชิดชู คนที่สองจากขวา ภาพวันยื่นแบบเข้าชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน กว่า 2 แสนรายชื่อ เสนอกฎหมาย เพื่อพัฒนาระบบการสาธารณสุข ที่รัฐสภา มีประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รับร่างพระราชบัญญัติไว้ เมื่อ 27 กพ 2556) 

      รายงานข่าวจากทีมงานไทยทีอาร์แอลที่เฝ้าคอยบทความสุดคม แสนชัด วิเคราะห์ถึงแก่น ในเรื่องสุดฮอต "MOPH reform" แท้จริงคืออะไร เพื่อใคร  แล้ว อ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ประธาน สผพท. ก็ได้คลอดบทความประวัติศาสตร์นี้ออกมา เพื่อชาว สธ.ร่วมวิเคราะห์ และร่วมกันป้องกันความเสียหายต่อระบบการสาธารณสุขของประเทศในส่วนที่ท่านทำได้ ... อันจะส่งผลสืบเนื่องให้การแพทย์และการสาธารณสุขไทยฟื้นตัวและพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประชาชนและคนในวงการสาธารณสุขได้จริง ...ติดตาม..ตอนที่ 1

การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์
และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย
25 ก.ค. 56
การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข หรือแผนการรวบอำนาจการบริหารระบบสาธารณสุขของกลุ่มตระกูลส.และNGO สาธารณสุข ตอนที่ 1
เมื่อได้อ่านแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขในศตวรรษที่21 ที่จัดทำโดยสำนักวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ได้เผยแพร่ในการจัดประชุมของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. ซึ่งอ้างการศึกษาวิจัยเชิงระบบโดยคำสั่งของนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ในฐานะรองปลัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปีพ.ศ.2553 และได้มีการประชุมเพื่อเสนอข้อมูลแก่ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 โดยผู้เสนอแผนการปฏิรูปคือนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ได้แสดงระยะเวลาที่ได้กำหนดผังกำกับงานเพื่อให้เริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 โดยมีข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขในรูปแบบคณะกรรมการสุขภาพเป็น 3 ระดับคือ
1.คณะกรรมการสุขภาพ ระดับชาติ (National Health Authority)
2.คณะกรรมการสุขภาพระดับเขต (Regional Level)
3.คณะกรรมการระดับจังหวัด (Provincial Level)
โดยคณะกรรมการใน3 ระดับนี้ มีส่วนประกอบของคณะกรรมการแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ
1.ผู้ควบคุม/กำกับ (Regulator)
2.ผู้ให้บริการ (Provider)
3.ผู้จ่ายเงินหรือผู้ซื้อบริการ (Purchaser)
โดยกำหนดบทบาทของกรรมการระดับประเทศใน 4 ระบบ คือ
1.ระบบบริการสุขภาพ
2.ระบบส่งเสริมสุขภาพ
3.ระบบควบคุมและป้องกันโรค
4.ระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ

โดยให้คณะกรรมการสุขภาพระดับชาติเป็นผู้กำหนดนโยบาย มีการทำงานในรูปแบบคณะกรรมการ โดยมีองค์ประกอบของคณะกรรมการมาจากข้าราชการ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกในการทำหน้าที่ควบคุมกำกับ และดำเนินการในการให้บริการสาธารณสุข ส่วนคณะกรรมการที่เป็นผู้ซื้อบริการประกอบด้วยผู้บริหารกองทุนประกันสุขภาพ 3 กองทุนคือสปสช. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม (1,2)
ในส่วนของกรรมการระดับเขตนั้น จะรวมเขตตรวจราชการของกระทรวงสาธารณสุข ให้เหลือเพียง 11 เขต ตามเขตของสปสช. โดยให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานในรูปแบบของคณะกรรมการระดับเขตเรียกว่า "เครือข่ายบริการสุขภาพระดับเขต" ในการควบคุมกำกับและการให้บริการสาธารณสุข โดย มีสปสช.เขตทำงานร่วมกับคณะกรรมการกองทุนประกันสุขภาพ
ในส่วนของกรรมการระดับจังหวัดนั้น จะมีผู้รับผิดชอบคือนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด บริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการในระดับจังหวัดเช่นเดียวกัน
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริหารกระทรวงสาธารณสุขจากเดิม มาเป็นรูปแบบของการทำงานในคณะกรรมการ ที่จะมีการนำเอา"ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก" เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติลงไปจนถึงระดับจังหวัดและอำเภอ
โดยการวางแผนเช่นนี้ จะทำให้การบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไปจากระเบียบบริหารราชการแต่เดิม ที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545ในหมวด 19 กระทรวงสาธารณสุขมาตรา 42 (3)
มาตรา ๔๒ กระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคภัย การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชนและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขหรือส่วนราชการที่สังกัด กระทรวงสาธารณสุข
มาตรา ๔๓ กระทรวง สาธารณสุข มีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้
(๑) สำนักงานรัฐมนตรี
(๒) สำนักงานปลัดกระทรวง
(๓) กรมการแพทย์
(๔) กรมควบคุมโรค
(๕) กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
(๖) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
(๗) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
(๘) กรมสุขภาพจิต
(๙) กรมอนามัย
(๑๐) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขแบบที่ปลัดกระทรวงกำลังวางแผนดำเนินการอยู่นี้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารราชการแผ่นดินโดยสิ้นเชิงกล่าวคือ
จะมีการนำเอาบุคคลภายนอกที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ เข้ามาเป็นคณะกรรมการทั้ง 3 ระดับ รวมทั้งนำเอาสำนักงานบริหารการเงินการคลัง จากกองทุนประกันสุขภาพหรือสวัสดิการข้าราชการ เข้ามามีอำนาจและบทบาทในการบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกนี้น่าจะเป็น "กลุ่ม NGO สาธารณสุข" เนื่องจากเป็นผู้ได้เข้าประชุมในการนำเสนอแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขด้วย ในขณะที่ฝ่ายบุคลากรสาธารณสุขที่ได้เข้าประชุม จะมีแต่ระดับผู้บริหารเท่านั้น ได้แก่ผู้ตรวจราชการ ผู้อำนวยการ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด
การปฏิรูปสาธารณสุขครั้งนี้ เป็นการรุกคืบของกลุ่มตระกูลส. เพื่อเข้ามามีอำนาจในการบริหารสาธารณสุข
การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขในแบบที่นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอตามแบบแผนของสวรส.และสช.นี้ จะทำให้การบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นรูปแบบคณะกรรมการที่มีคนนอกเข้ามามีส่วนร่วม เหมือนที่ทำกันอยู่ในกลุ่มสถาบันส.(หรือตระกูลส.)ทั้งหลาย
แต่กระทรวงสาธารณสุขยังเป็นหน่วยงานราชการ จะสามารถดำเนินงานในรูปแบบนี้ได้หรือไม่ โดยไม่ผิดกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่กำหนดไว้ แล้วจะต้องตั้งงบประมาณเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน/เบี้ยประชุม แก่กรรมการจากภายนอกจากงบประมาณส่วนใด?
และที่น่าสงสัยยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขตามแนวทางที่ปลัดกระทรวงเสนอนี้ เป็นการกระทำที่เร่งรีบและทำกันเฉพาะกลุ่มผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขได้แก่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขบางเขต นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ตัวแทนผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ กับองค์กรอิสระนอกกระทรวงสาธารณสุข เช่น สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) รวมทั้งนักวิชาการในมหาวิทยาลัยที่รับงานจากสวรส.ไปศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมา "สังเคราะห์และเสนอแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข" และกลุ่มที่สำคัญอีกกลุ่มที่ได้ร่วมงานกับองค์กรอิสระด้านสาธารณสุขตลอดมา ได้แก่กลุ่ม NGO สาธารณสุขเท่านั้น แต่ปรากฏว่าบุคลากรสาธารณสุขที่เป็นผู้ปฏิบัติงานจริงไม่ได้รับเชิญเข้าประชุมรับฟังความคิดเห็นนี้ด้วย แม้จะอ้างว่าจะนำไปรับฟังความคิดเห็น ภายในหน่วยงาน (กรม/เขต) แต่ก็ทราบว่าการประชุมนั้น ไม่ได้เป็นการไปรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นเหมือนการ "สั่งการ"ให้ข้าราชการและบุคลากรรับทราบ ว่าจะมีการ "ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข"แบบใหม่นี้เท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่/อย่างไร
การกำหนดกรอบเวลาการทำงาน
ปลัดกระทรวงได้เสนอแผนการทำงานตามกรอบเวลาการทำงาน โดยกำหนดว่าในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมจะได้แบบแปลน (Blue Print)ในการเปลี่ยนแปลง โดยมีแผนการกำหนดรับฟังความคิดเห็นในกรม/เขต ในเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน และจัดทำแผน (action plan) ในเดือนกรกฎาคม เตรียมพร้อมให้ดำเนินการในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน และเริ่มดำเนินการในวันที่ 1ตุลาคม 2556
แต่ปลัดกระทรวงไม่ได้นำเสนอการปฏิรูปนี้แก่บุคลากรสาธารณสุขในกรมกองต่างๆ ในแบบการ "รับฟังความคิดเห็น"จากผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นการ "ให้รับทราบและดำเนินการ"ตามแผนการปฏิรูปที่ปลัดกระทรวงและคณะกำหนดไว้ พร้อมทั้งเอาไปเสนอนพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้ "รับทราบ" และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็สั่งให้มี"การเร่งรัดให้ดำเนินการปฏิรูปกระทรวง"ให้เสร็จเพื่อดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้
รัฐมนตรีไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายในการเสนอรูปแบบการปฏิรูปครั้งนี้
มีข่าวว่า รัฐมนตรีได้เร่งรัดให้ดำเนินการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขให้ทันการดำเนินการในเดือนตุลาคม 2556 โดยรัฐมนตรีเองก็อาจไม่ได้อ่านรายละเอียดหรือศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินว่า การปฏิรูปกระทรวงแบบที่นำเสนอตาม "Blue Print"ของปลัดกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวนี้ จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่ผิดกฎหมายและระเบียบปฏิบัติราชการของกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่?
การเสนอให้แยกโรงพยาบาลของสธ.มาเป็นองค์กรมหาชน
ขณะที่นพ.ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล นักวิชาการที่ร่วมคิดในการเสนอแผนปฏิรูประบบสาธารณสุข ได้เสนอให้มีการแยกโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขออกนอกระบบราชการ โดยเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข โดยเสนอให้แยกระหว่าง "การเป็นผู้ให้บริการ" (provider) และการเป็นผู้กำหนดนโยบายด้านสุขภาพ (National Health Authority) (4)
ซึ่งถ้าจะมีการแยกโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขออกมาเป็นองค์กรมหาชน ก็คงต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้
ในปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีโรงพยาบาลแบบองค์การมหาชนอยู่เพียงแห่งเดียว คือโรงพยาบาลบ้านแพ้ว แต่โรงพยาบาลในรูปแบบองค์การมหาชน อาจจะทำให้เกิดความยากลำบากแก่ประชาชนคนป่วย ที่จะต้องมีการย้ายโรงพยาบาล(ส่งต่อ)เพื่อไปรักษาโรคที่รพ.ตามสิทธิในระบบประกันสุขภาพไม่สามารถรักษาได้ และอาจจะมีปัญหากับผู้บริหารงาน เนื่องจากตัวอย่างจากรพ.บ้านแพ้ว ที่ต้องอาศัยการบริจาคของประชาชนเป็นจำนวนมาก และการต้องไปรับงานนอกโรงพยาบาล เพื่อหาเงินให้เพียงพอกับรายจ่ายของโรงพยาบาล เนื่องจากการรับงบประมาณจากรัฐบาลอาจไม่พอเพียงในการดำเนินงานของโรงพยาบาล รวมทั้งค่าตอบแทนบุคลากรที่จะต้องจ่ายมากขึ้นกว่าในระบบราชการ ซึ่งจะทำให้รพ.มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากขึ้น จนต้องการเงินอุดหนุนพิเศษ(เช่นเงินบริจาค) เหมือนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ที่โรงพยาบาลต่างๆต้องหารายได้พิเศษ เพื่อมาช่วยลดการขาดดุลจากการรับรักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพ และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย
ถ้าจะดำเนินการในการแยกโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข ออกมาเป็นอง๕กรมหาชนจริง ควรจะมีการศึกษาปัญหาอุปสรรค ของรพ.บ้านแพ้วองค์กรมหาชนไว้ด้วย เพื่อวางแผนป้องกันปัญหา ไม่ให้เกิดขึ้น หรืออาจจะศึกษาตัวอย่างของมหาวิทยาลัย ที่ออกนอกระบบราชการ ว่ามีปัญหาอุปสรรค หรือไม่/อย่างไร

เพราะต้องไม่ลืมว่า การบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขนั้น เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ จะต้องจัดบริการทางด้านการแพทย์และสาธารณาสุข เป็นการบริการสาธารณะที่จำเป็น เพื่อดูแลรักษาประชาชนให้มีสุขภาพอนามัยดี ร่างกายแข็งแรง จิตใจเบิกบาน เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษย์ ก่อนที่จะพํฒฯการเรียนรู้และสติปัญญาเสียอีก
การรวบอำนาจการบริหารระบบสาธารณสุขโดยการเสนอให้มีผู้เชี่ยวชาญในคณะทำงานทุกระดับ
ในข่าวเดียวกันนี้(4) นพ.ไพบูลย์ สุริยวงศ์ไพศาล ยังกล่าวอีกว่าผู้กำกับนโยบายระดับชาติด้านสาธารณสุขในปัจจุบันนี้ มีอยู่3 หน่วยงาน ได้แก่กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ซึ่งจะเห็นได้ว่าใน 3 องค์กรที่อ้างถึงนี้ ทั้งสช.และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานอิสระที่เป็นองค์กรตระกูลส.และ NGO สาธารณสุข ที่อ้างว่าเป็นเครือข่ายภาคประชาชน เป็นกลุ่มที่มีเสียงตามที่ NGO และตระกูลส.ต้องการและกำหนดทิศทางได้เป็นผู้ชี้นำและกำหนดแนวทาง

ฉะนั้นจึงเหลืออีกหน่วยงานเดียวที่มาจากส่วนราชการเพียงหน่วยเดียวคือกระทรวงสาธารณสุขเท่านั้น ที่มีบทบาทในการกำหนดแนวทางและดำเนินการตามแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งขณะนี้กำลังจะถูกแทรกแซงเข้ามามีบทบาทสำคัญจากกลุ่มตระกูลส.และ NGO สาธารณสุข ถ้าแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข ได้สำเร็จตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอ และกำหนดกรอบเวลาของการดำเนินการไว้แล้ว
จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จากการเสนอแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขตามที่มีการวางรูปแบบที่สวรส.นำเสนอผ่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขนี้ จะเป็นการรวบอำนาจการบริหารกระทรวงสาธารณสุขทั้งหมดเข้าไว้ในมือของกลุ่มตระกูลส.และ NGO สาธารณสุข โดยการวางแผนให้มีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก มาเป็นกรรมการร่วมกับส่วนราชการในกระทรวงสาธารณสุข เพิ่มอำนาจในการกำกับการบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุขให้ NGO สาธารณสุขให้มีบทบาทเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก เป็นการเพิ่มอำนาจการ "กำกับการดำเนินงาน"ภายในระบบสาธารณสุขขององค์กรตระกูลส.มากยิ่งขึ้น นับว่าเป็นความพยายาม "รวบอำนาจ" ในการบริหารระบบสาธารณสุขรวมทั้งระบบประกันสุขภาพให้อยู่ภายใต้กลุ่มบุคคลจากองค์กรตระกูลส.และ NGO สาธารณสุขอีกด้วย
ฉะนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(5) ที่กำลังติดตามความคืบหน้าในการปรับโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุขอาจจะกำลังหลงทางไปตามที่ NGO สาธารณสุขและตระกูลส.กำลังวางแผน "ฮุบอำนาจ"ในการบริหารกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งการประกันสุขภาพ แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยไม่รู้ตัว เหมือนการรวบอำนาจบริหารงบประมาณ และนโยบาย รวมทั้งการสั่งการหรือกำหนดวิธีการทำงานของกลุ่มตระกูลส.ในปัจจุบันนี้

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 27 ก.ค. 2013 23:18น. )
จะเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงสาธารณสุขทั้งที สั่งเดือน 3 ใช้เดือน 10 มีที่ไหน ใครทราบก็หัวเราะ
เขียนโดย ใบตอง   
01 ส.ค. 2013 01:42น.

วันที่ 1 สิงหาคม 2556 วันนี้เป็นวันในกำหนด blue print ของการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขอีกวันหนึ่ง  เกี่ยวกับการทำ public hearing ในเรื่องนี้  แต่ไม่มีการทำประชาพิจารณ์จริง มีแต่การชี้แจงแบบ top  down ในทุกกรม ทุุกสังกัด ... หากยังคงทำเช่นนี้  จะถึงกาลวิบัติของปลัดกระทรวงคนนี้ หรือของกระทรวงสาธารณสุข และประเทศนี้อย่างแน่นอน   ...... จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่เปิดวิเคราะห์ วิจารณ์ เสนอโมเดลให้พิจารณาร่วมกันอย่างทั่วถ้วน ประกาศมีนาคม จะใช้ ตุลาคม มีที่ไหน จะเร่งรีบไปทำอะไร เพื่อใคร คำตอบคือไม่ใช่เพื่อประชาชนและชาว สธ.  และมีคำตอบชัดเจนขึ้นทุกวัน คือทำเพื่อตระกูล ส. และ NGO ที่ผลักดันกฎหมายและงานหลายอย่างไม่สำเร็จในช่วงที่ผ่านมา 3-4 ปี เพราะคนรู้ทันและคัดค้าน จึงให้หมอณรงค์ ลงมือปฏิรูปอ้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่จริงๆ เนื้อแท้คือการขยายอำนาจ ตระกูล ส. NGO เข้ามาในกระทรวงสาธารณสุข ทำให้กระทรวงเป็นแบบ สปสช. ที่บริหารโดยบอร์ด ที่มี NGO กับแพทย์ตระกูล ส.เป็นผู้บริหารในรูปคณะกรรมการ ไม่ต้องใช้วิชาการแพทย์และสธ.ใช้แต่วิชามาร ยกมือเพื่อออกคำสั่ง แบบที่ใช้ในองค์กร ตระกูล ศ.    ............... ขอให้ ชาว สธ.ตื่นพิจารณารู้เท่าทันกลลวงของตระกูล ส. และผู้รับใช้ นำกลลวงมาใช้อ้างปฏิรูป สธ.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ถามว่าทำอย่างนี้ใช้เพิ่มประสิทธิภาพจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้ออ้างให้คนบางคนเดินตาม 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 01 ส.ค. 2013 01:46น. )
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ไร้ผลงาน ทำแกล้งไม่เดียงสาบางเรื่องกับการเมือง เพื่อรับใช้แผนตระกูล ส.
เขียนโดย นินิ   
30 ก.ค. 2013 06:08น.

วันที่ 30 กรกฎาคม 2556 เข้าเดือนที่ 10 ของการบริหารงานในฐานะปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่มีใครกล่าวถึงผลงานด้านการบริหารเพื่อนำการแพทย์และการาธารณสุขไปแก้ไขให้ประชาชน ซึ่งเกิดมาจากฝีมือของคนชื่อ หมอณรงค์ แต่อย่างใด  ในรอบ ๑๐ เดือนที่ผ่านมา มีแต่การเข้ามาเปลี่ยนถ่ายเรื่องอำนาจ เรื่องระบบ เพื่อให้ตระกูล ส.ขยายอำนาจ  thaitrl ขอเชิญท่านสรุปสาระสำคัญของงานปลัด สธ.คนนี้ 

   ต้นเดือนตุลาคม 2555 พบม็อบน้องๆพยาบาลที่ทำงานกันจริงๆให้กับประชาชนตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ  บอกว่าจะไปศึกษา ไม่รับวาจะแก้ไขตามประเด็นอย่างไร น้องๆไม่ยอม  ท้ายสุดก็จำนนกับการขยายการชุมนุม เกิดการเจรจา และก็แก้ไขนิดๆ พร้อมมอบ รองปลัด สายแพทย์ชนบท คือ นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา ให้มาขัดแย้งกับน้องๆ 

   จัดงานบริหารกระทรวงสาธารณสุข โดยปรับให้ผู้เข้าประชุมกระทรวงเต็มไปด้วยองค์กรตระกูล ส. คือ สวรส./สปสช./สช./สพฉ./สรพ./สสส. และไม่ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข 18 เขต เข้าประชุมกระทรวงแบบธรรมเนียมที่เคยเป็นมา   

    มอบงานบริหารงบประมาณสำคัญให้แพทย์ชนบท มอบให้ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย เป็นผู้จัดการ ไม่มอบให้ตามลักษณะการบังคับบัญชา ที่ต้องมอบแก่รองปลัดกระทรวง และกรณีนี้มีการมอบให้ก่อนนี้คือ รองปลัดโสภณ เมฆธน แต่ก็จงใจข้ามหัวรองปลัด เพื่อให้แพทย์ชนบททำได้ตามใจชอบ

    มอบการจัดการงบประมาณระดับโรงพยาบาลชุมชนให้นายแพทย์เกรียงศักดิ์ วัชระนุกูลเกียรติ ข้ามหัวรองปลัด สบส. สสจ. ทั่วประเทศ 

    12 มีนาคม 2556 จัดประชุมปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ เพื่อแจ้งแผนจะเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจขอสาธารณสุขตามอ้างว่าได้ประชุมศึกษามาแล้วก่อนนี้( ซึ่งแผนนั้นนำเสนอหลักโดยNGO อย่าง นางสารี นางปรียานันท์  และ  นพ.อำพล จินดาวัฒนะ แกนนำแพทย์ชนบท ในฐานะ สช.) ประกาศจะใช้แผนนี้ภายใน 1 ตุลาคม 2556 ทั้งที่รู้อยู่ว่าการจะปรับเปลี่ยนนี้เป็นการถ่ายอำนาจให้ NGOและแพทย์ตระกูล ส.ในรูปของกรรมการตั้งแต่ระดับชาติถึงท้องถิ่น และจะมีการทักท้วง แต่จงใจบิดเบือนว่าได้ทำกันมานานแล้ว 

    บ่ายของการประชุมนี้ โดยไม่มีในวาระ  ได้ประกาศว่าจะใช้ p4p โดยมีทิศทางเข้าแทนระบบเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายตามลักษณะพื้นที่และงาน ทั้งที่ทราบว่าจะสร้่างความเดือดร้อนให้ผู้เกี่ยวข้องและจะมีการต้าน  แต่จงใจประกาศเพื่อเป็นการเปิดประเด็นให้เกรียงศักดิ์นำมาเคลื่อนไหวขับไล่รัฐมนตรี และมอบ นพ.สุพรรณ คอยพูดเติมไฟให้แพทย์ไม่พอใจเพื่อให้แพทย์ชนบทขายการสร้่่างม๊อบนี้ได้

   จนบัดนี้ ก็มุ่งแต่จะขยายอำนาจให้ NGO และตระกูล ส. โดยเร่งรัดให้กรมต่างๆ จัดชี้แจงภายในหน่วยงานแบบสั่งการ  ทั้งที่ในแผนเขียนว่า เปิดรับฟัง ...ซึ่งไม่เคยมีการเปิดรับฟังแต่อย่างใด ...

   สำหรับเนื้องานที่แท้จริงทางการแพทย์ ที่จะพัฒนาเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ นพ.ณรงค์ ไม่ทำให้เป็นแก่นสาร ละเลยให้ไข้เลือดออกระบาดคร่าชีวิตคนไทย ทำเป็นเหมือนว่าโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดขึ้นให้เป็นปกติ ไม่ดูแลสั่งการและกำหนดมาตรการระดับประเทศอย่างจริงจัง ไม่ตรวจสอบระบบเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก ปล่อยให้ระบบเฝ้าระวังบางพื้นที่พยากรณ์การเกิดโรคไข้เลือดออกแบบไม่ถูกต้อง และเดินกันผิดๆ จนโรคได้มีอุบัติการณ์ลักษณะระบาดในชุมชนแล้ว จึงมาล้อมคอกกัน 

    หน้าที่หลักของ นพ.ณรงค์ คือตีหน้าเศร้ากับฝ่ายการเมือง เช่นตอย p4p รุนแรง   ก็แสดงตนว่าไม่อยากจะเป็นปัดกระทรวง อยากจะลาออกบ้าง โดยพูดในขณะที่ตนเองได้จุดไฟ และร่วมสร้างสถานการณ์หน้าสิ่วหน้ขวานให้รัฐมนตรีแล้ว  พูดว่าจะลาออกจากปลัด ปธ.  โดยที่รู้อยู่ว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดจะกล้าให้ออก 

    ตอนนี้ปลัด ณรงค์ ก็ทำพาซื่อ ไม่เข้าใจเรื่อง แกล้งโง่  ทั้งที่ฉลาดลึกเพื่อNGOและแพทย์ตระกูล ส.  รัฐมนตรีระดับCEOที่บริหารแบบธุรกิจยากที่จะเข้าใจแผนและควาในใจของปลัดนายนี้ได้..... ไม่รู้ว่าละครบทนี้จะจบลงด้วยตระกูล ส.มีชัยชนะเบ็ดเสร็จเนือ รมต. ด้วยการได้แก้ไขกฎหมายเปลี่ยนกระทรวงสาธารณสุขให้อยู่ในอำนาจจัดการของกรรมการNGOและผู้เชี่ยวชาญ(ปั้นแต่ง)ของตระกูล ส.  หรือจะจบลงด้วยการยุติบทบาทของตัวละครคนสำคัญคือ นพ.ณรงค์ ... ต้องดูกันต่อไป 

ตามภาพ จะเห็น นพ.ณรงค์ฯ (มุมบน ซ้ายมือ) กับ NGO ดังอย่างปรียานันท์ สารี รสนา ร่วมกันในหัวข้อปฎิรูป สธ. ที่เขาใหญ่ 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 01 ส.ค. 2013 01:49น. )
ประดิษฐ? ตั้งคณะกรรมกมารับฟังข้องเท็จจรงกรณีปลด นพ.วิฑิต ระวัยไม่เข้ารับฟังคำชี้แจง
เขียนโดย นินิ   
29 ก.ค. 2013 21:43น.

วันที่ 29 กรกฎาคม 2556รายงานข่าวจากสื่อหลักรายงานว่าสหภาพฯหนุน "วิทิต" ฟ้อง "ประดิษฐ" ยันไม่ฟังชี้แจงเด้ง ผอ.อภ.โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 กรกฎาคม 2556 15:27 น.

      ข่าวย้อนสักนิด เรื่ององค์การเภสัชกรรม  ....สหภาพ อภ.ยืนเคียง "หมอวิทิต" พร้อมเป็นพยานเอาผิด "ประดิษฐ-ครม.-บอร์ด อภ." ยันไม่เข้าร่วมรับฟังชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเด้ง ผอ.อภ.8 ก.ค.นี้ แม้ รมว.สธ.สั่งการให้จัดตามเดิม

     นายระวัย ภู่ระกา ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม (สร.อภ.) เปิดเผยว่า การไปฟังคำชี้แจงตามที่ นพ.จรัญ ตฤณวุฒิพงษ์ ประธานคณะผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ออกจากตำแหน่ง ผอ.อภ.ในวันที่ 8 ก.ค.ไม่เกิดประโยชน์ เพราะแค่เข้าไปฟังและดูข้อมูล ไม่สามารถตัดสินอะไรได้ ท้ายสุดก็จบที่ศาลอยู่ดี จึงไม่ขอเข้าร่วม ทั้งที่การเจรจาวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นผู้เสนอเองให้ตั้งคณะกรรมการจากคนภายนอกตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมหายสงสัยว่าไม่มีใบสั่งทางการเมือง เอื้อประโยชน์ธุรกิจเอกชนและบริษัทยาข้ามชาติ และไม่มีใครอยู่เบื้องหลังกรณีให้ข่าวทำลายชื่อเสียง อภ.และปลด นพ.วิทิต

"วันนั้น นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยังพูดเลยว่า ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา ให้ไปพิสูจน์กัน หากผิดต้องว่าไปตามผิด ทุกคนรับได้หรือไม่ ทุกฝ่ายในที่นั้นก็รับคำ และผลสรุปที่เสนอ ครม.ก็ชัดเจนให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพียงแค่อนุญาตให้ตั้งคณะบุคคลไปฟังคำชี้แจงตามที่ นพ.ประดิษฐ กำลังสั่งให้เล่นละครหลอกสังคมอยู่ในขณะนี้" ประธาน สร.อภ. กล่าวและว่า ยืนยันว่า พร้อมเป็นพยานหนุน นพ.วิทิต ฟ้องเอาผิด รมว.สาธารณสุข คณะรัฐมนตรี และคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) ที่มี นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) หนึ่งในคณะรับฟังข้อเท็จจริงที่ นพ.ประดิษฐ อนุญาตให้เข้าฟัง กล่าวว่า ไม่ยอมรับคำสั่งแบบนี้ สิ่งที่ควรจะเป็นคือ ต้องมีการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งกระบวนการว่าถูกต้อง ชอบธรรมหรือไม่ ไม่ใช่ไปฟังและดูแค่เอกสารผลการสอบเท่านั้น เพราะการทำลาย อภ.เท่ากับเป็นการทำลายระบบความมั่นคงด้านยาของประเทศ และทำให้บริษัทยาข้ามชาติได้ประโยชน์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมสงสัยในบทบาทของผู้มีอำนาจทางการเมืองว่าทำไปเพื่อผลประโยชน์ของใคร

ด้าน นพ.ประดิษฐ กล่าวว่า ตนยังยืนยันให้บอร์ด อภ.นัดประชุมตามเดิม คือ วันที่ 8 ก.ค.โดยจะต้องนัดทั้งฝ่ายรับฟังข้อเท็จจริงและฝ่ายชี้แจง ส่วนที่ฝ่ายรับฟังฯ จะไม่เข้าร่วม ตนอยากให้เข้าฟังข้อมูลต่างๆ ก่อน อย่างไรก็ตาม คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเอกสารทุกอย่าง ซึ่งก็เป็นไปตามที่ตกลงว่าให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง สิ่งสำคัญต้องเข้าไปนั่งฟังก่อน ไปดูเอกสารทุกอย่างที่ใช้ในการอ้างอิงว่าถูกต้องจริงหรือไม่ ปลอมหลักฐานหรือไม่ แล้วค่อยมาพิจารณากัน แต่บางเรื่องจะไปเรียกพยานใหม่คงไม่ได้ และยังมีข้อจำกัดในเรื่อง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ว่า ผู้เสียหายยินยอมให้ข้อมูลหรือไม่

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 29 ก.ค. 2013 21:44น. )
รวบอำนาจกระทรวงสาธารณสุข โดย NGO และตระกูล ส. อ่านตอนที่ 2 ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข
เขียนโดย ใบตอง   
27 ก.ค. 2013 23:23น.

วันที่ 27 กรกฎาคม 2556  

การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข (ตอนที่ 2)
ตระกู,ส.มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบทบาทและการดำเนินการในระบบสาธารณสุข
ก่อนที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข ตามที่ได้มีข้อเสนอของสวรส.ผ่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข จะเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้วิเคราะห์และสังเคราะห์ เพื่อกำหนดแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข คือ สำนักวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งเป็นองค์กร "แม่" ของกลุ่มตระกูลส. เป็นสถาบันที่มีความสำคัญในการทำการวิจัยหรืออ้างงานวิจัย ให้มาเป็นเหตุผลในการเสนอการเปลี่ยนแปลงต่างๆในระบบสาธารณสุข และการจัดตั้งองค์กรตระกูลส.อีกหลายองค์กร
จึงควรจะต้องกล่าวถึง "องค์กรตระกูลส."ก่อน เพื่อผู้อ่านจะได้เข้าใจว่า องค์กรตระกูลส.คืออะไร และมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง มีคนกลุ่มใดมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรเหล่านี้ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในระบบสาธารณสุขไทย
ตระกูลส.คือองค์กรอะไร? มีอำนาจหน้าที่หรือบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบสาธารณสุขอย่างไรบ้าง?
องค์กรตระกูลส.คือองค์กรที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข โดยการผลักดันของสมาชิกชมรมแพทย์ชนบท และที่ปรึกษาหลักคือนพ.ประเวศ วะสี ในการจัดตั้งองค์กร ก็จะต้องมีการเสนอกฎหมาย โดยการ "เข้าหา" ผู้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองในขณะนั้น เรียงลำดับตามการประกาศใช้พ.ร.บ.เฉพาะเหล่านี้ ได้แก่
1.พ.ร.บ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขพ.ศ. 2535
2.พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544
3.พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545
4.พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550
จะเห็นได้ว่าพ.ร.บ.ฉบับแรก เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี (ที่ไม่ได้มาตามระบอบประชาธิปไตย) ได้แก่พ.ร.บ.สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุขพ.ศ. 2535 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ มีหัวหน้าสำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุช (สวรส.) เป็นผู้อำนวยการสวรส.
ส่วนพ.ร.บ.ฉบับที่ 2 เริ่มดำเนินการพิจารณาผ่านสภาฯในยุครัฐบาลของนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มาประกาศใช้ในยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คือพ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เป็นสำนักงานบริหาร โดยมีผู้อำนวยการสสส.เป็นหัวหน้าสำนักงาน
พ.ร.บ.ฉบับที่ 3 เกิดขึ้นในยุคพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้ประชาชนได้รับการประกันสุขภาพ ซึ่งนับว่าเป็นที่ถูกใจของประชาชนทั่วประเทศคือพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 หรือที่เรียกว่า "30 บาทรักษาทุกโรค" นับว่าเป็นนโยบายประชานิยม ที่ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2
โดยพ.ร.บ.นี้กำหนดให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ โดยหัวหน้าสปสช.คือเลขาธิการสปสช. ประธานกรรมการบอร์ดคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
พ.ร.บ.ฉบับที่ 4 เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติในยุคคมช.(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) คือพ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550 มีคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้บริหารงาน มีหัวหน้าสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.)คือเลขาธิการสช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นปรานกรรมการ
เนื่องจากสำนักงานตามพ.ร.บ.เหล่านี้ มีชื่อย่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "ส." และมีลักษณะการก่อตั้งและการบริหารงานในรูปแบบเดียวกัน เพราะเชียนพ.ร.บ.เลียนแบบกันมา จึงเรียกว่าองค์กรตระกูลส. มีพ.ร.บ.รองรับ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.เฉพาะ ไม่ใช่หน่วยงานราชการ มีการสรรหาคณะกรรมการและหัวหน้าสำนักงาน ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของประธานกรรมการ แต่ทำงานตามมติของคณะกรรมการ
ฉะนั้นกลุ่มที่สามารถ "คุมเสียง" ของกรรมการเป็นเสียงส่วนใหญ่ก็จะสามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางและกำหนดผลงานได้เอง ฝ่ายข้าราชการประจำหรือข้าราชการการเมืองไม่มีอำนาจสั่งการ ถึงแม้จะเป็นประธานกรรมการ ก็มีเพียง 1 เสียง เท่ากับกรรมการคนอื่นๆ
จึงเห็นได้ว่า กลุ่มสมาชิกชมรมแพทย์ชนบท ที่มีส่วนร่างพ.ร.บ.เหล่านี้ จะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ในบทเฉพาะกาล ให้กลุ่มพวกของตนเข้ามาเป็นกรรมการชุดแรก เพื่อมากำหนดระเบียบปฏิบัติของสำนักงานได้เอง กำหนดตัวหัวหน้าสำนักงานและการสรรหากรรมการได้เอง ถึงแม้จะมีการกำหนดให้มีกรรมการโดยตำแหน่งจากข้าราชการประจำ หรือข้าราชการการเมืองเช่นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่กรรมการโดยตำแหน่งเหล่านี้ อาจจะส่งผู้แทนมาประชุมไม่ซ้ำหน้า และอาจไม่ได้สนใจในระเบียบวาระการประชุม
ทำให้สมาชิกชมรมแพทย์ชนบทและพวกพ้อง สามารถ"กุมบังเหียน"สำนักงานเหล่านี้ได้มาเกือบตลอดเวลาของอายุขัยของสำนักงานเหล่านี้
ถึงแม้จะมีการสรรหากรรมการตามวาระ แต่กลุ่มสมาชิกชมรมแพทย์ชนบทและผู้ใกล้ชิด ก็จะสามารถเข้ามาเป็นกรรมการจนมีเสียงข้างมากได้เสมอ รวมทั้งมาเป็นเลขาธิการและผู้อำนวยการสำนักงานได้เต็มที่อย่างน้อย 2 วาระ (8 ปี) ตามข้อกำหนดในพ.ร.บ.นั้นๆทุกคน และเมื่อครบวาระจากกรรมการในสำนักงานหนึ่ง ก็ย้ายไปเป็นกรรมการในอีกสำนักงานหนึ่ง หรือบางคนก็เป็นกรรมการในหลายๆสำนักงานพร้อมกัน

ทั้ง 4 หน่วยงานที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ โดยสวรส.เป็นองค์กรแม่ ที่นพ.ประเวศ วะสีเคยกล่าวไว้ว่า "สวรส.ออกลูกได้" เนื่องจากสวรส.ได้จัดตั้งองค์กรลูกอีกมากมายที่ตั้งขึ้นในสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นองค์กรหลายๆองค์กรที่เรียกว่า "เครือสถาบันของสวรส. ซึ่งผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลได้ว่ามี "เครือสถาบัน" ใดบ้าง จาก http://hsri.or.th


ทั้งนี้องค์กรเหล่านี้ตั้งขึ้นโดยการประสานงานจากนพ.ประเวศ วะสีผู้นำหรือที่ปรึกษาคนสำคัญที่สุด ของชมรมแพทย์ชนบท (6,7,8)ไปถึงรัฐบาลในยุคต่างๆกันที่กำลังมีอำนาจบริหารประเทศในแต่ละยุคแต่ละสมัย เพื่อตราพระราชบัญญัติต่างๆดังกล่าวแล้ว เพื่อตั้งองค์กรตามพ.ร.บ.นั้นๆ
โดยองค์กรต่างๆนั้น อาศัยหลักเกณฑ์คล้ายคลึงกันในการบริหารองค์กร ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติที่พวกเขาเขียนไว้เอง ให้มีหลักการคล้ายกันคือ มีเงินงบประมาณดำเนินการจากเงินงบประมาณแผ่นดิน มีคณะกรรมการเป็นผู้ดำเนินการ มีเลขาธิการหรือผู้อำนวยการเป็นผู้รับผิดชอบบริหารงาน และมีระเบียบการบริหารงานและงบประมาณโดยอิสระ ที่คณะกรรมการเป็นผู้กำหนด
และที่สำคัญก็คือ บุคคลที่เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มตระกูลส.จะเข้ามาเป็นกรรมการบอร์ด เป็นเลขาธิการหรือผู้อำนวยการ มีกลุ่มองค์กรเอกชน( NGO) ซึ่งเป็นองค์กรจัดตั้งของกลุ่มตระกูล ส.เอง เรียกว่าเป็นแนวร่วมของกลุ่มตระกูลส.ร่วมเป็นกรรมการ และคนเหล่านี้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาเป็นกรรมการในองค์กรเหล่านี้ ซ้ำกันไปมา เพื่อให้สามารถควบคุมการบริหารให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพวกตน โดยไม่ฟังเสียงคนกลุ่มอื่นที่ทำงานในภาคการสาธารณสุขด้วยกัน
การยึดอำนาจในการบริหารระบบสาธารณสุข
การยึดกุมอำนาจในองค์กรตระกูลส.ดังกล่าวของสมาชิกชมรมแพทย์ชนบทและสหาย (ที่เรียกว่าเป็นกัลยาณมิตร)ทำให้องค์กรตระกูลส.สามารถกำหนดทิศทาง แนวนโยบาย กำหนดรายการยา รายการรักษาเป็นชุดสิทธิประโยชน์ต่างๆในระบบหลักประกันสุขภาพ กำหนดการจ่ายเงินให้แก่"หน่วยบริการ" (ซึ่งมากกว่า 90% ของหน่วยบริการก็คือโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข)กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ รวมทั้งรวบอำนาจในการ"ซื้อยา" เพื่อมาแจกจ่ายให้ "หน่วยบริการ" ทั้งๆที่พ.ร.บ.นี้ไม่ได้กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสปสช. รวมทั้งการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนการซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรม เอามาใช้เป็นสวัสดิการเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน ทั้งๆที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินชี้ว่าผิดกฎหมาย รวมทั้งความผิดในประเด็นอื่นๆเกี่ยวกับการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รวมทั้งการบริหารสำนักงานรวมเป็น 7 ประเด็นของเลขาธิการสปสช. แต่ก็ไม่มีการพิจารณาทาส แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการหละกประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการเป็นสมัยที่ 2
ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในการทำงาน แม้เงินเดือนและค่าตอบแทนของบุคลากรก็ต้องไปขอมาจากสปสช. นับว่ากระทรวงสาธารณสุขเป็นกระทรวงที่วิปริตผิดแปลกไปจากกระทรวง ทบวงกรมอื่นๆในประเทศไทย ที่ไม่สามาถขอรับงบประมาณในการทำงานในความรับผิดชอบของกระทรวงได้ ต้องไปอยู่ใต้อาณัติของนายคนที่ 2 คือสปสช. และสปสช.ยังคิดโครงการรักษาโรคเฉพาะ โดยการจัดทำโครงการเอง เพื่อกำหนดให้โรงพยาบาลต่างๆทำตามที่สปสช.กำหนด กระทรวงสาธารณสุจจึงจะ "ได้เงินมาทำงาน"
นอกจากนั้นสวรส.ก็จะอ้างงานวิจัยต่างๆมาสนับสุนความเห็นของตน ว่ยาอะไรสมควรใช้ ยาอะไรไม่สมควรนำมารักษาผู้ป่วยในบางโรคทั้งๆที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคนั้นๆ เอาไปเสนอให้สปสช.กำหนดรายการยาที่ผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพจะใช้ได้ และยังเอาไปเสนอกรมบัญชีกลางให้ตัดรายการยาที่ข้าราชการเคยได้รับออกจากบัญชียาหลัก ทำให้ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการเดือดร้อนอีกด้วย
ส่วนสช.ก็จะจัดประชุมสมัชชาสุขภาพหลายๆระดับ เพื่อเอามาเสนอรัฐบาลเป็นนโยบายในการบริหารระบบสาธารณสุข รวมทั้งเสนอแนวทางเรื่องอัตรากำลังของบุคลากรสาธารณสุข ตามที่พวกเขาเขียนไว้ในธรรมนูญสุขภาพแห่งชาติว่า ข้อเสนอจากสช.นั้น รัฐบาลต้องนำไปปฏิบัติ
ทั้งหมดนี้ เป็นการเขียนกฎหมาย เพื่อให้สถาบันตระกูลส.มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย งบประมาณ และควบคุมการดำเนินการในระบบสาธารณสุข ทั้งที่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติหรือทำนอกเหนือเกินเลยกว่าที่กฎหมายบัญญัติ โดยสถาบันเหล่านี้จะได้รับงบประมาณในการดำเนินการตามที่พวกตนต้องการ
กลุ่มบุคคลในตระกูลส. ยังมีพฤติกรรมแฝงนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติ เพื่อ การแสวงหาผลประโยชน์จากเงินงบประมาณของสถาบันเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเข้ามาเป็นกรรมการ หรือเข้ามาขอรับงบประมาณสนับสนุนในการทำโครงการต่อเนื่องจากโครงการของสำนักงานนั้นๆ เช่นสวรส. สปสช. หรือสสส. ทำให้งบประมาณแผ่นดินที่ควรจะดำเนินการให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ กลับมาตกเป็นผลประโยชน์ของคนกลุ่มนี้ปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยไม่ตกเป็นประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน(6,7,8)
และคนเหล่านี้ยังแสวงหาผลประโยชน์อื่นๆที่สามารถแสวงหามาได้ จากการที่พวกตนมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารองค์กรต่างที่เกี่ยวข้องกับแวดวงสาธารณสุข โดยการออกกฎเกณฑ์และระเบียบต่าง เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขต้องปฏิบัติตาม
ผู้บริหารองค์กรตระกูลส.ต้องการรวบอำนาจบริหารระบบสาธารณสุขไว้ในกลุ่มของพวกตน
บุคคลสำคัญที่ร่วมก่อตั้งองค์กรตระกูลส. ที่นับเป็นแกนนำหรือผู้นำคนสำคัญหรือผู้บริหารสำนักงานตระกูลส. ยังมีความต้องการที่จะดำเนินการต่อเนื่องในการที่จะ "ควบคุม" การบริหารงานเกี่ยวกับการสาธารณสุขแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ได้กล่าวในที่ประชุมสัมมนาของแพทยสภาในหัวข้อ "แปดปีภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ"ว่า "ความเสี่ยงของกระทรวงสาธารณสุข " คือ
1. สำนักงานสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จะเป็นผู้กำหนดนโยบาย
2. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะเป็นผู้ "บริหารเงินงบประมาณ"
3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นผู้ "ให้บริการสาธารณสุข"
แปลว่าไม่ต้องมีกระทรวงสาธารณสุขอีกต่อไปแล้วในอนาคต เพราะ 3 หน่วยงานดังกล่าวข้างต้นนี้ จะรับผิดชอบในการจัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขแก่ประชาชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ซึ่งตอนนี้ทำสำเร็จใน 2 ขั้นตอนคือสช.เสนอนโยบาย และสปสช.บริหารงบประมาณ เป็นการรวบอำนาจการบริหารงบประมาณไปอยู่ในการควบคุมของสปสช.(ทำให้กระทรวงสาธารณสุข ไม่มีงบประมาณในการทำงาน โดยต้องไปขอจากสปสช.) จะรักษาผู้ป่วยหรือดำเนินการอย่างไรก็อยู่ภายใต้การกำหนดกฎเกณฑ์ของสปสช.ที่รับนโยบายมาจาก สช.
และตอนนี้ กลุ่มคนพวกนี้กำลังดำเนินการเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการ "จัดบริการสาธารณะด้านสาธารณสุข" ตามแนวทาง "ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข" ที่นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ได้มอบหมายให้สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) และสำนักงานสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้วางแผนการณ์มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2553 นำเสนอผ่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพื่อมาผลักดันจะให้มีการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปสาธารณสุขในปีงบประมาณพ.ศ. 2557 คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 (4,5)
ข้อที่น่าสังเกตในแผนการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขตามข้อเสนอของปลัดกระทรวงสาธารณสุข
การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขนี้ เมื่อดูอย่างผิวเผินก็จะเห็นว่าเป็นการเริ่มต้นเพื่อ"แก้ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณ" ในการทำงานของโรงพยาบาล สถานีอนามัย และสถานพยาบาลอื่นๆที่เรียกว่า "หน่วยบริการ"ตามคำจำกัดความในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยการแบ่งเขตการจัดการด้านบริหารในระบบเขต เพื่อการจัดการด้านงบประมาณร่วมกัน แต่เขตบริการนี้ไม่ใช่เขตตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข แต่ไปจัดกลุ่มตามเขตบริหารของสปสช. โดยมีบุคลากรของสปสช.และบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการในฐานะ"ผู้ซื้อบริการ"

ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นผลดี มีความร่วมมือมากขึ้น มีการกระจายงบประมาณข้าม "หน่วยบริการ"ได้ดี แต่กระทรวงสาธารณสุขจะ "ขาดอำนาจ" ในการบริหารราชการตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 ดังกล่าวแล้ว เพราะอำนาจเหล่านี้จะถูก "เจือจาง"ไปจากการลดบทบาทมาเป็นเพียงหนึ่งในสามของคณะกรรมการสุขภาพตั้งแต่ระดับชาติ ระดับเขต และระดับจังหวัดและอำเภอตลอดทุกระดับ เหมือนในปัจจุบันที่กระทรวงสาธารณสุขต้องตกเป็นผู้ที่ต้อง"ทำตามคำสั่งของสปสช" อย่างไม่ถูกต้องตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 ที่กำหนดให้สปสช.มีหน้าที่เพียง "จ่ายค่าบริการสาธารณสุขแก่หน่วยบริการ"เท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่มากำหนดรายละเอียดการทำงานหรือนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขแต่อย่างใด
อันตรายของกระทรวงสาธารณสุขจากการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขตามที่ปลัดกระทรวงเสนอ

ถ้าอ่านในรายละเอียดของข้อเสนอการสังเคราะห์การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีบทบาทใหม่ในศตวรรษที่ 21 ตามข้อเสนอของสวรส.นั้นจะพบว่ามีแนวทางจากการเสนอของสำนักงานสุขภาพแห่งชาติ ให้เกิดมีคณะกรรมการกำกับนโยบายมาจากส่วนกลางคือ กระทรวงสาธารณสุข แต่จะแบ่งย่อยออกเป็นระดับเขต ระดับจังหวัด โดยมีคณะกรรมการบริหารที่มา จากผู้เชี่ยวชาญภายนอก และผู้เชี่ยวชาญภายใน เป็นการมา "ปฏิรูปที่ปลายทาง" โดยเอาบุคคลภายนอกที่อ้างว่า "เป็นผู้เชี่ยวชาญ" เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการ ดูเหมือนว่าจะไม่ให้"ความเชื่อมั่นต่อบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข"

แต่สิ่งสำคัญที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ที่แอบแฝงมาก็คงจะเป็นการนำเอา NGOสาธารณสุขที่เป็นกรรมการหรืออนุกรรมการในองค์กรตระกูลส.มาเป็น"ผู้เชี่ยวชาญภายนอก" เป็นแน่ ตามที่เป็นมาแล้วในองค์กรตระกูลส.
ส่วนบุคลากรสาธารณสุขที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากการศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน และมีประสบการณ์หรือทักษะในการทำงาน ก็คงไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการพัฒนาการด้านสาธารณสุข แต่จะมีบทบาทเป็นเพียง "เสียงส่วนน้อย"ในคณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นมาใหม่ทุกระดับ ในขณะที่กรรมการซึ่งอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกนั้น น่าจะมาจากบุคคลที่เป็นพวกเดียวกับกลุ่มตระกูลส. และ NGO สาธารณสุข ที่ไม่มีความรู้ไม่ว่าทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข จากการได้รับการศึกษา ฝึกอบรม หรือการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขมาก่อนมาเป็นส่วนสำคัญในคณะกรรมการ ร่วมกับสช.และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ซึ่งสภาฯนี้ก็เป็นหน่วยงานอิสระจากกลุ่ม NGO สาธารณสุข )เข้ามาเป็นเสียงข้างมากในการกำหนดทิศทางการทำงานของบุคลากรสาธารณสุขต่อไป
การรับฟังความเห็นในการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขไม่รวมเอาบุคลากรส่วนใหญ่ของกระทรวง
จะเห็นได้จากในการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขที่ผ่านมานั้น ผู้ที่ได้รับเชิญเข้าประชุมที่ปรากฎในรูปถ่ายก็คือกลุ่มบุคคลตระกูลส. ผู้ตรวจราชการและผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขบางส่วน และกลุ่มNGO สาธารณสุขและหัวหน้าเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

ในขณะที่บุคลากรสาธารณสุขอื่นๆไม่ได้รับเชิญให้เข้าประชุมและไม่มีส่วนร่วมคิดหรือร่วมเสนอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกระทรวง สาธารณสุข แม้จะบอกว่าจะรับฟังความคิดเห็น แต่ก็คงเหมือนกรณีอื่นๆที่ สช.ทำมาแล้วกับกระทรวงสาธารณสุข เช่น การอ้างว่ารับฟังความคิดเห็นเรื่อง Living Will หรือในการรับฟังความคิดเห็นเรื่องพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หรือการเขียนพ.ร.บ.และการจัดตั้งองค์กรตระกูลส.ต่างๆ (และองค์กรลูก) ก็ล้วนทำไปโดยกลุ่มคนตระกูล ส. โดยไม่เคยรับฟังความคิดเห็นจากบุคลากรสาธารณสุขหรือประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มจัดตั้งจากกลุ่มตระกูลส. แล้วเขาก็นำเสนอให้ผู้มีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง ให้ตราพระราชบัญญัติหรือดำเนินการต่างๆตามข้อเสนอที่พวกเขา "อ้างว่าผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนมาแล้ว"

 

การยริหารงานสาธารณสุขของประเทศ พิกลพิการ อยู่ในปัจจุบัน เป็นผลงานของตระกูล ส.
เขียนโดย ใบตอง   
27 ก.ค. 2013 23:27น.

วันที่27 กรกฎาคม 2556 

การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข (ตอนที่3)
ปัญหาในการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข
ในปัจจุบันนี้ การดำเนินงานตามภาระรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม มีอะไรบ้าง
มาตรา ๔๒ กระทรวงสาธารณสุข มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกัน ควบคุม และรักษาโรคภัย การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชนและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขหรือส่วนราชการที่สังกัด กระทรวงสาธารณสุข
1.การทำงานในหน้าที่รับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุขขาดเอกภาพ
การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขรวมทั้งการบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขในประเทศไทยตั้งแต่พ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ที่ไม่ถ้วนหน้าสำหรับพลเมืองไทย 65 ล้านคน) ทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ขาดเอกภาพ หรือเป็นการทำงานที่ "ขาดการบูรณาการ" กล่าวคือ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นผู้กำหนดงบประมาณ และกำหนดนโยบายด้วย โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของ"หน่วยบริการ" ว่าขาดแคลนงบประมาณอย่างมากมายมหาศาลเพียงใด แต่สปสช.ไปกำหนดอัตราการจ่ายเงินตามที่สปสช.ต้องการ(โดยไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมาย) สปสช.จะกำหนดจำนวนเงินงบประมาณรักษาโรคอะไรเป็นจำนวนเท่าไร? ตามแต่ที่ สปสช.จะส่งระเบียบการมาให้กระทรวงสาธารณสุขทุกปี รวมทั้งการกำหนดโครงการพิเศษว่าจะรักษาโรคใดบ้าง ไม่รักษาโรคใดบ้าง
กระทรวงสาธารณสุขมีภาระงานมากขึ้นแต่ขาดทรัพยากรในการทำงาน
กระทรวงสาธารณสุขมีความขาดแคลนทรัพยากรทุกอย่างที่จำเป็นในการทำงาน ได้แก่ขาดงบประมาณ ขาดอาคารสถานที่ เวชภัณฑ์ เทคโนโลยี ขาดบุคลากร และที่สำคัญที่สุดคือขาด "อำนาจ"ในการจัดการหาทรัพยากรที่จำเป็นในการทำงานเหล่านี้จากเงินงบประมาณแผ่นดินโดยตรง ต้องไป "ร้องขอ"จากหน่วยงานอื่น ซึ่งเท่ากับว่ากระทรวงสาธารณสุขตกเป็น "เมืองขึ้น"หรือเป็น "ลูกน้องใต้การควบคุมและบังคับบัญชาขององค์กรตระกูลส." ส่วนอัตรากำลังก็ต้องไปร้องขอจากสำนักงานก.พ.
ทั้งนี้หลังจากการก่อตั้งสถาบันตระกูลส. กระทรวงสาธารณสุขได้รับงบประมาณในการทำงานน้อยลงกว่าเดิมเป็นอันมาก จะเห็นได้ว่างบประมาณในการส่งเสริมสุขภาพส่วนใหญ่อยู่ที่สสส. กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้รับงบประมาณส่วนนี้โดยตรง ต้องไปขอแบ่งมาจากสปสช. และไม่ได้ทำงานการส่งเสริมสุขภาพร่วมกับสสส.
ส่วนงบประมาณการป้องกันและควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้เป็นผู้รับงบประมาณโดยตรง แต่ต้องไปรับงบประมาณจากสปสช. ตามแต่ที่สปสช.จะจัดสรรมาให้ งบประมาณในการควบคุมป้องกันอุบัติเหตุก็อยู่ที่สสส. งบประมาณในการรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินก็อยู่ที่สพฉ. (สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ)
ส่วนงบประมาณการรักษาผู้ป่วย รวมทั้งการฟื้นฟูสุขภาพหลังการเจ็บป่วย ก็ต้องไปขอจากสปสช.ในขณะที่ผู้ป่วยมีจำนวนมากขึ้น จนทำให้กระทรวงสาธารณสุขมีแต่ภาระงานที่มากขึ้นหลายเท่าตัว ไม่สามารถร้องของบประมาณที่จำเป็นในภาระงานให้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่ายจริง
กระทรวงสาธารณสุขขาดงบประมาณที่จะพัฒนาอาคาร สถานที่ เตียง เวชภัณฑ์และเทคโนโลยีต่างๆฯลฯ ซึ่งเป็น ข้อมูลที่เห็นได้อย่างชัดเจนตามรายงานของโรงพยาบาลระดับต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงสาธารณสุขยังไม่สามารถกำหนดอัตรากำลังของบุคลากรได้เอง ต้องไปขอ "โควตา"จากสำนักงานก.พ. จึงทำให้ไม่สามารถจัดสรรบุคลากรให้ทำงานได้ตามคุณภาพมาตรฐาน
นอกจากนั้นสถานการณ์การเกิดโรคภัยไข้เจ็บของประชาชนไม่ได้ลดลง อัตราตาย อัตราการบาดเจ็บและอัตราการเกิดโรคภัยต่างๆก็มีเพิ่มขึ้นทุกปี นับว่าสถานะสุขภาพของประชาชนไทยไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับสถานะสุขภาพของประเทศอื่นๆ
ฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุขไม่สามารถกำหนดงบประมาณ กำหนดแผนการป้องกันแก้ไขปัญหาในการบริการสาธารณสุข ไม่มีอำนาจในการกำหนดอัตรากำลังหรือพัฒนากระบวนการทำงานหรือเทคโนโลยีใดๆได้เอง ต้องทำตามการกำหนดของสปสช.ที่เปลี่ยนระเบียบการใหม่ทุกปี โดยไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานจริง ทำให้การบริหารจัดการและการดำเนินการในระบบสาธารณสุขมีปัญหาอุปสรรคมากมายเพิ่มขึ้นทุกปี
การปฏิรูประบบสาธารณสุข (ตอนที่ 3)
การแก้ปัญหาในระบบสาธารณสุขเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน
ในการบริหารจัดการในระบบการดูแลสุขภาพหรือระบบสาธารณสุขนั้น ถ้าสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธฺผล มีความครอบคลุมและเป็นธรรม จะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพดี ลดอัตราการเจ็บป่วย แต่ถึงแม้จะเจ็บป่วยก็สามารถที่จะไปรับการรักษาและฟื้นฟูสภาพได้ทุกคนอย่างเป็นธรรมและไม่มีภาระค่าใช้จ่ายมาเป็นอุปสรรคในการเข้ารับการรักษาพยาบาล รวมทั้งได้รับความสะดวกและปลอดภัยจากการไปรับบริการสาธารณสุข

ข้อเสนอในการปฏิรูปสาธารณสุขของสวรส.ได้มีการอ้างเอกสารขององค์การอนามัยโลก ว่าเครือข่ายของระบบสาธารณสุขหรือระบบการดูแลรักษาสุขภาพควรจะมีหน่วยงานใดบ้าง เพื่อให้สามารถดำเนินการในระบบสาธารณสุข (ระบบดูแลรักษาสุขภาพ)ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย
The WHO Health System Framework
เค้าโครงของ The WHO Health System Framework (9)ต้องประกอบไปด้วย
1.System Building Block ได้แก่ การสร้างระบบในการสาธารณสุขหรือการดูแลสุขภาพ
การสร้างระบบสาธารณสุขหรือการดูแลสุขภาพต้องประกอบด้วย
- Leadership/Governance ภาวะผู้นำในการบริหารจัดการทั้งระบบ
-Healthcare Financing การจัดสรรงบประมาณในระบบสาธารณสุข

-Health Workforce การจัดสรรบุคลากรเพื่อทำงานในระบบการแพทย์และสาธารณสุข

-Medical Products and Technologies การจัดหายา เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์

- Information and Research การจัดการข้อมูลหรือสถิติการเจ็บป่วย และการทำวิจัย

- Service Delivery การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

2. Goal/outcomes การจัดการระบบสาธารณสุขโดยให้เกิดผลบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่สำคัญคือ ความครอบคลุมของการบริการ ทั้งนี้เพื่อให้มีคุณภาพและความปลอดภัยในระบบสาธารณสุขในด้านต่างๆดังนี้คือ

- Improved health (level and equity)มีสุขภาพดีขึ้นทั้งระดับของการพัฒนาสุขภาพ และประชาชนได้รับความเป็นธรรม (level and equity)

- Responsiveness การจัดการเพื่อให้บริการทางการแพทย์สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นในการเจ็บป่วยของประชาชน
- Financial Risk Protection การบริหารจัดการด้านการเงินให้เหมาะสม (ป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน)
- Improved efficiency มีการพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิผล

ทั้งนี้องค์การอนามัยโลกได้แนะนำ การพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องและกิจกรรมที่สำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุข(Related programmes and activities) ได้แก่

-Health sector development การพัฒนาระบบสาธารณสุข

-Health services development การพัฒนาระบบการบริการทางการแพทย์

-Healthcare financing การจัดสรรงบประมาณ

-Health information systems การพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุข

-Human resources for health การจัดสรรทรัพยากรบุคคลในการทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข

-Essential medicines and technology การจัดสรรเวชภัณฑ์ และเท๕โนโลยีทางการแพทย์

ทั้งนี้รูปแบบการดำเนินการในการบริหารระบบสาธารณสุขตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกนั้น ได้กำหนดกรอบตามแนวทางทั้ง 6 รูปแบบที่เป็นกรอบการจัดตั้งองค์กรในระบบสาธารณสุขทั้งหมด ซึ่งจำเป็นในการจัดระบบสาธารณสุข เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในด้านการพัฒนาสุขภาพประชาชนให้ดีขึ้น ตามที่ต้องการดังนี้คือ


1.Good health services การจัดบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ดี ควรประกอบด้วยองค์กรด้านสาธารณสุขทั้งหมด ประชาชน บุคลากร และการดำเนินการที่จะส่งเสริมสุขภาพ รักษา และดำรงสถานะสุขภาพที่ดี การบริการสุขภาพที่ดีจะนำไปสู่การให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ทั้งในระบบและส่วนบุคคล จัดสรรให้แก่ผู้ที่จำเป็นที่จะได้รับการบริการ ในเวลาและสถานที่ที่จำเป็นนั้น
2. Health workforce การจัดทรัพยากรบุคคลด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยการจัดให้มีบุคลากรสาธารณสุขที่มีคุณภาพ จะสามารถให้การบริการที่ตอบสนองต่อความจำเป็นในการให้บริการสาธารณสุขต่อประชาชนให้ได้ผลดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในสถานการณ์ที่มีทรัพยากรที่เหมาะสมเพียงพอ
3. Health information system การจัดการด้านข้อมูลข่าวสารและสถิติสาธารณสุข จะช่วยให้การวางแผนดำเนินการแก้ปัญหาระบบสาธารณสุขและความเจ็บป่วยของประชาชน เพื่อช่วยให้การบริการสาธารณสุขมีปรเสิทธิภาพ (cost effectiveness) มีความเหมาะสมทางวิชาการ แพทย์ และแก้ปัญหาสาธารณสุขได้อย่างทันการณ์ และมีประสิทธิผล (cost-effective)
4.Health financing system การจัดให้มีงบประมาณเพียงพอในการทำให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมในการได้รับยาที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่จำเป็นโดยไม่ต้องรับภาระจ่ายเงินจนล้มละลายหรือยากจนจากการจ่ายค่าการบริการสาธารณสุข
5.Leader-Leadership and governance ต้องมีองค์กรนำในการวางแผนในการจัดกรอบนโยบายในการดำเนินการด้านสาธารณสุข โดยมีการผสมผสานกับวิสัยทัศน์ที่กว้างขวาง มีความร่วมมือกันในระหว่างหน่วยงาน กำหนดการควบคุมการดำเนินการที่เหมาะสม มีแรงจูงใจในการดำเนินการ ให้ความสนใจต่อการวางระบบ และก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบสาธารณสุข โดยที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการเพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนให้ดีขึ้น ในขณะที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนในการเข้าถึงบริการสุขภาพ คุณภาพของการบริการ สิทธิของผู้ป่วย รวมทั้งการให้ประชาชนและองค์กรเอกชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เพื่อช่วยกันทำให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการทำให้ระบบสาธารณสุขประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของการสาธารณสุขระดับชาติร่วมกัน
ข้อเสนอการปฏิรูปสาธารณสุขของปลัดกระทรวงที่อ้าง "ผลการสังเคราะห์ของสวรส." ยังไม่ครอบคลุมทุกประเด็น
แนวทางการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขที่สวรส.เสนอมานี้ แม้จะอ้างอิงจากแนวทางการจัดองค์กรในระบบสาธารณสุขขององค์การอนามัยโลก แต่ข้อเสนอของสวรส.ยังไม่ครอบคลุมทุกประเด็นตามที่องค์การอนามัยโลกวางกรอบแนวทางไว้ และยังมองไม่เห็นว่าจะเกิดผลตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกได้อย่างไร

เนื่องจากแนวทางการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขตามที่ปลัดกระทรวงกำลังพยายามผลักดันอยู่ในขณะนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และแยกส่วน ไม่ครอบคลุมทุกมิติของระบบสาธารณสุข และเสนอให้แก้ไขโดยการเสนอบทบาทของคณะกรรมการสุขภาพระดับชาติ National Health Authority เพียง 4 ระบบเท่านั้นคือ(1,2 )
1.ระบบบริการสุขภาพ (Health Services)

2.ระบบส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion)

3.ระบบควบคุมละป้องกันโรค (Diseases Prevention and Control)

4.ระบบคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (Health Consumer Protection)

ถ้าทำตามข้อเสนอของ สวรส.ที่ปลัดกระทรวงเสนอ จะเห็นว่าเป็นการเสนอการปฏิรูปเพียงใน Services Delivery เท่านั้น ไม่ครอบคลุมในอีก 5 ด้านสำคัญตามความครอบคลุมทั้งหมดเพื่อที่จะสามารถเข้าถึงเป้าหมายของ WHO Health System Framework อย่างที่สวรส.นำมาอ้างแต่อย่างใด เป็นการเอามาอ้างเพื่อให้ดูดีมีหลักการ แต่แผนการที่เสนอจริงมิได้ครอบคลุมองค์ประกอบตามหลักการนั้น และยังไม่มีการเสนอแนวทางในการประเมินผลที่ชัดเจนว่าจะทำให้บรรลุเป้าประสงค์ของการจัดระบบสาธารณสุขได้อย่างไร
แนวทางการปฏิรูปสาธารณสุขตามข้อเสนอของสวรส.เป็นการลดอำนาจการบริหารสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุข
จะเห็นได้ว่าถ้าทำการปฏิรูปสาธารณสุขแบบที่ สวรส.เสนอผ่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่กล่าวมานี้ กระทรวงสาธารณสุขก็จะไม่สามารถกำหนดนโยบายหรือกำหนดแผนการทำงานได้เอง แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีบุคลากรที่เป็นนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพราะอำนาจในการบริหารจัดการจะตกไปอยู่ในคณะกรรมการ ซึ่งบุคลากรจากกระทรวงสาธารณสุขจะมีเสียงเพียงหนึ่งในสามของคณะกรรมการทั้งหมด และทำให้ระบบสาธารณสุขมีการผิดเพี้ยนมากขึ้นไปจากปัจจุบันนี้อีก

 

อระไรในกอไผ่ ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข ใช้บทเสนอของ สช. หมออำพล เมื่อ ปี 2549
เขียนโดย obob   
17 ก.ค. 2013 14:56น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2556 จากการสอบสวนข้อเท็จจริงของ อ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล  พบว่าการปฏิรูปกระ่ทรวงสาธารณสุข ที่ปลัดกระทรวงเร่งรัดเสนอ จน รมว.เร่งรัดดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 นั้น   แท้จริงมาจากบทเสนอของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ  หรือ สช. ที่มี นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เป็นผู้นำในการจัดทำ เมื่อ ปี 2549 .... ทบทวนแล้ว พบว่า คือบทของอ้างสมัชชาสุขภาพ อันคือที่ประชุมของ NGO สธ. กลุ่มจัดตั้งของ นพ.ประเวศ-วิชัย-อำพล ฯ หมอตระกูล ส. ... ไม่มีรากฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ตามหลักวิชาการทางการแพทย์และการสาธารณสุขแต่อย่างใด .....  ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมปลัด สธ. จึงทำแบบสั่งการจะปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข ในทิศทางที่ ให้ NGO เป็นผู้ชี้ทุกเรื่องได้ โดยไม่ใส่ใจกับหลักวิชาการแพทย์/สาธารณสุข เต็มไปด้วบบอร์ด ที่มาจาก ผู้เชี่ยวชาญนอก กระทรวงฯ ซึ่งก็คือคนของตระกูล ส. และ NGO ตระกูล ส. อย่างสารี อ๋อง นิมิตร เทียน ปรียานันท์ ล้อ  ... แสดงถึงว่า ไม่มีวิชาการเหลือแล้วในวงการ สธ. มีแต่ หมอ ส. และ NGO จะสั่งการอะไร ให้กระทรวง สธ.ทำอย่างไร... ข้าราชการที่มีหลักวิชาการแต่ละด้าน ถูกกีดกันไม่ให้ทำหน้าที่...  

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 17 ก.ค. 2013 19:50น. )
ปลัดณรงค์ ขาดความชอบธรรม บริหารกระทรวงสาธารณสุข โดยรับคำชี้คำสั่่งจาก NGO สธ.
เขียนโดย นินิ   
15 ก.ค. 2013 22:21น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2556 จนถึงวันนี้ ปลัดณรงค์ ยังคงฟังคำชี้ คำสั่ง จาก NGO ฟังปรียานันท์ ฟังสารี ฟังหมอวิชัย โชค งุบงิบกันอ้างทำปฏิรูป สธ. มานานแล้ว  ทั้งที่ข้าราชการสาธารณสุขไม่ได้รู้เรื่องนี้กันแบบถ้วนทั่ว  มีเพียง NGO เข้ามาชี้ ว่ากระทรวงสาธารณสุข ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นพ.ณรงค์ ก็มาอ้างว่า สังเคราะห์แล้ว  ชาว สธ.ที่ไหนไปสังเคราะห์ระบบ สธ. เมื่อใด ที่ไหน อย่างไร .... ปลัด ณรงค์ รู้ดีว่าคนที่อ้างสังเคราะห์ คือ ตระกูล ส. บรรดาองค์กรอิสระ ใช้งบ ด้านการสาธารณสุข โดยเฉพาะ สวรส.  อ้างสังเคราะห์ระบบแล้ว ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ยกคำหรูๆ มาว่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ  ทั้งที่ผุ้ทำให้ระบบเสียหายทุกวันนี้ คือ สวรส. อ้างเหตุต้องมีองค์กรนั้น พระราชบัญญัตินี้ และหามือทำงานให้อย่างปลัด ณรงค์ .... แล้ว นายแพทย์ณรงค์ ยังคิดหรือว่า ชาว สธ.  รู้ไม่ทัน   ตอนนี้เขาตื่นกันแล้ว ...  จะขายกระทรวง สธ. ให้ตระกูล ส. โดยแขวนป้าย ปฏิรูป สธ. คงไม่เป็นไปตามแผนของ นพ.วิชัย โดยง่าย  เพราะระบบสาธารณสุข เป็นของคนไทยทั้งประเทศ  ไม่ใช่ของ ณรงค์ จะเอาไปยกให้วิชัย โชค และ NGO สธ. ได้   ... ที่ผ่านมาระบบเสียหายอย่างมาก ...งบประมาณไม่ถึง สธ.  แต่หมอประดิษฐ์ ก็ CEO จ๋า ไม่วินิจฉัย ไม่สั่งการ ให้เกียรติปลัด คนที่พร้อมจัดการ รมว.  .... เรื่องนี้ตลกไม่ออก หมอประดิษฐ์ ตามวิชัย-ณรงค์ ไม่ทัน ... ก็อยากดื้อรั้นทำไม...จำไม่ได้หรือ p4p ใครชงให้รัฐมนตรีเป็นเป้าถูกยิงถล่ม ... แล้วตนเองก็ทำนิ่ง ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ บอกอยากลาออก ทั้งที่ใจจริงนั้นตรงข้าม  เขาใช้แผนนี้กับหมอประดิษฐ์ ๆ ก็อ่อน เป็นขี้ผึ้ง กลับเห็นปลัดณรงค์ เป็นคนดี  ... เขารู้กันทั่ว ว่านี้คือละครสำหรับ รมว.โดยเฉพาะ.......

รู้ทันการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข โดย อ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ตอนที่ 1
เขียนโดย ใบตอง   
19 ก.ค. 2013 21:49น.

วันที่ 19 กรกฎาคม 2556 มาตามเสียงเรียกร้องของชาวสาธารณสุข ขอบทวิเคราะห์เรื่องการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข จาก ประธาน สผพท. หรือ อาจารย์ แพทย์หญิงเชิดชู อริยศรีวัฒนา  ตอนที่ ๑ คือ

    การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข..แผนการรวบอำนาจการบริหารกิจการด้านสาธารณสุขของประเทศ ของกลุ่มตระกูลส.

กระทรวงสาธารณสุขกำลังวางแผนจะ"ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข" ตามข้อเสนอของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
      เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและสวรส.ได้จัดประชุ ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายองค์กรตระกูลส. รวมทั้ง NGO สาธารณสุข เพื่อ "เผยแพร่แผนการปฎิรูปกระทรวงสาธารณสุข" โดยทราบมาว่านพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง ได้มอบให้สวรส. จัดทำการศึกษาวิเคราะห์และทำการ "สังเคราะห์" ข้อเสนอในการปฏิรูกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ปลัดกระทรวงนำไปเสนอให้รัฐมนตรีดำเนินการ"ปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข" ตามข้อเสนอของกลุ่มตนและสวรส.

และคาดได้ว่ากลุ่มตระกูลส.ก็คงพยายามทุกวิถีทาง ในการผลักดันให้นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการให้เกิด "การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข" ตามที่กลุ่มตระกูลส.วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าถึง 3 ปี
จะเห็นได้ว่า เมื่อนพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวง เขาได้เสนอวิธีการให้ค่าตอบแทนแพทย์จากเดิม มาเป็นการคิดค่าตอบแทนแบ p 4 P ที่ยังไม่มีความชัดเจนในระเบียบวิธีปฏิบัติ นำไปให้รัฐมนตรีเอาไปเสนอในครม.และออกมาประกาศเปลี่ยนแปลง โดยที่บุคลากรสาธารณสุขเกิดความสับสนวุ่นวาย จนถึงขั้นเดินขบวนและประกาศขับไล่รัฐมนตรี และยื่นข้อเรียกร้องอีกมากมายและยืดเยื้อยาวนาน
แต่ไม่มีข่าวคราวว่า ปลัดกระทรวงได้ออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับบุคลากรเหล่านี้แต่อย่างใด กลับปล่อยให้รัฐมนตรีแก้ไขสถานการณ์เรื่องp 4 p ไปโดยลำพัง
และในที่สุดกลุ่มผู้เดินขบวนประท้วง/ต่อต้าน p4 p ก็ต้องหาทางลงเพื่อยัติการประท้วง เมื่อได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินการออกระเบียบในการจ่ายเงินในระบบp 4 p
ในขณะที่ปลัดกระทรวงมุ่งแต่จะผลักดันให้เกิด "การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข" ตามข้อเสนอของสวรส. และเชิญNGO สาธารณสุขเข้าประชุมแสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการเสนอการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข
แต่ปลัดกระทรวงไม่เชิญบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้าประชุมรับฟังหรือเสนอความเห็นแต่อย่างใด และยังเก็บเอกสารประชุมไว้ไม่เปิดเผยให้คนที่ไม่ได้เข้าประชุมทราบ อ้างว่า "ยังไม่เรียบร้อย" ผู้ที่สนใจใคร่รู้ว่าเขาประชุมวางแผนอะไรกัน ต้องไป "เสาะแสวงหา"ข้อมูลในการประชุมมาเอง แล้วก็พบว่า การปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุขตามที่ปลัดกระทรวงผลักดันจะให้เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2556 นี้ เป็นการ "รุกรืบแสวงหาอำนาจในการบริหารกระทรวงสาธารณสุข" จากกลุ่มตระกูลส.และ NGO สาธารณสุข หลังจากที่สมาชิกของทั้งสองกลุ่มนี้ ยึดกุมอำนาจการบริหารในองค์กรอิสระด้านสาธารณสุขไว้ได้หมดแล้ว

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 19 ก.ค. 2013 21:50น. )
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ผู้ชี้นำคนสำคัญการปฏิรูป สธ. ให้ NGO ขี่คอข้าราชการ สธ.
เขียนโดย นินิ   
17 ก.ค. 2013 07:57น.

วันที่ 17 กรกฎาคม 2556 นพ.อำพล จินดาวัฒนะ กับบทบาทนำในการสลายกระทรวงสาธารณสุข ล้มบริการสาธารณะของรัฐด้านสาธารรณสุข ที่ดำเนินการโดยข้าราชการ ให้ไปอยู่ในมือ NGO อ้างรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สตวรรษที่ ๒๑  เลือนลอย ไร้เหตุผล NGOสาธารณสุข บริหารงานวิชาการด้วยการยกมือ นี่หรือคือระบบสุขภาพของประเทศไทย ที่อ้างนักหนาว่า องค์การอนามัยโลกชื่นชม ... ในภาพ จะเห็นนางปรียานันท์ เสื้อเทา หนึ่งในผู้ปฏิรูประบบ สธ.คนสำคัญ เกี่ยวกับระบบกฎหมายสาธารณสุข   ... จริงๆ แล้ว.... คน สธ. หากยังไม่ใส่ใจวิเคราะห์....และแยกเรื่องไม่ได้ ....ก็ช่วยยากแล้ว... คงต้องเป็นไปเช่นนั้น... อำพล เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 17 ก.ค. 2013 07:57น. )
จากท้องทุ่ง มุ่งู่เมืองหลวง พัฒนากระทรวงสาธารณสุขแท้จริง อีกมือก็ดูแลประชาชนจริง ...นี้คือทีมที่ควรไ
เขียนโดย นิินิ   
26 ก.ค. 2013 20:29น.

วันที่ 26 กรกฏาคม 2556 นี้คือผู้สร้างที่แท้จริง สร้างสุขภาพ ป้องกันโรคให้ประชาชน และยังสร้างระบบการสาธารณสุขให้พัฒนา  ทีมงานอำนาจเจริญ  ทีม รพสต.ในท้องที่อำเภอเมือง อำเภอลืออำนาจ อำเภอวาริน และอีกหลายอำเภอ มือข้างหนึ่งทำงานช่วยเหลือประชาชน จัดการปัญหาไข้เลือดออกในพื้นที่จริง อีกมือช่วยพยุงระบบด้วยการเข้าชื่อประชาชนเสนอกฎหมายปฏิรูป สธ. คือ จัดตั้ง ก.สธ.แยกตัวจาก กพ. / พัฒนางาน สะ.    และขณะนี้ เวลานี้ ได้รวมแบบเข้าชื่อเสนเพิ่มเข้าสภา ในการปฏิรูป สธ.จริง อีกจำนวนมาก  ส่งขึ้นรถทัวร์ของเชิดชัยทัวร์ จาก ท้องทุ่ง มุ่งสู่ กม.   กำนดถึง วันพรุ่งนี้ตี 4 ครึ่ง ทีมงานทางกระทรวง จะส่งคนไปรับแบบเข้าชื่อวันพรุ่งนี้เช้า ... เรามีนัดกันที่ลานดินหมอชิต.... อจ.เชิดชู อจ.อรพรรณ์ ทราบเรื่องนี้แล้ว คงปลื้ม .... จัดการประสานโดย ผอ.รพสต. เพลินจิต ฯ และคณะ .... ขอปรบมือดังๆให้ด้วยความเคารพรักยิ่ง

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 26 ก.ค. 2013 20:30น. )
แนะให้โรงพยาบาล สป. ออกเป็นองค์การมหาชน
เขียนโดย นินิ   
24 ก.ค. 2013 17:29น.

วันที่ 24 กค 2556 ผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า "อาจารย์แพทย์ รพ.รามาฯ แนะ สธ.ให้อิสระโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ บริหารงานเองตามกรอบนโยบาย เสนอรูปแบบองค์การมหาชน อย่าง รพ.บ้านแพ้ว ชี้ทำให้มีการเปิดกว้างแข่งขันกับเอกชน ทำให้โรงพยาบาลมีการพัฒนาประสิทธิภาพโดยอัตโนมัติ แต่ห้ามทอดทิ้งหากช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหนึ่งในผู้ที่ทำการศึกษาบทบาทของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในการเป็นผู้ดูแลระดับนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Authority) ว่า สิ่งสำคัญต้องมีความชัดเจนในแง่การทำหน้าที่ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ใช้นโยบายเอง เนื่องจากปัจจุบัน สธ.เป็นเจ้าของโรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ ซึ่งก็เหมือนเป็นผู้ใช้นโยบายที่ตัวเองกำหนดด้วย ทำให้เกิดคำถามว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆ ที่ควรแยกออกจากกันให้ชัดเจน ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลบ้านแพ้ว (องค์การมหาชน) เดิมก็เป็นโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวง แต่เมื่อแยกออกมาก็มีความเป็นอิสระ สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง

ศ.นพ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สธ.ควรปล่อยให้โรงพยาบาลในสังกัดทั้งหมดมีความเป็นอิสระ บริหารงานเองตามกรอบนโยบายที่กระทรวงกำหนด โดยโรงพยาบาลอาจออกมาในรูปแบบขององค์การมหาชน ซึ่งจะมีความเป็นอิสระขึ้น หรืออาจไม่ต้องถึงขั้นโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพียงแค่กระทรวงปล่อยให้โรงพยาบาลทำงาน โดยไม่เข้าไปแทรกแซง เปิดกว้างให้มีการแข่งขันกับภาคเอกชนก็จะทำให้โรงพยาบาลพัฒนาประสิทธิภาพของตัวเองโดยอัตโนมัติ ความยากคือ เมื่อปล่อยโรงพยาบาลรัฐออกเป็นอิสระแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะทอดทิ้งเลย เพราะหากพวกเขาช่วยตัวเองไม่ได้ กระทรวงฯก็ต้องช่วยเหลือด้ว...


จะไปทางไหน  สัมภาษณ์ อ.อรพรรณ์ แถลงว่า  อ.ไพบูลย์ ท่านนี้คือผู้รับงานประจำให้องค์กร ตระกูล ส.   และเป็นคนเดียวกับที่ศึกษาเรื่อง 3 กองทุนเ้กี่ยวกับฉุกเฉิน และงานวิจัย มีคำถามในทางวิธีการ และการสุรปที่ออกเกินกว่าที่ศึกษา ... สำหรับ อ.อรพรรณ์ แล้ว เห็นว่าเรื่องนี้ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ และหากมีการศึกษา ต้องใช้ผู้ที่ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับ สปสช.และตระกูล ส....

 

อย่าเอาหน้าให้มากนัก ผู้ป่วยเข้าใจผิด เจ้าหน้าที่ถูกด่า..เสียงชัดจากคนทไงาน กรณี รมว.แถลง
เขียนโดย นินิ   
21 ก.ค. 2013 23:26น.

วันที่ 21 กรกฎาคม 2556  มีคนในห้องแพทย์ ท้วงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาว่า  เวลา ปชส ว่า เจ็บป่วยฉุกเฉินรักษาท่ีไหนก็ได้ ไม่ถามสิทธิ์
ความจริงคือถูกถามสิทธิ์ทุกคนเพราะต้องลงบันทึก
ถ้าเข้า รพ เอกชน ต้องเสียเงินก่อนทั้งหมด รพ เบิกตามDRGได้เท่าไหร่ค่อยคืนส่วนน้ีให้ทีหลัง
เพ่ิงมีญาติ ผป โวยใน คม ทัด ลึก ฉ18 กค
เวลา ปชส
อย่าเอาหน้าให้มากนัก ผป เข้าใจผิด จนท ถูกด่า

ข้าวแถมสารเคมีและเชื้อรากับalfatoxin ?????
เขียนโดย obob   
20 ก.ค. 2013 20:14น.

Žวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 โปรดพิจารณา ไตรตรอง ชั่งน้ำหนักด้วย ... สื่อหลัก/รอง รายงานเรื่อง ปัญญาพลวัตร  รัฐบาลยิ่งลักขายข้าวเน่าแถมเชื้อราให้ประชาชน โดย...พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

ไม่เคยมียุคสมัยใดที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะวิกฤติการณ์ของข้าวเน่าเท่ากับยุ คสมัยนี้ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว ข้าวเน่าเริ่มปรากฏเป็นปัญหาที่สาธารณะให้ความสนใจเมื่อนายแพทย์บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล ผู้อำนวยการศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี และอดีตกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศรา เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 โดยแสดงให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของข้าวเน่าจากหลักฐานเชิงประจักษ์และจากประสบ การณ์ของผู้บริโภค

ข้าวเน่าที่คุณหมอบรรจบ พูดถึงคือข้าวสารที่มีเชื้อราปะปนอยู่ซึ่งจะผลิตสารพิษที่เรียกว่า อฟลาท็อกซิน สารพิษตัวนี้หากมนุษย์รับประทานเข้าไปอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งตับได้ ข้าวสารที่มีเชื้อราเกิดขึ้นมาจากกระบวนการเก็บรักษาที่ไม่ดีและเก็บนานเกิน ไป คุณหมอระบุว่าหากเก็บรักษาข้าวไม่ดี เพียงเดือนเดียวข้าวสารก็มีเชื้อราแล้ว ดังนั้นจึงสามารถอนุมานได้ว่าข้าวสารจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งเก็บไว้นานนับปีเพราะไม่สามารถขายระบายออกไปได้จึงเป็นข้าวที่อาจมีเชื้ อราปะปนอยู่ในปริมาณสูงเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อรัฐบาลนำข้าวเหล่านี้ไปบรรจุถุงขายก็เท่ากับว่ารัฐบาลกำลัง "ขายข้าวแถมเชื้อรา" ให้แก่ประชาชนนั่นเอง

เชื้อราที่ปะปนในข้าวสารส่งผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างมหาศาล และเป็นเชื้อโรคที่กำจัดได้ยากเพราะสามารถทนความร้อนได้ ดังนั้นคนไทยที่ซื้อข้าวบรรจุถุงที่มาจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลจึงมีโอกาส รับประทานข้าวปนเชื้อรากันทั่วหน้า คุณหมอถึงกับระบุว่า รัฐบาลกำลังฆ่าคนไทยทั้งประเทศอย่างเลือดเย็นจากความผิดพลาดในการดำเนินนโยบ ายจำนำข้าว

เราทราบได้อย่างไรบ้างว่าข้าวสารมีเชื้อราปะปนอยู่ อย่างแรกก็จากการสังเกตด้วยตาเปล่า ซึ่งกรณีที่มีเชื้อราปะปนอยู่ในข้าวสารเป็นจำนวนมากจะสามารถเห็นได้ด้วยตาเป ล่า กรณีที่สองเรารับรู้ได้จากการดมกลิ่น กรณีนี้เราอาจมองไม่เห็นเชื้อราได้ด้วยตาเปล่าเพราะปริมาณเชื้อราอาจยังไม่ป รากฏให้เห็นชัดเจนนัก แต่เมื่อนำไปหุงเป็นข้าวสุกแล้วจะส่งกลิ่นที่มีลักษณะพิเศษซึ่งแตกต่างจากข้ าวที่ไม่มีเชื้อรา

คุณหมอบรรจบ ได้เล่าเหตุการณ์ที่ท่านประสบมาด้วยตนเองว่า ท่านไปพบกับผู้รักสุขภาพรายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ค้าข้าวมากว่า 30 ปี เล่าให้ฟังว่า หลังจากออกกำลังกายแล้ว เขาก็ชวนเพื่อนๆไปรับประทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พอพนักงานของร้านเอาข้าวมาเสิร์ฟ เขาเปิดฝาหม้อออกมาก็ได้กลิ่นเหม็น เมื่อได้กลิ่นดังกล่าว จากประสบการณ์ที่อยู่ในวงการค้าข้าวมาอย่างยาวนาน เขาก็ตระหนักรู้ได้ทันทีว่า กลิ่นนี้เป็นกลิ่นเชื้อรา เขาจึงรีบไปขอดูว่าร้านอาหารนี้นำข้าวจากที่ไหนมาหุงให้ลูกค้ารับประทาน ปรากฏว่าเป็นข้าวถุงที่ขายในราคาถูกของรัฐบาลนั่นเอง

การตระหนักรู้ว่ากลิ่นใดของข้าวสารที่หุงเป็นข้าวสุกเป็นกลิ่นของเชื้อราหรื อไม่ คนทั่วไปอาจไม่มีความรู้เช่นนี้ เพราะความรู้นี้เกิดจากประสบการณ์จริงของผู้ที่มีอาชีพในเรื่องนั้นอย่างยาว นาน ดังนั้นเมื่อคนทั่วไปได้กลิ่นที่ผิดปกติ บางคนอาจจะละเลยคิดว่าเป็นกลิ่นที่ไม่มีอันตรายใดแฝงอยู่ ก็รับประทานลงไปซึ่งเท่ากับรับประทานข้าวปนยาพิษนั่นเอง แต่สำหรับบางคนแม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ตรงก็อาจจะมีความระมัดระวัง เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นก็อาจไม่รับประทานข้าวเหล่านั้น

แต่ข้าวสารที่เป็นภัยเงียบ แอบแฝงแทรกซึมอยู่โดยที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบคือ ข้าวที่มีเชื้อราปะปน แต่ยังมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และเมื่อหุงสุกแล้วก็มีกลิ่นไม่ผิดปกติมากนัก ผู้คนจึงรับประทานไปด้วยความสบายใจ โดยหารู้ไม่ว่ามีพิษร้ายแอบแฝงอยู่ หากพิจารณาจากกระบวนการและระยะเวลาการเก็บรักษาข้าวสารของรัฐบาลแล้ว ข้าวสารที่มีเชื้อราในลักษณะเช่นนี้น่าจะมีอยู่เป็นจำนวนค่อนข้างมาก

นอกจากเชื้อราแล้ว ภัยที่แฝงมากับข้าวสารอีกประการหนึ่งคือ สารพิษตกค้าง อันเกิดจากกระบวนการผลิตข้าวและกระบวนการเก็บรักษาข้าว ราคาข้าวที่กำหนดจากนโยบายจำนำข้าวของรัฐบาลจูงใจให้ชาวนาเร่งรัดการปลูกข้า วเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตมากที่สุด ซึ่งทำให้ชาวนาจะต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงจำนวนมากขึ้นเพื่อให้ได้ผลผลิต ตามที่ต้องการ โอกาสที่จะเกิดสารพิษตกค้างจึงมีสูงยิ่ง แต่ดูเหมือนในขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดตระหนักและเข้าไปตรวจสอบปริมาณสารเคม ีตกค้างจากกระบวนการผลิตนี้เลย

สำหรับสารพิษตกค้างอันเป็นที่สนใจของสาธารณะอยู่ในห้วงเวลานี้คือ สารพิษตกค้างที่เกิดจากกระบวนการเก็บรักษาข้าว การตรวจสอบสารพิษตกค้างเริ่มมีการดำเนินการและประกาศต่อสาธารณะหลังจากข่าวเ กี่ยวกับข้าวเน่าทยอยเปิดออกมาสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลเริ่มเดือดเนื้อร้อนใจและอยู่ไม่เป็นสุข ต้องออกมาแก้ตัวแก้ข่าวเป็นรายวัน สั่งการให้หน่วยงานในกำกับออกไปสำรวจตรวจสอบข้าว

หน่วยงานภาครัฐที่เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2556 คือ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากนั้นได้ออกมาแถลงในภาพรวมทำนองที่ว่าข้าวสารในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลม ีการปนเปื้อนสารเคมี เชื้อรา และแมลงเล็กน้อยเท่านั้น ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพใดๆ และส่วนใหญ่มีคุณภาพดีและสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย แต่ต่อมาในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม มีเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมสงสัยในความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐทั้งสอง เพราะมีองค์กรภาคประชาชนไปตรวจสอบข้าวถุงแล้วพบว่ามีข้าวถุงจำนวนมากปนเปื้อ นสารเคมีที่ใช้รมข้าวเกินมาตรฐาน

องค์กรภาคประชาสังคมที่ตรวจสอบข้าวถุงเป็นการร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิชีววิถี และศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ผลการตรวจข้าวสารถุง 46 ตัวอย่าง พบว่า ข้าวสารถุงร้อยละ 26.1 หรือจำนวน 12 ยี่ห้อ ไม่พบสารตกค้างทุกกลุ่ม แต่มีมากถึง 34 ยี่ห้อ หรือร้อยละ 79 ที่พบสารรมควันข้าวเมทิลโบรไมลด์ ตั้งแต่ 0.9-67 มิลลิกรัม/กิโลกรัม โดยบางยี่ห้อมีปริมาณสารเมทิลโบรไมล์ตกค้างสูงกว่าค่ามาตรฐานกลางอาหารระหว่ างประเทศ (Codex) ซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม หลายยี่ห้อมีปริมาณสารตกค้างสูงกว่าค่ามาตรฐานของอินเดียซึ่งกำหนดไม่ให้เกิ น 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และประเทศจีนซึ่งกำหนดไว้ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม

แม้จะมีหลักฐานอย่างชัดเจนถึงการดำรงอยู่ของเชื้อราและสารพิษในข้าวสารของโค รงการจำนำข้าวของรัฐบาล แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลกลับพยายามปกปิดกลบเกลื่อน และใช้ท่าทีข่มขู่ผู้ที่นำข้อมูลข่าวสารเรื่องนี้มาเสนอต่อสาธารณะ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2556 ที่อิมแพคเมืองทองธานีว่า "ขอความกรุณาอย่าพูด เพราะจะเกิดความเสียหายทั้งระบบ ทั้งๆที่ข้าวไทยมีคุณภาพดีอยู่แล้ว"

การให้สัมภาษณ์ของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ เป็นการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลประสงค์จะบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร โดยยังยืนกรานว่าข้าวไทย (ภายใต้โครงการจำนำข้าว) มีคุณภาพดี ทั้งที่มีหลักฐานต่างๆมากมายว่า ข้าวไทยที่อยู่ในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นข้าวเน่า และรัฐบาลนั่นแหละเป็นต้นเหตุหรือตัวการสำคัญที่ทำให้ข้าวดีและมีคุณภาพของไ ทยต้องกลายเป็นข้าวเน่าและด้อยคุณภาพ

ยิ่งกว่านั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้แสดงอำนาจบาตรใหญ่ โดยการห้ามไม่ให้ผู้สื่อข่าวและประชาชนพูดความจริงในเรื่องนี้ ทั้งยังขู่ว่าการพูดความจริงเกี่ยวกับเรื่องข้าวจะทำให้เกิดความเสียหายทั้ง ระบบ อันที่จริงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปกปิดเรื่องข้าวเน่ามีมากกว่าการพูด ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มหาศาลนัก เพราะหากประชาชนไม่ทราบว่ามีข้าวเน่าซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อราและสารพิษ ก็ไม่มีความระมัดระวังในการรับประทานข้าว และเมื่อรับประทานลงไป ก็เหมือนกับการรับประทานยาพิษลงไปทุกวัน ท้ายที่สุดก็ นำไปสู่ความเจ็บป่วยและล้มตายได้

รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงเป็นรัฐบาลแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ทราบอยู่แก ่ใจแล้วว่าข้าวที่ตนเองขายให้แก่ประชาชนเต็มไปด้วยเชื้อราและสารพิษ ก็ยังพยายามปกปิดและยัดเยียดให้ประชาชนรับประทาน จึงเป็นรัฐบาลที่มีเจตนาวางยาพิษสังหารประชาชนอย่างเลือดเย็น ดังที่มีผู้กล่าวเอาไว้เป็นจำนวนมาก

สำหรับประชาชนที่ไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อของรัฐบาล ในการซื้อข้าวหรือรับประทานข้าวครั้งใดโปรดอย่าลืมถามคนขายว่า "ข้าวนี้มาจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลหรือไม่" หากใช่ ก็อย่าซื้อหรืออย่ารับประทาน ให้ไปซื้อและรับประทานข้าวที่ผลิตจากกลุ่มชาวนาผู้ซึ่งไม่เข้าร่วมโครงการจำ นำข้าวของรัฐบาลแทน เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเองและคนในครอบครั

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 20 ก.ค. 2013 20:33น. )
ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 ต่อไป > สุดท้าย >>