Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 14 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today375
Yesterday316
Week2385
Month9691
ทั้งหมด1065274

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
พรุ่งนี้แล้ว กรรมการแพทยสภา นำร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรมฉบับใหม่เข้าพิจารณา
เขียนโดย ีuou   
11 ก.ย. 2014 00:26น.

วันที่ 10 กันยายน 2557  ในวันพรุ่งนี้  จะมีการประชุมคณะกรรมการแพทยสภา ซึ่งมีวาระสำคัญมากเกี่ยวกับอนาคตของแพทย์ไทย และวงการแพทย์และสาธารณสุข  สืบเนื่องจากการที่จะพิจารณาร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ... ซึ่งยกร่างโดยทีมแพทยสภาสายที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นอนุกรรมการ  มีกรณีแพทย์ที่ทราบเรื่อง เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่จะแก้ไขให้ยุติในข้อเท็จจริงก่อน  การยกร่าง พรบ.นี้มีข้อโต้แย้งด้านหลักความชอบด้วยกฎหมายลักษณะวิชาชีพอย่างมาก  ท่านใดอ่านแล้ว โดยเฉพาะมาตรา 37 และมาตรา 38 ให้แสดงความเห็นมาที 083 249515 หรือที่ ด้วย

ฟื้นฟูมาบตาพุด แก้ไขน้ำเสีย
เขียนโดย นิยา   
17 ก.ย. 2014 20:44น.

วันที่ 17 กันยายน 2557อนุมัติงบ 677 ล้าน ฟื้นฟูมาบตาพุด

คสช. เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (กพอ.) เสนอ 4 เรื่อง คือ 1. เห็นชอบ 8 แผนงานเร่งด่วน เพื่อพัฒนาพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง มูลค่า 677.62 ล้านบาท โดยให้ใช้งบกลางปี 2557 2. โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะถนน 3. การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะขยะรวมถึงมลพิษทางอากาศ และ 4. การแก้ไขปัญหาน้ำเสีย และบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก

คสช. สั่งการให้ สศช. ไปรวบรวมรายละเอียดการอนุมัติโครงการต่างๆ ในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกหรืออีสเทิร์นซีบอร์ด ตั้งแต่ปี 2555-2557 รวมกว่า 100 โครงการ และสั่งการให้ติดตามความคืบหน้าและสามารถดำเนินการตามที่ของบประมาณไว้

นพ.รัชตะ ยืนยันควบ ๒ ตำแหน่ง จะทำงานให้มีประสิทธิภาพ รับความเห็นต่าง ทำงานร่วมกันได้
เขียนโดย ใยบัว   
16 ก.ย. 2014 20:36น.

วันที่ 16 กันยายน 2557ศาสตราจารย์นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงวันนี้ (13 ก.ย.57) เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานสาธารณสุข 10 ข้อ โดยยืนยันว่าแม้การทำงานภายในกระทรวง จะมีความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่จะประมวลความคิดเห็นทุกส่วนมาให้ได้เป็นข้อสรุปและสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน

นอกจากนี้ ศ.นพ.รัชตะยังยืนยันด้วยว่า การควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จะไม่ส่งผลกระทบ หรือทำให้งานสะดุดแต่อย่างใด โดยจะทุ่มเททำงานให้กับกระทรวงฯ อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพที่ดี และจะมีการชี้แจงเรื่องที่ยังควบตำแหน่งอยู่กับประชาคมมหิดล ภายใน 2-3 สัปดาห์นี้

ก่อนหน้านี้มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลบางส่วนได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยที่ ศ.นพ.รัชตะ ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีภายหลังจากที่รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน

ยอดแพทย์สมัครกรรมการแพทยสภาสูงสุด ถึง98 ท่าน ทำลายประวัติศาสตร์
เขียนโดย ยาย่า   
15 ก.ย. 2014 21:33น.

วันที่15 กันยายน 2557  เวลา 16.30 น.  รวมมีแพทย์สมัครรับเลือกเป็นกรรมการแพทยสภา สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 98 ท่าน  ประกอบด้วย ทีมแพทยสภาชุดปัจจุบัน นำโดย นพ.สมศักดิ์ โล่เลขา ลำดับที่ 3-40 ทีมเดิมบางส่วนจากแพทยสภาชุดเดิม นำโดย นพ.ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ ลำดับที่ 46-69 และทีมรวมล่าสุด ใหม่สุด คือ ทีมพลังแพทย์ นำโดย อ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ลำดับที่ 71-98  ทั้งนี้ เป็นเพียงลำดับเบอร์ที่แพทยสภารับสมัคร เป็นเบื้องต้นต้องรอจน กว่าคณะอนุกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศอย่างเป็นทางการหลังตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 15 ก.ย. 2014 22:11น. )
ดร.อัมมาร ยอมรับต่อสาธารณชนว่า มาตรฐานการแพทย์ในระบบ 30 บาท ต่ำ
เขียนโดย นินิ   
13 ก.ย. 2014 13:17น.

วันที่ 13 กันยายน 2557  เรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ออก ...ดร.อัมมาร ยอมรับอย่าวเปิดเผยต่อสาธารณชน แล้วว่ามาตรฐานการแพทย์ในระบบ 30 บาท "ต่ำ" และมีความทุกข์ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ
ดร.อัมมาร เป็นนักเศรษฐศาตร์ที่ช่วยคิดอัตราการจ่ายเงิน เป็นกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมาตั้งแต่เริ่มต้น และเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินการคลังของแกนนำกรรมการหลักประกันสุขภาพมาตลอดเวลาแต่เพิ่งจะมายอมรับว่าการบริหารงานของกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช.เป็นต้นเหตุที่ทำให้มาตรฐานการแพทยฟ์ตกต่ำ ทำให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์มีความทุกข์ แล้วคสช.จะแก้ไขอย่างไร ขอร้องให้ถามบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องทำงานในระบบ 30 บาทด้วย อย่ารับฟังข้อมูลจากสปสช.และคณะกรรมการหลักประกันฝ่ายเดียว และถามประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ถามประชาชนกลุ่มถูกจัดตั้ง(หมายถึงพวกอ้างว่าเป็นกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ)ฝ่ายเดียว

อ่านข้อพิจารณา เรือง ร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.... ใหม่
เขียนโดย ยาย่า   
12 ก.ย. 2014 22:30น.

วันที่ 12 กันยายน 2557 การที่แพทยสภา ตั้งอนุกรรมการยกร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรมใหม่ และได้นำเข้าที่ประชุมกรรมการแพทยสภา เมื่อวันวานนี้ ดังที่ได้รายงานแล้ว  ขอเชิญท่านที่สนใจติดต่อขอรับร่าง พรบ.ฉบับเต็มได้ที่แพทยสภา  แต่มีข้อพิจารณาเบื้องต้นที่น่าสนใจดังนี้ 

ข้อพิจารณาบางประการเกี่ยวกับ ร่าง พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ...

ความเดิมมีว่า แพทยสภามีหนังสือ ที่ พส.๐๑๑/๖๔๔ ลงวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๕๗ เรื่องข้อพิจารณาบางประการ เรื่อง พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ....ดังนี้ 

๑. ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... มีข้อเปลี่ยนแปลงหลักการของการตราพระราชบัญญัติแตกต่างในหลักการหลายข้อบัญญัติจาก พ.ร.บ.ที่บังคับใช้อยู่ในขณะนี้ เช่นเปลี่ยนจากหลักการแพทยสภามีอำนาจควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ เป็น มีหน้าที่ตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งอาจส่งผลดีและผลเสียต่อการประกอบวิชาชีพได้ อำนาจตรวจสอบหากจะให้มี ควรมีขอบเขตที่ชัดเจน เนื่องจากอำนาจตรวจสอบอาจกระทบต่อการประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งกระทำต่อผู้ป่วยเฉพาะราย อันอาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยเฉพาะรายได้ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗ (๑)
๒. ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... ได้บัญญัติ หมวด ที่ ๖ เพิ่มเติม คือหมวดว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่ และมีอำนาจตามที่บัญญัติไว้ ซึ่งจะส่งผลต่อกระบวนการทางกฎหมายทั้งหมดในการดำเนินการของแพทยสภาต่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและกระบวนการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
๓. ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... ได้บัญญัติเพิ่มแหล่งรายได้ของแพทยสภาอาจให้มาจากเงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินไม่ต่ำกว่าสองบาทของจำนวนประชากร และให้มีการกำหนดจำนวนอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นไว้ในพระราชกฤษฎีกาโดยปรับตามดัชนีค่าครองชีพ อันเป็นการเพิ่มเติมลักษณะและวิธีการทางงบประมาณของแผ่นดินต่อกิจการของแพทยสภา ซึ่งวิธีดังกล่าวจะเป็นผลดีทำให้แพทยสภาได้รับงบประมาณเพิ่มเติมเพียงพอต่อกิจการของแพทยสภาให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้ หากแพทยสภาได้ทำหน้าที่อย่างชอบด้วยหลักคุณภาพและประสิทธิภาพ หากเป็นกรณีไม่เป็นดังกล่าว จะทำให้เกิดภาระต่องบประมาณ และการมีข้อบัญญัติทางกฎหมายในลักษณะงบประมาณเช่นนี้ มีข้อโต้แย้งค่อนข้างมาก พึงที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสีย ทั้งนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ (๑)
๔. ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... ได้บัญญัติให้แพทยสภาอาจมีรายได้จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันเป็นการเปลี่ยนระบบรายได้ของแพทยสภา จำเป็นต้องพิจารณาเช่นข้อ ๓ ทั้งนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ (๒)
๕. ร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการอื่น และบัญญัติให้มีคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพิ่มเติมจากคณะกรรมการแพทยสภา ประกอบด้วยอุปนายกคนที่หนึ่งเป็นประธาน และอีกสิบสี่คนซึ่งมาจากกรรมการจำนวนแปดคน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่สมาชิกอีกหกคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายสี่คน ด้านสังคม และด้านสื่อสารมวลชนด้านละหนึ่งคน โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามพิจารณาให้ความเห็นในมูลแห่งคดีในกรณีที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในศาลยุติธรรม เมื่อมีการร้องขอ โดยมีอำนาจหน้าที่ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของกรรมการตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภา ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๗ ซึ่งเป็นกรณีที่มีบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม มีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติ ถึง ๖ ใน ๙ ในกรณีดังกล่าว เป็นกรณีที่มีความเห็นที่แตกต่างอยู่มาก และมีข้อดีข้อเสีย เช่นทำให้มีนักกฎหมายให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการให้คำปรึกษา โดยให้นักกฎหมายมีอำนาจในการควบคุมการประกอบวิชาชีพเฉพาะของแพทย์ด้วย ซึ่งเดิมนั้นแพทยสภาสามารถได้รับความเห็นของนักกฎหมายผ่านกลไกการปรึกษาอยู่แล้ว ข้อเสียนั้นอาจเกิดจากการที่บุคคลนอกวิชาชีพเวชกรรม มีอำนาจในการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม อาจขัดกับหลักการของสภาวิชาชีพ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมกันเอง และหากว่ากันด้วยมาตรฐานแห่งวิชาชีพแล้ว บุคคลเช่นสื่อมวลชน และบุคคลอื่นด้านสังคม จะไม่มีความสามารถในทางวิชาชีพ เวชกรรมได้ อันอาจส่งผลต่อคุณภาพการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้
๖. ร่าง พ.ร.บ.นี้ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการประกอบวิชาชีพเวชกรรมค่อนข้างสูง ควรได้มีการศึกษาข้อเท็จจริง อันเป็นที่มาแห่งการยกร่าง พ.ร.บ.นี้ให้ยุติก่อน และมีการศึกษาผลกระทบของ ร่าง พ.ร.บ.นี้ในทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายการแพทย์และที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน หากพบว่าจำเป็นต้องตราเป็น พ.ร.บ. ขึ้น สมควรที่จะได้จัดให้มีการประชุมใหญ่แพทยสภาสมาชิก เพื่อรับฟังความเห็น และประชาพิจารณ์ในผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย 

๗. ยังมีข้อความเห็นอื่นๆเพิ่มเติมอีก เชิญท่านให้ความเห็นมาด้วยจะดีมากที่

นางปรียานันท์ NGO ต้องการกฎหมายให้มีกองทุนให้ NGOใช้กัน โดยบังคับเก็บจากผู้ป่วยทั่วไป
เขียนโดย obob   
12 ก.ย. 2014 22:22น.

วันที่ 12 กันยายน 2557 มีกรณีที่ชาวสาธารณสุข ควรติดตาม การกระทำของ NGO อ้างต้องการ กฎหมายกองทุนเงินคุ้มครองฯ  โดยมี NGO เข้าไปเป็นกรรมการใช้เงินที่เรียกเก็บจากคนไข้ทั่วทั้งหมด คือเรื่อง

     นางปรียายันท์ ไปเริ่มขบวนการรณรงค์ที่change organization เรื่อง ลูกพิการเพราะความผิดพลาดของหมอ

ร่วมลงชื่อสนับสนุน

คุณ ...,,,,

ดิฉันมีลูกชายหนึ่งคน ที่มอบความหวัง ความฝัน ให้กับดิฉันในวัยสาว แต่หลังจากเกิดมาแค่ไม่กี่วัน ความผิดพลาดทางการแพทย์ก็ทำให้แขนขาข้างซ้ายของลูกชายดิฉันได้รับความเสียหา ยไปตลอดชีวิต

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสอบสวนแล้วมีมติว่าโรงพยาบาลผิด แพทยสภาผิด แต่เอาผิดกับใครไม่ได้ มิหนำซ้ำดิฉันถูกโรงพยาบาลฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ดิฉันต่อสู้เพื่อลูกชายและความยุติธรรมมา 23 ปี สิ้นเนื้อประดาตัว แต่จะสู้ต่อไปเพื่อศักด์ศรีของความเป็นมนุษย์และเพื่อไม่ให้ผู้คนในสังคมต้อ งตกอยู่ในสภาพเดียวกับดิฉันอีกต่อไป

จริงอยู่ที่ความผิดพลาดเป็นของคู่กับมนุษย์ แม้ระมัดระวังแล้วก็เกิดขึ้นได้ คนไข้รู้ดีว่าไม่มีบุคลากรทางการแพทย์คนใดตั้งใจทำให้คนไข้เสียหาย คนไข้ไม่ได้ต้องการฟ้องร้องบุคลากรทางการแพทย์ให้เสียขวัญและกำลังใจในการทำ งาน

แต่ความผิดพลาดทางการแพทย์ หมายถึงชีวิตและร่างกายของมนุษย์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบรองรับความเสียหาย ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี มิเช่นนั้นพวกเราจะดำเนินชีวิตชีวิตที่เสียหายนั้นต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อกลไกปัจจุบันเป็นที่พึ่งแทบไม่ได้ เช่น

การร้องเรียนกับแพทยสภา ใช้เวลาพิจารณานาน 3 ถึง 10 ปี และมักมีมติว่า "คดีไม่มีมูล" แทบทุกกรณี และคณะกรรมการแพทยสภาส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจรพ.เอกชน

การฟ้องคดีต่อศาล ก็มีปัญหา เช่น ใช้เวลาในการต่อสู้คดียาวนาน บางคดีนาน 10-20 ปี ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีสูง คนไข้มักมีปัญหาคดีหมดอายุความทางแพ่ง 1 ปี เนื่องจากรอมติแพทยสภา

พอคนไข้หาทางออกด้วยการนำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้ ก็ปรากฏว่าแพทยสภาได้ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอาไว้ว่าให้ขอความ เห็นจากแพทยสภาก่อนรับแจ้งความและผลของการขอความเห็นคือไม่มีมูลแทบทุกคดี เวชระเบียนซึ่งเป็นหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุก็อยู่ในมือสถานพยาบาล แก้ไข+เขียนใหม่ได้


ส่วนระบบชดเชยความเสียหายก็ยังไม่มีในประเทศไทยมีเพียงเงินช่วยเหลือเบื้องต ้น (ไม่เกิน 4 แสนบาท กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร) ตามมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งช่วยเพียงคนไข้บัตรทองเท่านั้น

ปัจจุบัน กรรมการแพทยสภาหลายคนยังเข้าไปเป็นคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ทำให้หลายกรณีเข้าเงื่อนไขแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ หลายกรณีที่เสียชีวิตอนุมัติเพียง 4-8 หมื่นบาท แล้วให้คนไข้ไปฟ้องศาลปกครอง เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งให้จ่ายเพิ่ม คณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ก็สู้คดีกับคนไข้จนถึงที่สุด ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของม.41 ที่ช่วยเหลือโดยไม่พิสูจน์ถูกผิด

พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ โดยมีหลักการสำคัญคือ มีกองทุนชดเชยความเสียหายให้กับคนไข้ไทยทุกสิทธิ มีคณะกรรมการกลางทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่รวดเร็วเป็นธรรม (ไม่เกิน 1 ปี) และมีการนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำ

จะเห็นได้ว่านอกจากจะช่วยคุ้มครองคนไข้แล้ว ยังจะทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้กับบุคลาการทางการแพทย์กลับคืนมา พ.ร.บ. ฉบับนี้มีกฎหมายต้นแบบจากประเทศสวีเดน ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าลดปัญหาการฟ้องร้องจริง

การผลักดันโดยคนไข้และประชาชนทั่วไปในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชวนทะเลาะ หรือต้องการยกความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง ตรงกันข้าม เป็นการผลักดันเพื่อหลีกเลี่ยงคดีความ เพื่อให้รัฐคุ้มครองคนไข้ และเพื่อประโยชน์สาธารณะ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว

นางปรียานันท์ NGO ต้องการกฎหมายให้มีกองทุนให้ NGOใช้กัน โดยบังคับเก็บจากผู้ป่วยทั่วไป
เขียนโดย obob   
12 ก.ย. 2014 22:22น.

วันที่ 12 กันยายน 2557 มีกรณีที่ชาวสาธารณสุข ควรติดตาม การกระทำของ NGO อ้างต้องการ กฎหมายกองทุนเงินคุ้มครองฯ  โดยมี NGO เข้าไปเป็นกรรมการใช้เงินที่เรียกเก็บจากคนไข้ทั่วทั้งหมด คือเรื่อง

     นางปรียายันท์ ไปเริ่มขบวนการรณรงค์ที่change organization เรื่อง ลูกพิการเพราะความผิดพลาดของหมอ

ร่วมลงชื่อสนับสนุน

คุณ ...,,,,

ดิฉันมีลูกชายหนึ่งคน ที่มอบความหวัง ความฝัน ให้กับดิฉันในวัยสาว แต่หลังจากเกิดมาแค่ไม่กี่วัน ความผิดพลาดทางการแพทย์ก็ทำให้แขนขาข้างซ้ายของลูกชายดิฉันได้รับความเสียหา ยไปตลอดชีวิต

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสอบสวนแล้วมีมติว่าโรงพยาบาลผิด แพทยสภาผิด แต่เอาผิดกับใครไม่ได้ มิหนำซ้ำดิฉันถูกโรงพยาบาลฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท ดิฉันต่อสู้เพื่อลูกชายและความยุติธรรมมา 23 ปี สิ้นเนื้อประดาตัว แต่จะสู้ต่อไปเพื่อศักด์ศรีของความเป็นมนุษย์และเพื่อไม่ให้ผู้คนในสังคมต้อ งตกอยู่ในสภาพเดียวกับดิฉันอีกต่อไป

จริงอยู่ที่ความผิดพลาดเป็นของคู่กับมนุษย์ แม้ระมัดระวังแล้วก็เกิดขึ้นได้ คนไข้รู้ดีว่าไม่มีบุคลากรทางการแพทย์คนใดตั้งใจทำให้คนไข้เสียหาย คนไข้ไม่ได้ต้องการฟ้องร้องบุคลากรทางการแพทย์ให้เสียขวัญและกำลังใจในการทำ งาน

แต่ความผิดพลาดทางการแพทย์ หมายถึงชีวิตและร่างกายของมนุษย์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีระบบรองรับความเสียหาย ซึ่งประเทศไทยยังไม่มี มิเช่นนั้นพวกเราจะดำเนินชีวิตชีวิตที่เสียหายนั้นต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อกลไกปัจจุบันเป็นที่พึ่งแทบไม่ได้ เช่น

การร้องเรียนกับแพทยสภา ใช้เวลาพิจารณานาน 3 ถึง 10 ปี และมักมีมติว่า "คดีไม่มีมูล" แทบทุกกรณี และคณะกรรมการแพทยสภาส่วนใหญ่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับธุรกิจรพ.เอกชน

การฟ้องคดีต่อศาล ก็มีปัญหา เช่น ใช้เวลาในการต่อสู้คดียาวนาน บางคดีนาน 10-20 ปี ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีสูง คนไข้มักมีปัญหาคดีหมดอายุความทางแพ่ง 1 ปี เนื่องจากรอมติแพทยสภา

พอคนไข้หาทางออกด้วยการนำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้ ก็ปรากฏว่าแพทยสภาได้ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอาไว้ว่าให้ขอความ เห็นจากแพทยสภาก่อนรับแจ้งความและผลของการขอความเห็นคือไม่มีมูลแทบทุกคดี เวชระเบียนซึ่งเป็นหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุก็อยู่ในมือสถานพยาบาล แก้ไข+เขียนใหม่ได้


ส่วนระบบชดเชยความเสียหายก็ยังไม่มีในประเทศไทยมีเพียงเงินช่วยเหลือเบื้องต ้น (ไม่เกิน 4 แสนบาท กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวร) ตามมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งช่วยเพียงคนไข้บัตรทองเท่านั้น

ปัจจุบัน กรรมการแพทยสภาหลายคนยังเข้าไปเป็นคณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ทำให้หลายกรณีเข้าเงื่อนไขแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ หลายกรณีที่เสียชีวิตอนุมัติเพียง 4-8 หมื่นบาท แล้วให้คนไข้ไปฟ้องศาลปกครอง เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งให้จ่ายเพิ่ม คณะกรรมการควบคุมคุณภาพฯ ก็สู้คดีกับคนไข้จนถึงที่สุด ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของม.41 ที่ช่วยเหลือโดยไม่พิสูจน์ถูกผิด

พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเจตนารมณ์เพื่อลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ โดยมีหลักการสำคัญคือ มีกองทุนชดเชยความเสียหายให้กับคนไข้ไทยทุกสิทธิ มีคณะกรรมการกลางทำหน้าที่พิจารณาการชดเชยที่รวดเร็วเป็นธรรม (ไม่เกิน 1 ปี) และมีการนำความผิดพลาดไปพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำ

จะเห็นได้ว่านอกจากจะช่วยคุ้มครองคนไข้แล้ว ยังจะทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้กับบุคลาการทางการแพทย์กลับคืนมา พ.ร.บ. ฉบับนี้มีกฎหมายต้นแบบจากประเทศสวีเดน ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าลดปัญหาการฟ้องร้องจริง

การผลักดันโดยคนไข้และประชาชนทั่วไปในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการชวนทะเลาะ หรือต้องการยกความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง ตรงกันข้าม เป็นการผลักดันเพื่อหลีกเลี่ยงคดีความ เพื่อให้รัฐคุ้มครองคนไข้ และเพื่อประโยชน์สาธารณะ มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว

สงสารเธอกระทรวงสาธารณสุข
เขียนโดย นินิ   
11 ก.ย. 2014 00:21น.

วันที่ 10 กันยายน 2557 เสียงโอดขรม ทั่วกระทรวงสาธารณสุข หลัง ประกาศ ‘หมอมงคล' นั่งประธานที่ปรึกษา ‘หมอรัชตะ-หมอสมศักดิ์'

เปิดรายชื่อคณะที่ปรึกษา "รมว.สธ. และ รมช.สธ." นพ.มงคล เป็นประธานที่ปรึกษา ที่ปรึกษาอีก 18 คน มีทั้ง นพ.ไพจิตร ปวะบุตร นพ.วิจารณ์ พานิช นพ.ประกิต และนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

8 ก.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีเอกสารคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เกี่ยวกับการแต่งตั้งคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมช.สธ.) ซึ่งลงนามโดย ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สธ. เผยแพร่ทางเครือข่ายออนไลน์ โดยระบุว่าเพื่อให้การบริหารราชการในความรับผิดชอบของรมว.สธ. และรมช.สธ. ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บังเกิดผลดีแก่ทางราชการ จึงขอแต่งตั้งบุคคลต่อไปนี้เป็นคณะที่ปรึกษา รมว.สธ. และรมช.สธ.

โดยคณะที่ปรึกษาดังกล่าว 19 คน มีรายชื่อดังต่อไปนี้


นพ.มงคล ณ สงขลา

นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานคณะที่ปรึกษา

ที่ปรึกษา ดังนี้

นพ.ไพจิตร ปวะบุตร

นพ.วิจารณ์ พานิช

นพ.ปรีดา ทัศนประดิษฐ์

นพ.บุญชอบ พงษ์พาณิชย์

นพ.เทพ หิมะทองคำ

นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ

นพ.สุภชัย คุณารัตนพฤกษ์

นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา

ศ.แสวง บุญเฉลิมวาส

นพ.ดาวฤกษ์ สินธวณิชย์

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล

นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร

นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา

นางชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา

นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

นางสายชล ศรทัตต์

โดยมีหน้าที่ดังนี้

1.พิจารณาเสนอประเด็นโยบายที่มีความสำคัญสูง และสามารถดำเนินการได้เร็ว โดยจะมีผลอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อเสนอต่อ รมว.สธ. และรมช.สธ.

2.ให้ข้อเสนอแนะต่อ รมว.สธ. และรมช.สธ. ในการดำเนินการตามประเด็นนโยบายที่มีความสำคัญสูง

3.ติดตามผลการดำเนินการตามประเด็นนโยบายที่สำคัญและให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการ ต่อรมว.สธ.และรมช.สธ.

4.พิจารณาให้ข้อเสนอแนะต่อรมว.สธ. และรมช.สธ. ในประเด็นต่างๆ ที่รมว.สธ.และรมช.สธ.ขอความเห็น

5.ปฏิบัติหน้าที่อื่นใด ตามที่รมว.สธ.และรมช.สธ. ให้ดำเนินการ

และให้มีอำนาจดังนี้

1.เชิญข้าราชการและผู้ทรงคุณวุฒิอื่นๆ ในสังกัดกท.สธ.และหน่วยงานในกำกับดูแล เข้าให้ข้อมูล และความเห็นต่อคณะที่ปรึกษา

2.ขอข้อมูล เอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ จากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกท.สธ. และหน่วยงานในกำกับดูแล เพื่อประกอบการพิจารณา

3.แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน เพื่อช่วยงานเฉพาะเรื่อง- 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 11 ก.ย. 2014 00:29น. )
รั่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ...ใหม่
เขียนโดย ยาย่า   
10 ก.ย. 2014 01:08น.


พระราชบัญญัติ วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ...
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. ...."
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525
บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วใน พระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้ พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
"วิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับ การตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การจ่ายยา การผลิตยา การแบ่งบรรจุยาให้กับผู้ป่วยของตนเอง การบำบัดโรค การป้องกันโรค การผดุงครรภ์ การปรับสายตาด้วยเลนซ์สัมผัส การแทงเข็มหรือการฝังเข็มเพื่อบำบัดโรคหรือ เพื่อระงับความรู้สึก และหมายความรวมถึงการกระทำทางศัลยกรรม การใช้ รังสี การฉีดยาหรือสสาร การสอดใส่วัตถุใด ๆ เข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้ เพื่อการคุมกำเนิด การเสริมสวย หรือการบำรุงร่างกาย และหมายความรวมถึงการตรวจวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาและนิติเวชศาสตร์ รวมทั้งการกระทำอื่นใดตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา ทั้งนี้การประกอบวิชาชีพเวชกรรมมิใช่เป็นการให้บริการตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ด้วย)

"โรค" หมายความว่า ความเจ็บป่วย การบาดเจ็บ ความผิดปกติของ ร่างกายหรือจิตใจ และหมายความรวมถึงอาการที่เกิดจากภาวะดังกล่าวด้วย "ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม" หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา
"ใบอนุญาต" หมายความว่า ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม จากแพทยสภา
"สมาชิก" หมายความว่า สมาชิกแพทยสภา
"กรรมการ" หมายความว่า กรรมการแพทยสภา
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการแพทยสภา
"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการแพทยสภา
"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ กับออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกิน อัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ และออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้ บังคับได้

หมวด 1 แพทยสภา
มาตรา 6 ให้มีสภาขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า "แพทยสภา" มีวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้
ให้แพทยสภาเป็นนิติบุคคล
มาตรา 7 แพทยสภามีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(1) ควบคุม ตรวจสอบ ความการประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ถูกต้องตาม จริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
(2) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพในทาง การแพทย์
(3) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก
(4) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนและ องค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุข
(5) ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาการแพทย์ และสาธารณสุข รวมทั้งการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวกับการแพทย์และการสาธารณสุข การสาธารณสุขของประเทศ
(6) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย)

มาตรา 8 แพทยสภามีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) กำหนด ควบคุม และวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับมาตรฐานและจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
(2) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาต รวมทั้งต่ออายุใบอนุญาตในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
(3) จำกัดสิทธิในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมบางประการ
(4) ออกคำสั่งตามมาตรา 38
(5) รับรองวิทยฐานะของสถาบันทางการแพทย์ที่ทำการฝึกอบรม
(6) รับรองหลักสูตรต่างๆสำหรบการฝึกอบรมในวิชาชีพเวชกรรม
(7) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตรในวิชาแพทยศาสตร์ หรือวุฒิบัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของสถาบันต่างๆ
(8) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้วามชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่างๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่นๆในวิชาชีพเวชกรรม
(9) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมในประเทศไทย
(10) ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแพทยสภา

เดิม
(1) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม
(2) พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม
(3) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตรในวิชาแพทยศาสตร์ หรือวุฒิบัตร แสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบ ในวิชาชีพเวชกรรมของสถาบันต่าง ๆ เป็น (7)
(4) รับรองหลักสูตรต่าง ๆ สำหรับการฝึกอบรมในวิชาชีพเวชกรรม ของสถาบันทางการแพทย์ เป็น (6)
(5) รับรองวิทยฐานะของสถาบันทางการแพทย์ที่ทำการฝึกอบรม ใน (4) เป็น (5)
(6) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการ ประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง ๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่น ๆ ในวิชาชีพ เวชกรรมเป็น (8)
มาตรา 9 แพทยสภาอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้
(1) เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดินไม่ต่ำกว่าสองบาทของจำนวนประชากรและให้มีการกำหนดจำนวนอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นไว้ในพระราชกฤษฎีกาโดยปรับตามดัชนีค่าครองชีพ
(2) เงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(3) (2) ค่าจดทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
(4) (3) ผลประโยชน์จากการลงทุนและกิจกรรมอื่น
(5) (4) เงินและ ทรัพย์สินที่ได้จากการบริจาคและการช่วยเหลือ
(6) ดอกผลของเงิน ผลประโยชน์ และทรัพย์สินตาม (1)(2)(3)(4)(5)
มาตรา 10 ให้รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา มีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

หมวด 2 สมาชิก
มาตรา 11 สมาชิกแพทยสภาได้แก่ผู้มีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(2) มีความรู้ในวิชาชีพเวชกรรมโดยได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตร ในวิชาแพทยศาสตร์ที่แพทยสภารับรอง และมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา
(3) ไม่เป็นผู้ประพฤติเสียหาย ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความ เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(4) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดหรือคำสั่งที่ชอบด้วย กฎหมายให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ แห่งวิชาชีพ
(5) ไม่เป็นผู้วิกลจริต มีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือไม่เป็นโรคที่กำหนดไว้ใน ข้อบังคับแพทยสภา
มาตรา 12 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกมีดังต่อไปนี้
(1) ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ขอ หนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาต่าง ๆ หรือขอหนังสือแสดงวุฒิอื่น ๆ ในวิชาชีพเวชกรรม โดยปฏิบัติตาม ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการนั้น
(2) สมาชิกร่วมกันตั้งแต่ห้าสิบคนมีสิทธิเสนอความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับกิจการของแพทยสภาส่งไปยังคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการของแพทยสภา คณะกรรมการต้องพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบโดยมิชักช้า
(3) แสดงความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับกิจการของแพทยสภาส่งไปยัง คณะกรรมการเพื่อพิจารณา และในกรณีที่สมาชิกร่วมกันตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไปเสนอ ให้คณะกรรมการพิจารณาเรื่องใดที่เกี่ยวกับกิจการของแพทยสภา คณะกรรมการ ต้องพิจารณาและแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอทราบโดยมิชักช้า
(3) เลือกตั้ง รับเลือก รับเลือกตั้ง หรือเลื่อน เป็นกรรมการ
(4) มีหน้าที่ผดุงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพและปฏิบัติตนตาม พระราชบัญญัตินี้
(5)ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เมื่อได้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม
มาตรา 13 สมาชิกภาพของสมาชิกย่อมสิ้นสุดเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) คณะกรรมการให้พ้นจากสมาชิกภาพ เพราะเห็นว่าเป็นผู้นำมา ซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพตาม มาตรา 11 (3) หรือ (4)
(4) ขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 11 (1) (2) หรือ (5)

หมวด 3 คณะกรรมการแพทยสภา
มาตรา 14 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า "คณะกรรมการ แพทยสภา" ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดี กรมอนามัย อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เจ้ากรมแพทย์ทหารบก เจ้ากรมแพทย์ทหารเรือ เจ้ากรมแพทย์ ทหารอากาศ นายแพทย์ใหญ่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกรมตำรวจ ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย หรือเทียบเท่าผู้อำนวยการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการ ซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกอีกจำนวนเท่ากับจำนวนกรรมการโดยตำแหน่งใน ขณะเลือกตั้งแต่ละวาระ และให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา 15 ให้ผู้ซึ่งเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการโดย การเลือกตั้งประชุมกันเลือกกรรมการเพื่อดำรงตำแหน่งนายกแพทยสภา อุปนายก แพทยสภาคนที่หนึ่ง และอุปนายกแพทยสภาคนที่สอง ตำแหน่งละหนึ่งคน
ให้นายกแพทยสภาเลือกกรรมการสมาชิกผู้มีคุณสมบัติตาม มาตรา 17 เพื่อดำรง ตำแหน่งเลขาธิการหนึ่งคน และเลือกกรรมการเพื่อดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ และเหรัญญิกอีกตำแหน่งละหนึ่งคน ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของที่ประชุมกรรมการ
ให้เลขาธิการเลือกสมาชิกที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 17 เป็นผู้ช่วยเลขาธิการแพยสภาตามความเหมาะสม
นายกแพทยสภา อุปนายกแพทยสภาคนที่หนึ่ง และอุปนายกแพทยสภาคน ที่สองให้ดำรงตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้ง และเลขาธิการ รองเลขาธิการ และเหรัญญิก ให้พ้นจากตำแหน่งตามนายกแพทยสภา
ให้ผู้ที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคสี่ ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการเลือกนายกแพทยสภาขึ้นใหม่
มาตรา 16 การเลือกตั้งกรรมการตาม มาตรา 14 การเลือก กรรมการ เพื่อดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ตาม มาตรา 15 และการเลื่อนเป็นเลือกหรือการ เลือกตั้งกรรมการตาม มาตรา 20 ให้เป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภา
มาตรา 17 กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งและกรรมการซึ่งดำรงตำแหน่ง ต่าง ๆ ตาม มาตรา 15 ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
(2) เป็นผู้ไม่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต
(3) เป็นผู้ไม่เคยถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย
มาตรา 18 กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยสมาชิกมีวาระอยู่ในตำแหน่ง คราวละสองปีและอาจได้รับเลือกตั้งใหม่ได้
มาตรา 19 นอกจากพ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา 15 วรรคสาม มาตรา 18 หรือ มาตรา 20 วรรคสี่แล้ว กรรมการซึ่งได้รับเลือกหรือได้รับ เลือกตั้งและกรรมการซึ่งดำรงตำแหน่งต่าง ๆ พ้นจากตำแหน่งเมื่อพ้นจาก สมาชิกภาพตาม มาตรา 13หรือขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 17
มาตรา 20 เมื่อตำแหน่งกรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้งว่างลงก่อนครบ วาระ ให้คณะกรรมการเลือกสมาชิกผู้มีคุณสมบัติตาม มาตรา 17 และได้รับคะแนนในลำดับถัดไปขึ้นเป็นกรรมการ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งกรรมการนั้นว่างลง ในกรณีตำแหน่งกรรมการดังกล่าวว่างลงรวมกันเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการซึ่งได้รับเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งกรรมการขึ้นแทนโดยสมาชิกภายใน เก้าสิบวันนับแต่วันที่จำนวนกรรมการดังกล่าวได้ว่างลงเกินกึ่งหนึ่ง
ถ้าวาระที่เหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน คณะกรรมการจะให้มีการเลือกหรือ เลือกตั้งกรรมการแทนหรือไม่ก็ได้
ให้ผู้ซึ่งเป็นกรรมการแทนนั้นอยู่ในตำแหน่งตามวาระของกรรมการซึ่ง ตนแทน
มาตรา 21 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) บริหารกิจการแพทยสภาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดใน มาตรา 7
(2) แต่งตั้งคณะกรรมการอื่นหรือคณะอนุกรรมการเพื่อทำกิจการหรือพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของแพทยสภา
(3) ออกข้อบังคับว่าด้วย
(ก) การเป็นสมาชิก
(ข) การกำหนดโรคตาม มาตรา 11 (5)
(ค) การกำหนดค่าจดทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียม อื่น ๆ นอกจากที่กำหนดไว้ในอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัตินี้
(ง) การเลือก การเลื่อน และการเลือกตั้งกรรมการตาม มาตรา 16
(จ) หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน และการออกใบอนุญาต แบบและ ประเภทใบอนุญาต
(ฉ) หลักเกณฑ์การออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง ๆ และหนังสือแสดง วุฒิอื่น ๆ ในวิชาชีพเวชกรรม
(ช) การรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
(ซ) การประชุมคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ
(ฌ) การจัดตั้ง การดำเนินการ และการเลิกวิทยาลัยวิชาชีพ เวชกรรมสาขาต่าง ๆ
(ญ) คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตาม มาตรา 28
(ฎ) ออกข้อบังคับว่าด้วยการกำหนดค่าตอบแทนทุกประเภท
(ฏ)เรื่องอื่น ๆ อันอยู่ในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของแพทยสภา หรืออยู่ในอำนาจหน้าที่ของแพทยสภาตามกฎหมายอื่น
ภายใต้บังคับ มาตรา 25 ข้อบังคับแพทยสภาที่เกี่ยวข้องกับสมาชิก ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 22 นายกแพทยสภา อุปนายกแพทยสภา เลขาธิการ รองเลขาธิการ และเหรัญญิก มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) นายกแพทยสภามีอำนาจหน้าที่
(ก) ดำเนินกิจการของแพทยสภาให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามมติของคณะกรรมการ
(ข) เป็นผู้แทนแพทยสภาในกิจการต่าง ๆ
(ค) เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการ
นายกแพทยสภาอาจมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการอื่นปฏิบัติหน้าที่แทน ตามที่เห็นสมควรได้
(2) อุปนายกแพทยสภาคนที่หนึ่งเป็นผู้ช่วยนายกแพทยสภาในกิจการ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกแพทยสภาตามที่นายกแพทยสภามอบหมาย และ เป็นผู้ทำการแทนนายกแพทยสภาเมื่อนายกแพทยสภาไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติ หน้าที่ได้
(3) อุปนายกแพทยสภาคนที่สอง เป็นผู้ช่วยนายกแพทยสภาในกิจการ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายกแพทยสภาตามที่นายกแพทยสภามอบหมาย และ เป็นผู้ทำการแทนนายกแพทยสภา เมื่อทั้งนายกแพทยสภา และอุปนายกแพทยสภา คนที่หนึ่งไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(4) เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่
(ก) เป็นผู้แทนแพทยสภาในกิจการต่างๆตามที่นายกแพทยสภามอบหมาย
(ก ข) ควบคุมบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่แพทยสภาทุกระดับ
(ข) ควบคุมรับผิดชอบในงานธุรการทั่วไปของแพทยสภา
(ค) รับผิดชอบในการดูแลรักษาทะเบียนสมาชิก ทะเบียนผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมและทะเบียนอื่น ๆ
(ง) ควบคุม ดูแลทรัพย์สินของแพทยสภา
(จ ฉ) เป็นเลขานุการคณะกรรมการ
(5) รองเลขาธิการจำนวนไม่เกินสี่คนมีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขาธิการในกิจการอันอยู่ในอำนาจ หน้าที่ของเลขาธิการตามที่เลขาธิการมอบหมาย เป็นผู้ทำการแทนเลขาธิการ เมื่อเลขาธิการไม่อยู่ หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
(6) เหรัญญิกมีอำนาจหน้าที่ควบคุม ดูแล รับผิดชอบการบัญชี การเงิน และการงบประมาณของแพทยสภา
(7)ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภามีจำนวนไม่เกินแปดคน มีอำนาจหน้าที่ช่วยเลขาธิการและปฏิบัติงานตามที่เลขาธิการมอบหมาย
ทั้งนี้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าวข้างต้น มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา
หมวด 4 การดำเนินการของคณะกรรมการ
มาตรา 23 เดิม
มาตรา 24 สภานายกพิเศษจะเข้าฟังการประชุม และชี้แจงแสดงความเห็นในที่ประชุมคณะกรรมการหรือจะส่งความเห็นเป็นหนังสือไปยังแพทยสภาในเรื่องใดๆก็ได้
ในกรณีที่สภานายกพิเศษจะดำเนินการใดๆที่เกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมทั้งการบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้แจ้งคณะกรรมการแพทยสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ
มาตรา 25 มติของที่ประชุมคณะกรรมการในเรื่องดังต่อไปนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษก่อน จึงจะดำเนินการตามมตินั้นได้
(1) การให้สมาชิกพ้นจากสมาชิกภาพตามมาตรา 13 (3)
(2) การวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 38 (3) และ (4)
ภายใต้บังคับวรรคหนึ่ง.... (มี 7 บรรทัด ของเดิม)


หมวด 5 การควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแสดงด้วย วิธีใด ๆ ว่าพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยมิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่กระทำต่อตนเอง
(2) การช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วยตามศีลธรรมโดยไม่รับสินจ้างรางวัล แต่การช่วยเหลือเยียวยาดังกล่าวต้องมิใช่เป็นการกระทำทางศัลยกรรม การใช้ รังสี การฉีดยาหรือสสารใด ๆ เข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย การแทงเข็มหรือ การฝังเข็ม เพื่อบำบัดโรคหรือระงับความรู้สึก หรือการให้ยาอันตราย ยาควบคุม พิเศษ วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทหรือยาเสพติดให้โทษ ตามกฎหมายว่าด้วย การนั้น แล้วแต่กรณีแก่ผู้ป่วย
(3) นักเรียน นักศึกษา หรือผู้รับการฝึกอบรม ในความควบคุมของ สถาบันการศึกษาของรัฐบาล สถาบันการศึกษาที่รัฐบาลอนุมัติให้จัดตั้ง สถาบัน ทางการแพทย์ของรัฐบาล สถาบันการศึกษาหรือสถาบันทางการแพทย์อื่นที่ คณะกรรมการรับรอง ที่กระทำการฝึกหัดหรือฝึกอบรมวิชาชีพเวชกรรม หรือ การประกอบโรคศิลปะภายใต้ความควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหัด หรือผู้ให้การ ฝึกอบรม ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบโรคศิลปะ
(4) บุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นอื่น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือสภากาชาดไทยมอบหมายให้ ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือประกอบโรคศิลปะในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขานั้น ๆ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(5) ผู้ประกอบโรคศิลปะซึ่งประกอบโรคศิลปะตามข้อจำกัด และ เงื่อนไขตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
(6) การประกอบวิชาชีพเวชกรรมของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของ ทางราชการซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมของต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอนุมัติของคณะกรรมการ
(7) การประกอบโรคศิลปะของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของทาง ราชการ ซึ่งมีใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะของต่างประเทศ ทั้งนี้ โดยอนุมัติของคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะ
มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้คำว่า แพทย์ นายแพทย์ แพทย์หญิง หรือ นายแพทย์หญิง หรือใช้อักษรย่อของคำดังกล่าว หรือใช้คำแสดงวุฒิการศึกษาทาง แพทยศาสตร์ หรือใช้อักษรย่อของวุฒิดังกล่าวประกอบกับชื่อหรือนามสกุลของตน หรือใช้คำหรือข้อความอื่นใดที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรม ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าว ให้แก่ตน เว้นแต่ผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาแพทยศาสตร์
มาตรา 28 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้คำหรือข้อความที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตน เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง ๆ ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน เว้นแต่ ผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ เวชกรรมสาขานั้น ๆ จากแพทยสภาหรือที่แพทยสภารับรองหรือผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมผู้มีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อบังคับแพทยสภา

มาตรา 29 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ยังไม่เป็นมาตรฐานตามที่แพทยสภารับรองในประการที่น่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของผู้อื่น

มาตรา 30 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆหรือยินยิมให้ผู้อื่นโฆษณาหรือประกาศด้วยประการใดๆโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จหรือโอ้อวดเกินความเป็นจริงหรือน่าจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการและเกิดความคาดหวังเกินกว่าความเป็นจริงเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
มาตรา 31 การขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การออกหนังสืออนุมัติ หรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาต่าง ๆ และหนังสือแสดงวุฒิอื่น ๆ ในวิชาชีพเวชกรรม ให้เป็นไปตามข้อบังคับแพทยสภา (เดิมเป็นมาตรา 29)
มาตรา 32 ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต และต่ออายุใบอนุญาต ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา ต้องเป็นสมาชิกแห่ง แพทยสภา และมีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา (เดิมคือมาตรา 30)
ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้มีอายุห้าปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้นได้ต่อไป
เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ใดขาดจากสมาชิกภาพ ให้ใบอนุญาต ของผู้นั้นสิ้นสุดลง
มาตรา 33 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพ ภายใต้ความสามารถ ข้อจำกัด ภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ
ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งได้ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง
จริยธรรมแห่งวิชาชีพ เวชกรรม ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับแพทยสภา (เดิมคือ มาตรา 31)
มาตรา 34 บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำที่อาจผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมความเสียหายเพราะการประพฤติผิด จริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ใด มีสิทธิกล่าวหา ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้นโดยทำเรื่องยื่นต่อแพทยสภา (เดิมคือ มาตรา 32)
บุคคลอื่นหรือคณะกรรมการโดยเลขาธิการมีสิทธิร้องเรียนกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่อาจกระทำผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม ว่าประพฤติผิด จริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม โดยทำเรื่องยื่นต่อแพทยสภา
คณะกรรมการมีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้มีพฤติการณ์ที่ สมควรให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เวชกรรม
สิทธิร้องเรียนดังกล่าวตามวรรคหนึ่งและวรรคสองการกล่าวหา และสิทธิการกล่าวโทษ สิ้นสุดลงเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่ วันที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมแห่ง วิชาชีพเวชกรรมดังกล่าว และรู้ตัวผู้ประพฤติผิด ทั้งนี้ ไม่เกินสามปีนับแต่ วันที่มีการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
การถอนหรือยุติเรื่องร้องเรียนดังกล่าว จะเป็นเหตุให้คดีจริยธรรมระงับก็ต่อเมื่อไม่ปรากฏมีความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย หรือสาธารณะ และคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม มีมติด้วยคะแนนไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มาประชุม เห็นสมควรให้ผู้ร้องเรียนถอนหรือยุติเรื่องร้องเรียนได้ แล้วเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบ
เรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษที่ได้ยื่นไว้แล้วนั้นไม่เป็น เหตุให้ระงับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนยอมรับผิดตามข้อร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้คณะกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรมพิจารณาทำความเห็นเพื่อลงโทษได้เลยโดยไม่ต้องทำการสอบสวนต่อไปก็ได้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงเหตุแห่งการบรรเทาโทษ และนำเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อออกคำสั่งต่อไป

มาตรา 35 ให้คณะกรรมการ แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรม โดยแต่ละชุดประกอบด้วย ประธานอนุกรรมการ และอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรม อีกไม่น้อยกว่าสามคน ทั้งนี้จำนวนคณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรม ต้องมาจากกรรมการแพทยสภาไม่น้อยกว่าหนึ่งคน และทีเหลือจากสมาชิก

มาตรา 36 ให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรมแจ้งเรื่องร้องเรียนและกำหนดประเด็นที่ผู้ถูกร้องเรียนต้องให้การพร้อมสำเนาเรื่องร้องเรียนและสำเนาพยานหลักฐานให้ผู้ถูกร้องเรียนไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนเริ่มทำการสอบสวน
ผู้ถูกร้องเรียนอาจมาให้การหรือทำคำชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรมภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรม หรือภายในระยะเวลาที่คณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรมกำหนด

มาตรา 37 ให้มีคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมประกอบด้วยอุปนายกแพทยสภาคนที่หนึ่งเป็นประธาน และอีกสิบสี่คนซึ่งมาจากกรรมการจำนวนแปดคน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่สมาชิกอีกหกคน
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรหนึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญในด้านกฎหมายสี่คน ด้านสังคมและด้านสื่อสารมวลชนด้านละหนึ่งคน
ให้คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมมีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นในมูลแห่งคดีในกรณีที่มีการฟ้องร้องเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในศาลยุติธรรม เมื่อมีการร้องขอ
อำนาจ หน้าที คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาของกรรมการตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับของแพทยสภา
มาตรา 38 เมื่อคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนคดีจริยธรรมแล้ว ให้คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรมพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวโดยมิชักช้าแล้วเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยและออกคำสั่งชี้ขาด
คณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1)ยกคำร้องเรียน
(2)ภาคทัณฑ์
(3) พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาไม่เกินสองปี
(4) เพิกถอนใบอนุญาต
ในกรณีประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมเล็กน้อย และเป็นความผิดครั้งแรก ถ้าเห็นว่ามีเหตุอันสมควรงดโทษ จะงดโทษโดยให้ว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

มาตรา 39 ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการ คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และคณะอนุกรรมการสอบสวนคดจริยธรรม เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและเป็นเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
มาตรา 33 เมื่อแพทยสภาได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษ ตาม มาตรา 32 ให้เลขาธิการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานอนุกรรมการ จริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมโดยมิชักช้า

มาตรา 34 คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมประกอบ ด้วยประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งจากสมาชิกมีจำนวน ไม่น้อยกว่าคณะละสามคน คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมมี หน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ได้รับตาม มาตรา 33 แล้วทำรายงานพร้อมทั้ง ความเห็นเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
มาตรา 35 เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะ อนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณา รายงาน และความเห็นดังกล่าวแล้วมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) ให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมหาข้อเท็จจริง เพิ่มเติมเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา
(2) ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนในกรณีที่เห็นว่าข้อ กล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล
(3) ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือ ข้อกล่าวโทษนั้นไม่มีมูล
มาตรา 36 คณะอนุกรรมการสอบสวน ประกอบด้วยประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการที่คณะกรรมการแต่งตั้งจากสมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่าคณะละ สามคนคณะอนุกรรมการสอบสวนมีหน้าที่สอบสวน สรุปผลการสอบสวนและเสนอ สำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา 37 ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่ง วิชาชีพเวชกรรม และของคณะอนุกรรมการสอบสวนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ อนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมและอนุกรรมการสอบสวนเป็น เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้มีอำนาจเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ ถ้อยคำ และมีหนังสือแจ้งให้บุคคลใด ๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุเพื่อประโยชน์ แก่การสืบสวนสอบสวน
มาตรา 38 ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวน แจ้งข้อกล่าวหาหรือ ข้อกล่าวโทษพร้อมทั้งส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษ ให้ผู้ประกอบ วิชาชีพเวชกรรมผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่ม ทำการสอบสวน
ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐาน ใด ๆ มาให้คณะอนุกรรมการสอบสวน
คำชี้แจงให้ยื่นต่อประธานอนุกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งประธานอนุกรรมการสอบสวน หรือภายในกำหนดเวลาที่ คณะอนุกรรมการสอบสวนจะขยายให้
มาตรา 39 เมื่อคณะกรรมการได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็น ของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาสำนวนการสอบสวน และความเห็นดังกล่าว
คณะกรรมการอาจให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้
คณะกรรมการอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ
(2) ว่ากล่าวตักเตือน
(3) ภาคทัณฑ์
(4) พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี
(5) เพิกถอนใบอนุญาต
ภายใต้บังคับ มาตรา 25 คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตามมาตรานี้ ให้เป็นที่สุด และให้ทำเป็นคำสั่งแพทยสภา
มาตรา 40 ให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งแพทยสภาตาม มาตรา 39 38 ไปยังคู่กรณีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเพื่อทราบ และให้บันทึกคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้วย
มาตรา 41 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต ให้ถือว่า มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัตินี้นับแต่วันที่ คณะกรรมการสั่งพักใช้ใบอนุญาตนั้น
ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตผู้ใด ถูกศาลพิพากษาลงโทษตาม มาตรา 43 และคดีถึงที่สุดแล้ว ให้คณะกรรมการ สั่งเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา 42 ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต อาจขอรับใบอนุญาตอีกได้เมื่อพ้นสองปีนับแต่วันถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต แต่เมื่อ คณะกรรมการได้พิจารณาคำขอรับใบอนุญาตและปฏิเสธการออกใบอนุญาต ผู้นั้น จะยื่นคำขอรับใบอนุญาตได้อีกต่อเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการ ปฏิเสธการออกใบอนุญาต ถ้าคณะกรรมการปฏิเสธการออกใบอนุญาตเป็นครั้ง ที่สองแล้ว ผู้นั้นเป็นอันหมดสิทธิขอรับใบอนุญาตอีกต่อไป
มาตรา 43 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 44 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 27 หรือ มาตรา 28 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 45 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 29 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 46 ผุ้ใดฝ่าฝืนมาตรา 30 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และให้ปรับอีกวันละไม่เกินวันละห้าหมื่นบาทนับแต่วันโฆษณา ทั้งนี้จนกว่าจะระงับการโฆษณาดังกล่าว และต้องลงโฆษณาแก้ไขตามที่คณะกรรมการกำหนด

หมวด ๖ พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา 47 ในการปฏิบัติหน้าที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) เข้าไปในสถานที่ทำการของผู้ประกอบวาชีพเวชกรรมในเวลาทำการของสถานที่นั้นเพื่อตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามประราชบัญญัตินี้
(2) เข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใดๆที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานที่นั้นเพื่อตรวจค้นเอกสารหรือวัตถุใดๆที่อาจใช้เป็นหลักฐานในการกระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ประกอบกับกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ เอกสารหรือวัตถุดังกล่าวอาจถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำหเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
(3) ยึดเอกสาร หรือวัตถุใดๆ ที่อาจใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี
ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอำนวยความสะดวกตามสมควร

มาตรา 48 ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 49 ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

บทเฉพาะกาล
มาตรา 50-58 โดยมาตรา 45 ถึง 48 ของ พรบ.เดิมยังคงไว้เป็นมาตรา 50-53 เพิ่มมาตรา 54 และ55 คงไว้เป็นมาตรา 55 และมาตรา 49 - 50 คงไว้ เพิ่มมาตรา 58

มาตรา 58 บรรดาคดีซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ยังไม่แล้วเสร็จก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 จนแล้วเสร็จ และให้นำมาตรา 38 แห่ง พระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม


อัตราค่าธรรมเนียม

อัตราเดิม อัตราใหม่
(1) ค่าขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ฉบับละ 500 บาท 5 000 บาท

 

 

แพทย์ต้องใส่ใจตรงนี้ ร่าง พรบ.แพทย์ใหม่ แพทย์อาวุโสงง กรรมการแพทยสภาชุดนี้
เขียนโดย ยาย่า   
10 ก.ย. 2014 01:04น.

วันที่ 9 กันยายน 2557 แพทย์อาวุโส ที่ไม่มีส่วนไ้ด้ส่วนเสียกับการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ได้เห็น ร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... ที่กรรมการแพทยสภาชุดนี้ กำลังทำ/จัดการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ... มีคำถามว่านอกจากที่ผ่านมาไม่แก้ปัญหาให้แพทย์ผู้ปฏิบัติโดยมีคุณภาพแล้ว  มาเร็วๆนี้  กรรมการแพทยสภาชุดนี้ ยังได้มีเอกสาร ร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. .... โดยไม่เคยเปิดประชุมแพทย์ซึ่งเป็นสมาชิกแพทยสภาเลยมากว่า 10 ปี ไม่ทำการประชุมสมาชิกแบบสามัญทั้งหมด เหมือนที่สภาทนายความ และสภาอื่นจัดทำกัน ไม่หารือประเด็นประกอบวิชาชีพฯกับที่ประชุมแพทย์เลย  แล้วมามีเอกสาร ร่าง พรบ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.... อ่านฉบับเต็มได้โดยการคลิ๊ก โดยเป็นว่า สีดำคือ เนื้อหาในพรบ.ปี 2525 และ สีแดงคือ ร่าง พรบ.ที่เสนอในแพทยสภา (ยังไม่ทราบว่าเป็นระดับใด) ส่วนที่สีดำคาดกลางตัวอักษรคือส่วนเนื้อหาใน พรบ.เดิมที่ถูกยกเลิกไป 

มีข้อน่าสังเกตมากๆคือ
1. เป็นการเปลี่ยนหลักการหลายประเด็นสำคัญของ พรบ.เดิมมาก
2. ให้บุคคลภายนอกวิชาชีพ คือผุ้ไม่ใช่สมาชิกแพทยสภา เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในมาตรา 38 โดยมีกฎหมาย ด้านสังคมและด้านสื่อมวลชนด้วย ในสัดส่วน 9 ต่อ 6 เรียกว่าคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งเป็นคณะกรรมการใหม่ และมีอำนาจหน้าที่ทางคดีในศาลด้วย
3. เพิ่มหมวด 6 ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่
4. มีเพิ่มบทบาททางอาญาและทางปกครองบัญญัติไว้แจ้งชัด
5. มีส่วนที่เป็นเรื่องดีบางเรื่อง อาจเป็นเรื่องแฝง คือ
5.1 เขียนให้การทำตามมาตรฐานและจริยธรรม พ้นจากความรับผิดทั้งปวง
5.3 เขียนห้ามการประกอบวิชาชีพบางกรณี ซึ่งเป็นกรณีที่ห้ามไว้ จึงถือว่าผิด ทั้งที่ไม่ห้ามไว้ แต่กระทำก็เป็นการผิดแล้วโดยหลัก ไม่จำเป็นต้อเขียนห้ามไว้
6. อีกหลายข้อโปรดอ่านด้วย และส่งความเห็นมาที่ thaitrl.org ในกระดานสนทนาด้วย

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 11 ก.ย. 2014 00:27น. )
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
รัฐมนตรี ๒ คน ทำอะไรไม่เป็น ตั้งที่ปรึกษายั้วเยี้ย อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไร
เขียนโดย ใบน้ำตาล   
09 ก.ย. 2014 21:44น.

วันที่ 9 กันยายน 2557 ข่าวสะพัด กระทรวงสาธารณสุข 2 รมว.ทำอะไรไม่เป็นเหตุตั้งที่ปรึกษาเพียบ ทั้ง รมช.และที่ปรึกษา รมว. มีทั้งผู้ที่มีกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่มีประวัติพัวพันการผันเงินหลวงไปใช้กับพวกตนโดยไม่ชอบ มีกรณีทักท้วงขอให้ตรวจสอบ ....แล้วกระทรวงเราจะดิ่งลงแบบไม่อาจคืนกลับได้ในยุคนี้นะหรือ... ประชาชนยินดีที่ทหารผู้กินเงินเดือนของเรามาจัดการให้มีความสงบ เคารพกติกา  แต่ไม่ได้ให้มายกอำนาจให้พวกปลวก พวกสารพัดไม่ได้เรื่องเหล่านี้ รวมถึงพวกสารพัดทำร้ายแผ่นดิน และทำร้ายประชาชน 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 09 ก.ย. 2014 21:45น. )
ซีพี กับ ร้านขายยา ใน 7-11
เขียนโดย ยาย่า   
09 ก.ย. 2014 21:38น.

วันที่ 9 กันยายน 2557 3ปีก่อน ธนิน ผลักดันโมเดล ร้านขายยา เข้าสู่เซเว่น บนแนวคิดที่ว่าเซเว่นทุกสาขา จะมีร้านขายยาข้างในด้วย แต่มาติดตรงเรื่องที่ไม่มีเภสัชกร เพราะยาจะให้พนักงานเซเว่นมาขายไม่ได้ แต่...วันนี้ธนิน ผลักดันกฏหมายขายยาสำเร็จแล้ว ต่อไปร้านขายยาไม่ต้องขายโดยเภสัชกร
ใครได้ประโยชน์ที่สุด คิดเอาเองง่ายๆ ต่อไปเซเว่นทุกสาขาจะมียาขายแบบร้านขายยา และร้านขายยาจะตายหมด สเต็ปต่อไป ซีพีจะผลิตยาแบบ เฮ้าท์แบรนด์ ผลิตเองขายเอง ... นี้เป็นข้อข่าว...ฝากถึงชาวสาธารณสุข พิจารณา...ค้นหาข้อมูลเพิ่มด้วยจะดียิ่ง

ปลวกเต็มกระทรวงสาธารณสุข
เขียนโดย นินิ   
09 ก.ย. 2014 19:45น.

วันที่ 9 กันยายน 2557  กระทรวงสาธารณสุขของเราเปลี่ยนไป  ตั้งแต่ รมช.ลงมา กับตณะที่ปรึกษาหลายคน  (ไม่รวมบางท่านที่อาวุโส เช่น อ.ปรีดา ที่ถูกเชิญมาเป็นพระอันดับ) เต็มไปด้วยกลุ่มบุคคลที่ถูกเรียกว่าปลวกแทะกองทุนงบแผ่นดินด้านการสาธารณสุข  และคนเหล่านี้คือที่มาของระบบการแพทย์และสาธารณสุขที่ตกต่ำ คนเหล่านี้คือผู้ที่ผันเงินของแผ่นดินไปเข้ากลุ่มตนในรูปมูลนิธิ ตั้งแต่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ที่ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นผู้ดูแลจัดการในเบื้องแรกๆ.... เห็นแล้วสงสารเธอจริงๆ  กระทรวงสาธารณสุข และการแพทย์ไทย ... ช่วงที่ผ่านมา มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับการจัดการเงินของคนกลุ่มนี้ที่ไม่โปร่งใส และมีการตรวจสอบมากขึ้น ....ถึงคราวนี้ แม้ไม่มีอาหารโอชาอันเป็นงบประมาณที่จะผันกันง่ายๆเอาเงินที่ผันได้ไปซ่อนซุกที่ไหนๆเท่ากับยุคทองของกลุ่มหมอเหล่านี้ ช่วงตัั้งกองทุน สสส. สปสช. และอีกหลาย ส.   แต่คนที่เคยได้กินได้ลองลิ้มเงินแผ่นดินด้วยวิถีของเขา ยังคงมีปัญหาด้านจิตใจที่หวนหาสิ่งเหล่านี้ ..... อยากทำอะไร..ทำไป...ใครไม่รู้ พวกตนเองที่ทำอะไรไปก็รู้...หลอกตนเองไม่ได้...สุขแท้ไม่มีในหมอตระกูล ส. 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 09 ก.ย. 2014 19:47น. )
น่าสงสารเธอ กระทรวงสาธารณสุข ได้คนปากอย่าง ทำอีกอย่างมาตลอด
เขียนโดย ยาย่า   
08 ก.ย. 2014 21:08น.

วันที่ 8 กันยายน 2557 เมื่อเกิดรัฐประหาร คนที่ว่าไม่เอารัฐประหาร ทั้งๆที่บ้านเมืองขณะนั้น ถ้าไม่มีการยึดอำนาจ แล้วเราจะสงบได้ไหมนี่ ... แต่แปลก คนที่บอกไม่ต้องการให้บ้านเมืองสงบด้วยการยึดอำนาจรัฐ.... จะแทรกตัวเข้าหาคนที่ยึดอำนาจหรือรัฐประหาร เพื่อขอแบ่งอำนาจด้านการสาธารณสุขมาโดยตลอด คือกลุ่มคนของ นพ.ประเวศ วะสี ที่อ้างไม่เอาการยึดอำนาจ... ดังจะเห็นได้จาก กลุ่มนายแพทย์ประเวศ ส่งคนแทรกเข้าไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข โดยการใส่ความคู่แข่งขณะนั้น คือ นพ.วิทุร แสงสิงแก้ว แล้วได้ นพ.มงคล ณ สงขลา มาเป็น รมว.สธ.ในปี 2549  และครั้งนี้ ก็ได้ นพ.สมศักดิ์ฯ เข้ามา ... บ้านเมืองเรานั้น คนปากอย่าง ทำอีกอย่างจะได้อำนาจปกครองอย่างนี้หรือ ... น่าสงสารเธอ กระทรวงสาธารณสุข 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 08 ก.ย. 2014 22:01น. )
สมศักดิ์ คือรัฐมนตรี ๒ เอา ๒ ไม่เอา ย้ำไม่เอารัฐประหาร พูดอย่าง ทำอีกอย่าง
เขียนโดย นินิ   
08 ก.ย. 2014 21:03น.

วันที่ 8 กย.2557 นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ พูดอย่าง ทำอีกอย่าง  สมัยก่อนมีการยึดอำนาจ  ออกมาแถลง ๒ เอา ๒ ไม่เอา  และสื่อของกลุ่มของ นพ.สมศักดิ์ เสนอว่า นพ.สมศักดิ์ ไม่เอารัฐประหาร  ยังไม่จางไปเลย  นพ.สมศักดิ์ ก็มาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้เสียเอง .... สำหรับทหารที่เสนอตั้ง นพ.สมศักดิ์ ก็ไม่รู้ว่ารู้จริงไหม ทำงานภายใต้ข้อมูลของคนที่จะให้มาบริหารบ้านเมืองเพียงพอ หรือแม่นยำพอไหม.... นอกจากจะไม่เชิญ นพ.สมศักดิ์ ไปปรับทัศนคติแล้ว ยังเชิญมาเป็นรัฐมนตรีอีก... จะบริหารบ้านเมืองกันอย่างไร....

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 08 ก.ย. 2014 22:11น. )
ประชุมครม.พรุ่งนี้ รัฐมนตรีสาธารณสุข ๒ คน เป็นอย่างไร
เขียนโดย นินิ   
08 ก.ย. 2014 20:56น.

วันที่ 8 กันยายน 2557 กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นกระทรวงแถวหลัง ในคราวปฏิรูปประเทศครั้งนี้  จะเห็นได้ว่า ปัญหาประชาชนเดือดร้อนจากปัญหาสุขภาพ  ได้รับการพิจารณาให้ค่าต่ำกว่าปัญหาการศึกษา และรัฐมนตรีที่จัดให้กับกระทรวงสาธารณสุข ก็จัดคนพิเศษให้ รัฐมนตรีหนึ่งเป็นอาจารยืแพทย์ที่ดีมาก แต่จะเป็นรัฐมนตรีที่เก่งมากหรือไม่ ต้องดูต่อไป บรรดาผู้บริหารรุ่นเก่าๆ ว่า น่าสงสารกระทรวงสาธารณสุข ได้รัฐมนตรี ๒ คน คนหนึ่งไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสาธารณสุข อีกคนหนึ่งไม่ได้ทำอะไรเพื่อการสาธารณสุข แล้วจะเดินกันอย่างไร ดูกันต่อไป ไทยทีอาร์แอลเชื่อว่า ต้องมีสิ่งที่ดีเกิดในวงการแพทย์และสาธารณสุขสักวันหนึ่ง  ไม่อยู่อย่างนี้ร่ำไป

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 08 ก.ย. 2014 22:14น. )
ผู้สมัคร สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มากกว่า 300 คน
เขียนโดย นินิ   
02 ก.ย. 2014 19:21น.

วันที่ 2 กันยายน 2557  มีผู้สมัคร สปสช. เกินเป้า กว่า 5 พันคน ทั่งประเทศ  เฉพาะด้านสาธารณสุข ปิดรับยอดวันนี้ วันสุดท้าย กว่า 300 คน   โดยด้านการศึกษา มีผู้สมัครมากที่สุด กว่า 500 คน สมัครต่ำสุดๆ ก็คือด้านสื่อมวลชน   สำหรับด้านยุติธรรมและกฎหมาย ก็มีไม่มาก เพียงกว่า 200 คน  หลายคนบอกว่า จะปฏิรูปประเทศ แต่มีผู้จะเป็น สปช.จังหวัด ละ 1 คน นั้น น้อยไป  

และแล้ว นพ.รชตะ รชตะนาวิน ก็มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เขียนโดย นินิ   
02 ก.ย. 2014 19:18น.

วันที่ 2 กันยายน 2557 ตามที่เป็นข่าว แพทย์ชนบท ทีม นพ.ประเวศ วะสี  ออกมาขัดแย้งโต้ตอบรุนแรงกับ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สะสมมาเรื่อยๆ หลายเดือนนับจากพฤาภาคม 2557   คสช.ก็ตัดสินใจเลือก ศ.นพ.รชตะ รชตะนาวิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทีม รามา เข้ามาเป็นรัฐมนตรี  หลายเสียงว่ายินดี แต่ที่ไม่ยินดี คือ รมช.มี เป็นนายแพทย์คับแคบและเป็นนางแอบในระบบการแพทย์ ของหมอตระกูล ส.   ซึ่งไม่มีความสามารถใดๆและผลงานใดๆให้ปรากฎ นอกจากการเอางบแผ่นดิน ไปไว้ในองค์กร NGO ที่จัดตั้งขึ้น หลังรัฐมนตรี สั่งยุบสำนักงานระบาดวิทยาแห่งชาติ เหตุ ทีมแพทย์หมอประเวศ และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ที่คร่ำหวอดในการโยกงบแผ่นดินไปไว้ในมูลนิธิขอพวกตน  .... น่าเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก... บ้านเรา .... อย่างไรก็ดี ขอเอาใจให้ทำดีกันไว้ เพื่อบ้านเพื่อเมือง

ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ต่อไป > สุดท้าย >>