Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 30 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today425
Yesterday352
Week1772
Month13861
ทั้งหมด1040567

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
ผู้สมัคร สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มากกว่า 300 คน
เขียนโดย นินิ   
02 ก.ย. 2014 19:21น.

วันที่ 2 กันยายน 2557  มีผู้สมัคร สปสช. เกินเป้า กว่า 5 พันคน ทั่งประเทศ  เฉพาะด้านสาธารณสุข ปิดรับยอดวันนี้ วันสุดท้าย กว่า 300 คน   โดยด้านการศึกษา มีผู้สมัครมากที่สุด กว่า 500 คน สมัครต่ำสุดๆ ก็คือด้านสื่อมวลชน   สำหรับด้านยุติธรรมและกฎหมาย ก็มีไม่มาก เพียงกว่า 200 คน  หลายคนบอกว่า จะปฏิรูปประเทศ แต่มีผู้จะเป็น สปช.จังหวัด ละ 1 คน นั้น น้อยไป  

และแล้ว นพ.รชตะ รชตะนาวิน ก็มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เขียนโดย นินิ   
02 ก.ย. 2014 19:18น.

วันที่ 2 กันยายน 2557 ตามที่เป็นข่าว แพทย์ชนบท ทีม นพ.ประเวศ วะสี  ออกมาขัดแย้งโต้ตอบรุนแรงกับ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ สะสมมาเรื่อยๆ หลายเดือนนับจากพฤาภาคม 2557   คสช.ก็ตัดสินใจเลือก ศ.นพ.รชตะ รชตะนาวิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ทีม รามา เข้ามาเป็นรัฐมนตรี  หลายเสียงว่ายินดี แต่ที่ไม่ยินดี คือ รมช.มี เป็นนายแพทย์คับแคบและเป็นนางแอบในระบบการแพทย์ ของหมอตระกูล ส.   ซึ่งไม่มีความสามารถใดๆและผลงานใดๆให้ปรากฎ นอกจากการเอางบแผ่นดิน ไปไว้ในองค์กร NGO ที่จัดตั้งขึ้น หลังรัฐมนตรี สั่งยุบสำนักงานระบาดวิทยาแห่งชาติ เหตุ ทีมแพทย์หมอประเวศ และ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ที่คร่ำหวอดในการโยกงบแผ่นดินไปไว้ในมูลนิธิขอพวกตน  .... น่าเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก... บ้านเรา .... อย่างไรก็ดี ขอเอาใจให้ทำดีกันไว้ เพื่อบ้านเพื่อเมือง

โปรดเกล้าฯให้ประกาศ แต่งตั้ง ครม.ชุด พลเอกประยุทธ จันทรโอชา
เขียนโดย นินิแน่แน่   
01 ก.ย. 2014 23:07น.

วันที่ 1 กันยายน 2557 แล้ววานนี้ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๗ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ลงประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ดังนี้   พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้ว นั้น  บัดนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
1.พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
2.หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรี
3.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
4.พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
5.นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี
6.หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
7.นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
8.พลเอก อุดมเดช สีตบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
9.นายสมหมาย ภาษี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
10.นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
11.นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
12.พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
13.นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
14.พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
15.นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
16.พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
17.นายพรชัย รุจิประภา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
18.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
19.พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
20.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
21.พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
22.นายสุธี มากบุญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
23.พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
24.พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
25.นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
26.นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
27.พลเรือเอก ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
28.นายกฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
29.พลโท สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
30.นายรัชตะ รัชตะนาวิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
31.นายสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
32.นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗ เป็นปีที่ ๖๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี

อ.เชิดชู ชี้แนวทางการแก้ปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย / สมค่า ที่ชาว สธ.รอคอย
เขียนโดย นินิ   
30 ส.ค. 2014 01:03น.

วันที่ 30 สค.2557  ไทยทีอาร์แอลขอนำเสนอบทความตามเสียงเรียกร้องของชาวสาธารณสุข เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทางการแพทย์และสาธารณสุข พบได้ตรงนี้

 แนวทางการแก้ปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย (revised)
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
30 ส.ค. 57
อำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข
ตามพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. 2545 มาตรา 42(1) กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกันควบคุมและรักษาโรคภัย การฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชน และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข
ซึ่งในการทำงานตามอำนาจหน้าที่เหล่านี้ รัฐบาลมีหน้าที่จัดสรรงบประมาณ เพื่อให้กระทรวงสามารถบริหารจัดการให้มีบุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุครุภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เทคโนโลยี อาคารสถานที่ และสิ่งของหรืออุปกรณ์การแพทย์ เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกันควบคุมและรักษาโรคภัย รวมทั้งการฟื้นฟูสมรรถภาพของประชาชน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก ปลอดภัย ในการไปรับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มีมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัย จนบังเกิดผลดีแก่สุขภาพของประชาชนทุกๆคน และในในขณะเดียวกัน ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ก็มีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการทำงานแก่บุคลากรที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาประชาชน จัดการเรื่องตำแหน่ง อัตรากำลังให้เหมาะสมกับภาระงาน จัดให้มีเงินเดือน ค่าตอบแทน จัดการเรื่องการเลื่อนตำแหน่งและสวัสดิการให้เหมาะสมกับความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ คุณค่าของงานและความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรยังรักที่จะทำงานรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ มีมาตรฐาน ในกรณีที่บุคลากรทำงานประมาท เลินเล่อหรือทำผิดมาตรฐาน ก็ต้องมีมาตรการลงโทษที่เหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งนี้เพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยและสะดวกสบายของประชาชนที่ต้องรับผลงานของบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขด้วย
การจัดสรรงบประมาณ อาคารสถานที่ วัสดุครุภัณฑ์ และบุคลากรในกระทรวงสาธารณสุข
1.ก่อนปีพ.ศ. 2545
1.1 งบประมาณในการจัดการ/จัดหาและพัฒนาอาคารสถานที่ วัสดุครุภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เทคโนโลยีและทุกสิ่งที่จำเป็นในการให้บริการประชาชนในด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข
ก่อนปีพ.ศ. 2545 กระทรวงสาธารณสุขได้รับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาล ให้สามารถใช้ในการบริหารจัดการในการจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นในการทำงานตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่งบประมาณแผ่นดินในการจัดสร้างอาคารสถานที่ การก่อสร้าง พัฒนาและซ่อมแซม เพื่อให้มีอาคารสถานที่สำหรับทำงาน มีอาคารสถานที่ในการตรวจรักษาผู้ป่วย จัดซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยี และสิ่งของที่จำเป็นทุกชนิด เพื่อรองรับภาระงานให้ถูกต้องเหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย และมีสุขภาพดี
1.2 งบประมาณในการจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนแก่ข้าราชการและบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุข
นอกจากนั้นกระทรวงสาธารณสุขยังสามารถกำหนดตำแหน่ง อัตรากำลังของข้าราชการและบุคลากรที่จำเป็นตามภาระงาน และขอเพิ่มอัตรากำลังได้ตามความเหมาะสม และยังได้รับงบประมาณเงินเดือน/ค่าตอบแทน จากงบประมาณแผ่นดิน เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนการทำงานของบุคลากร
ซึ่งบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขนั้น จะมีภาระการทำงานมากกว่าบุคลากรหรือข้าราชการของกระทรวงอื่นๆ เนื่องจากมีภาระการทำงานตลอด 24 ชั่วโมงทุกๆวันตลอดปี เพราะมีผู้ป่วยที่นอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลเฝ้าระวังแก้ไขปัญหาสุขภาพที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวร้ายและเป็นอันตรายได้ตลอดเวลา ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด่วน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และยังมีผู้ป่วยที่บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ หรือมีภาวการณ์เจ็บป่วยรุนแรงที่จำเป็นจะต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน/ฉุกเฉิน เข้ามารับการรักษาฉุกเฉินได้ทุกเวลา โดยการทำงานนอกเวลาราชการเหล่านี้ ทำให้บุคลากรส่วนมากต้องปฏิบัติงานสัปดาห์ละ 80-120 ชั่วโมง(1) ซึ่งเป็นการปฏิบัติงานภาคบังคับ ไม่ใช่ทำเพราะอยากได้ค่าตอบแทนล่วงเวลา เพราะถ้าไม่ทำงานนี้ จะทำให้ประชาชนผู้เจ็บป่วย ไม่ได้รนับการดูแลรักษาและช่วยชีวิตได้ทันเหตุการณ์
ฉะนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องมีงบประมาณในการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานนอกเวลาราชการของบุคลากรสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากเงินเดือนที่ต้องจ่ายอยู่ตามปกติเหมือนข้าราชการคนอื่นๆ
1.3 งบประมาณเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการให้บริการประชาชน
กระทรวงสาธารณสุขจะได้รับงบประมาณโดยตรงที่จัดสรรให้แก่กรมต่างๆที่รับผิดชอบในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ดูแลรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย และฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วย รวมทั้งการดูแลเรื่องการสุขาภิบาล ควบคุมภาพมาตรฐานของอาหารและยา รวมทั้งเฝ้าระวังการเกิดโรคต่างๆเพื่อจะได้ปราบโรคเหล่านั้นไม่ให้เกิดการระบาด และงบประมาณในการดำเนินการสถานพยาบาลต่างๆเพื่อให้การดูแลรักษาประชาชน รวมทั้งให้การป้องกันโรค และฟื้นฟูสภาพหลังการเจ็บป่วย
การพัฒนาสถานพยาบาลเพื่อความสะดวกของประชาชนในการรักษาความเจ็บป่วยของประชาชน
กระทรวงสาธารณสุขยังได้พัฒนาระบบบริการเพื่อความสะดวกปลอดภัยของประชาชน ให้สามารถ "เข้าถึง" บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว ตามความจำเป็นของผู้ป่วย เริ่มจากศูนย์สุขภาพชุมชนในหมู่บ้าน สถานีอนามัยในตำบล และโรงพยาบาลชุมชนในอำเภอ และโรงพยาบาลทั่วไปในจังหวัด และโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ในจังหวัดใหญ่ ทั้งนี้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ในแต่ละแห่งจะสามารถส่งผู้ป่วยต่อไปเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาตามความจำเป็นในอาการเจ็บป่วยของแต่ละคน กระทรวงสาธารณสุขยังได้ทำการพัฒนาประชาชนให้ช่วยงานบริการของกระทรวงโดยการอบรมประชาชนทั่วไปให้เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดยทำการฝึกการอบรมและส่งเสริมให้ประชาชนในหมู่บ้านมีความรู้ความเข้าใจในการสร้างเสริมสุขภาพอนามัย ป้องกันโรคภัย ดูแลรักษาสุขภาพ ทั้งนี้อสม.จะช่วยให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชนในหมู่บ้าน ในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและดูแลรักษาประชาชน(เพื่อนบ้าน)ในระดับต้น ก่อนที่จะต้องไปรับการรักษาจากสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาล
ในส่วนของงบประมาณที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนนั้น นอกจากกระทรวงสาธารณสุขจะได้รับงบประมาณอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาลแล้ว โรงพยาบาลต่างๆในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังมี "รายได้" จากการเก็บเงินค่าตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย โดยได้กำหนดอัตราค่าใช้จ่ายที่ประชาชนจะต้องจ่ายให้แก่โรงพยาบาล เมื่อประชาชนไปรับการบริการตรวจรักษาจากสถานพยาบาลต่างๆ โดยคิดราคาค่าใช้จ่ายในราคาถูก (เป็นการบริหารแบบไม่หวังผลกำไร) ทั้งนี้ถือว่าเป็นสวัสดิการแก่ประชาชนทั่วไป โดยโรงพยาบาลเก็บเงินเหล่านี้ไว้เป็นเงินรายได้(เรียกว่าเงินบำรุง) ที่สามารถนำมาใช้จ่ายเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับจัดหาวัสดุครุภัณฑ์ หรือปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสถานที่ หรือจ่ายเป็นค่าจ้างแก่บุคลากรตามที่เห็นสมควร
ในส่วนของประชาชนที่ยากจน ก็จะได้รับการดูแลรักษาโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาโดยโรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณในการรักษาผู้ยากจนเรียกว่างบประมาณผู้ป่วยรายได้น้อย โรงพยาบาลหลายๆแห่งได้จัดตั้งมูลนิธิของโรงพยาบาลจากการบริจาคของประชาชน (ผ่านโครงการต่างๆเพื่อขอรับบริจาคของโรงพยาบาล) เพื่อจ่ายค่ารักษาแทนประชาชนที่ยากจน
การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินและรายได้ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง รวมทั้งการจัดสรรบุคลากรที่เหมาะสม ทำให้โรงพยาบาลสามารถพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ดี เป็นที่น่าเชื่อถือไว้วางใจของประชาชน
2.การจัดสรรงบประมาณภายหลังการมีพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2545
ถึงแม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะได้พัฒนาสถานพยาบาลและบุลากรไปจนถึงระดับหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการดูแลรักษาสุขภาพ แต่ก็ยังมีประชาชนที่ยากจน ไม่สามารถไปรับการรักษาเมื่อเจ็บป่วยได้ โดยเฉพาะคนยากจนในชนบทที่ห่างไกล ทั้งนี้เนื่องจากการขาดสาธารณูปโภคในเรื่องการคมนาคม/ขนส่ง กล่าวคือไม่มีรถประจำทางราคาถูกไว้บริการ ประชาชนที่เจ็บป่วยจึงต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในการ "ว่าจ้างรถมาส่งผู้ป่วย" จากหมู่บ้านไกลๆ ทำให้ไม่มีโอกาสที่จะมารับการรักษา เรียกว่าความยากจนทำให้ไม่สามารถ "เข้าถึงบริการสาธารณสุข"ได้
จึงมีกลุ่มแพทย์ได้คิดที่จะช่วยประชาชนกลุ่มที่ยากจน ให้มีโอกาสที่จะได้รับการบริการสาธารณสุขเหมือนคนอื่นๆ โดยไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่าย และได้เขียนโครงการนำเสนอรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน แต่เมื่อไปนำเสนอพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในปีพ.ศ. 2544(2) ได้รับการสนับสนุน ให้ตราพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 เพื่อจัดสรรงบประมาณแผ่นดินไว้สำหรับจ่ายค่าบริการสาธารณสุขแทนประชาชน ยึดหลัก "การประกัน" กล่าวคือผู้ประกันจะต้องออกค่าใช้จ่ายล่วงหน้ให้กับผู้รับทำประกัน ซึ่งในกรณีนี้ก็คือรัฐบาล และรัฐบาลจะจ่ายสมทบให้ในอัตราเบี้ยประกันเดือนละ 100 บาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนต้องจ่ายเงินปีละ 1,200 บาท และรัฐบาลจ่ายสมทบอีกปีละ 1,200 บาท เมื่อประชาชนเจ็บป่วยก็จะไปรับการรักษาการเจ็บป่วยที่โรงพยาบาลก็จะจ่ายเงินเพียงครั้งละ 30 บาท แต่เมื่อประชาชนไทยได้ทราบหลักการนี้ ก็ไม่เข้าใจหลักการประกันสุขภาพ จึงมีข่าวว่าประชาชนไม่ยอมจ่ายเงินล่วงหน้าในขณะที่ไม่ป่วย ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยินยอมที่จะไม่เก็บเงินจากประชาชน และให้งบประมาณในการดำเนินการเป็นค่าเหมาจ่ายล่วงหน้าในการประกันสุขภาพเพียง 1,200 บาทต่อ1 คนต่อปี จ่ายเป็นกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นสำนักงานกลางรับงบประมาณมาจ่ายให้แก่โรงพยาบาลที่รับรักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งต้องเซ็นสัญญากับสปสช.ในการที่จะรักษาผู้ป่วย โดยสปสช.จะเป็นผู้จ่ายเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นค่ารักษาแทนประชาชน
ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขที่มีหน้าที่ให้บริการสาธารณะ ด้านสาธารณสุข มีภาระ "จำยอมต้องเป็นคู่สัญญากับสปสช."ตามอำนาจหน้าที่ของกระทรวงในการ สร้างเสริมสุขภาพ ป้องกัน รักษาโรคภัย และฟื้นฟูสุขภาพประชาชน ตามที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรม พ.ศ. 2545
จึงเห็นได้ว่างบประมาณสำหรับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีผู้วางแผนไว้ ถูกลดลงไปเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของงบประมาณที่ "ประมาณไว้ว่าเหมาะสม"
แต่เมื่อถึงเวลาที่รัฐบาลจ่ายงบประมาณจริง รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ได้ตัดงบประมาณที่เคยจัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุขทั้งหมด แม้แต่เงินเดือนของข้าราชการและบุคลากรของกระทรวงสาธารณสุขก็ถูกตัดไปด้วย ซึ่งรัฐบาลในยุคนั้นอ้างว่าเป็นเพราะประเทศไทยยังเป็นหนี้ IMF อยู่ และรัฐบาลมองเห็นว่า โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขยังมีเงินบำรุงโรงพยาบาลเหลืออยู่ ซึ่งสามารถจะนำมาใช้ในโครงการนี้ได้
งบประมาณหลักประกันสุขภาพในปีแรกจึงต้องนำไปจ่ายเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขด้วย ส่วนค่าตอบแทนลูกจ้างและค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลาของบุคลากร รวมทั้งงบประมาณในการรักษาผู้ป่วยที่โรงพยาบาลได้รับมาไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจริงในการรักษาผู้ป่วยนั้น โรงพยาบาลก็ต้องเอาเงินบำรุง (หรือเงินคงคลัง) ของโรงพยาบาลมาใช้ ทำให้โรงพยาบาลแทบทั้งหมดของกระทรวงสาธารณสุขเริ่มมีปัญหาติดลบกันทั่วหน้า
งบประมาณของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับเป็นค่าเหมาจ่ายรายหัวในปีพ.ศ. 2545 จำนวน 51,408 ล้านบาท(3) ต้องหักออกมาเป็นเงินเดือนบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขถึง23,796 ล้านบาท ทำให้มีเงินเหลือไว้รักษาการเจ็บป่วยทุกอย่าง/ทุกครั้งของประชาน 47 ล้านคนเพียง 27,612 ล้านบาท เหลือเป็นค่ารักษาประชาชนเฉลี่ยเพียงคนละ ประมาณ 500 บาทเท่านั้น ซึ่งเหลือเพียง 1 ใน 4 ของ "การประมาณค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม"ที่วางแผนไว้แต่แรก
ต่อมารัฐบาลได้ได้เพิ่มงบประมาณในกองทุนหลักประกันสุขภาพทุกปี จนบัดนี้ งบประมาณค่ารักษาประชาชนรายหัว ได้เพิ่มขึ้นเป็น 3,060 บาท(4) เพิ่มขึ้น 1,860 บาทต่อคน หรือร้อยละ 155
แต่การบริหารของเลขาธิการสปสช.ภายใต้มติของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สุจริต/โปร่งใส และไม่ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาแห่งชาติ ทำให้โรงพยาบาลที่เป็นคู่สัญญากับสปสช.มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณ มีผลการขาดทุนและหลายแห่งขาดสภาพคล่องทางการเงินและขาดเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินการตรวจรักษาประชาชนมาตลอดระยะเวลา 12 ปีที่โรงพยาบลและกระทรวงสาธารณสุข ต้องตกอยู่ใน "อำนาจการบริหารงบประมาณของกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและสปสช."
ปัญหาของโรงพยาบาลคู่สัญญาของสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) มีดังต่อไปนี้คือ
1.โรงพยาบาลมีภาระงานมากเกินกำลังที่บุคลากรจะปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐาน(5) ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย เสียเวลาทำมาหากิน และฟ้องร้องโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น
2.ขาดแคลนงบประมาณ นำไปสู่การชาดแคลนทรัพยากรทุกชนิด รวมทั้งการขาดแคลนบุคลากร
3.โรงพยาบาลขาดคุณภาพมาตรฐานการรักษาประชาชน
หลักการทำงานที่ถูกต้อง/สุจริต/โปร่งใสของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสปสช.
1.รับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวจากรัฐบาล
2.จัดสรรให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาตามภาระงานที่โรงพยาบาลใช้ในการรักษาประชาชนจริง
3.จัดประชุมรับฟังความเห็นจากประชาชนที่มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และโรงพยาบาลคู่สัญญาที่รับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ตามมาตรา 18(13) เพื่อกำหนด "อัตราค่าใช้จ่ายในการรักษาประชาชน" ตามมาตรา 46 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อที่โรงพยาบาลจะได้รับเงินคุ้มค่ากับรายจ่ายในการดูแลรักษาประชาชนที่แท้จริง
แต่การบริหารงานของสปสช.ภายใต้มติของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ทำตามอำนาจหน้าที่ที่ได้บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเป็นต้นเหตุของปัญหาของโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุขทั้งสิ้น กล่าวคือ
1.สปสช.ไม่จ่ายเงินเหมาจ่ายรายหัวในการรักษาประชาชนให้โรงพยาบาลคู่สัญญาตามความเป็นจริง แต่สปสช.จะทำการแบ่งเป็นกองทุนย่อยๆ (3) หลายๆกองทุน และมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับโรงพยาบาลเอกชนในหลายโครงการ เช่น โครงการรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง โครงการผ่าตัดไขต้อกระจก โครงการสลายนิ่วในไต
สมควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง/สุจริต/โปร่งใสอย่างเข้มงวดโดยด่วน
2.สปสช.ยังจ่ายเงินให้แก่โรงพยาบาลล่าช้าและมีงบประมาณเหลือ "ค้างท่อมากกว่า หมื่นล้านบาท" (5)
3.สปสช.ยังเอาเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไปจ่ายให้แก่เครือข่าย NGO เพื่อรองรับช่องทางการใช้เงิน หลีกเลี่ยงกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้NGO เอาไปจัดเวทีประชาชน กลุ่มคนรักหลักประกัน กลุ่มเพื่อนโรคไต กลุ่มผู้ติดเชื้อเอดส์ ฯลฯ ซื้องบโฆษณา จัดสัมมนา/ดูงานต่างประเทศ
สปสช.ยังเอาเงินกองทุนไปจ่ายให้แก่องค์กรอิสระในเครือข่ายเดียวกัน ได้แก่(2) สสส.(สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ สช.(สำนักงนสุขภาพแห่งชาติ) สวรส. (สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข) และมูลนิธิชมรมแพทย์ชนบท รวมทั้งชมรมแพทย์ชนบทด้วย ฯลฯ โยอ้างว่าเป็นการ "สนับสนุนภารกิจด้านสาธารณสุขของประเทศ"
4.สปสช.บริหารงานแบบหวังผลกำไร แต่ไม่เคยแสดงตัวเลขที่แท้จริง การบัญชีมีเงื่อนงำ ไม่โปร่งใส
5.จ่ายเงินล่าช้า ยึกยัก ให้ยากๆ อ้างตัวเลขจากต่างประเทศ แต่ก็จะจ่ายน้อยกว่าตัวเลขที่อ้าง
6.สร้างภาระให้โรงพยาบาลต้องทำการกรอกข้อมูลรายละเอียดมากเกินไป และเปลี่ยนวิธีการ/ข้อบังคับทุกปี จนโรงพยาบาลสับสน และถ้าทางโรงพยาบาลกรอกข้อมูลการรักษาผู้ป่วยขาดตกไปบ้าง สปสช.ก็จะจ่ายเงินให้โรงพยาบาลไม่เต็มจำนวน
7.การรักษาโรคที่ยุ่งยากซับซ้อนมีต้นทุนสูง แต่สปสช.อ้างระเบียบการคิดเงิน แบบ DRG, RW,LOS (การวินิจฉัยโรคร่วม,คิดน้ำหนักสัมพัทธ์ตามประเภทของโรงพยาบาล และระยะเวลาที่ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาล ) แต่ผลสุดท้ายแล้ว โรงพยาบาลจะได้เงินไม่เท่ากับต้นทุนการรักษาผู้ป่วยจริง
8.สปสช.ไม่มีอำนาจในการแบ่งกองทุนไว้ทำโครงการเอง เป็นการผิดพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และเป็นการ "ก้าวล่วงล้ำอำนาจหน้าที่ของกระทรวงสวาธารณสุข" แต่โรงพยาบาลหลายแห่งรวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนได้รับผลประโยชน์อันไม่ควรได้จากโครงการย่อย/รักษาเฉพาะโรคเหล่านี้ ทำให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขขาดเงินทุนในการรักษาผู้ป่วย
ซึ่งการกระทำของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินี้ อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
9.สืบเนื่องจากงบประมาณที่จำกัดจากการบริหารที่ไม่ถูกต้องของสปสช. (แต่สปสช.มีเงินใช้ฟุ่มเฟือย) สปสช.จึงประสายนงานกับสวรส.(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) ให้ออกผลงานวิจัยที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบวิธีการวิจัย อ้างผลการวิจัยว่า พวกแพทย์ในรพ.ศูนย์/รพ.ทั่วไป ชอบใช้ยานอกบัญชียาหลักถึง 66 % อ้างว่าใช้ยาฟุ่มเฟือย จากการไปตรวจสอบของสพตร.(สถาบันพัฒนาระบบตรวจสอบการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นองค์กรลูกของสวรส.) เอาไปเสนอคณะกรรมการยาหลักแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง เพื่อให้ตัดรายการบัญชียาในการรักษาผู้ป่ว บีบบังคับให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้ยาเฉพาะในบัญชียาหลักแห่งชิ เป็นการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพเวชกรรม และเป็นการ "ทำลายคุณภาพมาตรฐานการรักษาโรค"ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ประชาชนเสี่ยงอันตรายจากการได้รัยบาที่ไม่เหมาะสมและการรักษาที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
10.ปัญหาอื่นๆอีกมากมายที่เป็นผลจาการบริหารจัดการของสปสช. เช่น การออกพ.ร.บ.แบบเดียวกัน การตั้งเงินเดือนผู้บริหารสูงๆ การจ่ายเบี้ยประชุมในอัตราสูงๆ จนมีกรรมการหลายสมัยคนหนึ่งกล่าวว่า เขาได้เบี้ยประชุม(อย่างเดียว) ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 500,000 บาท
ข้อเสนอในการแก้ปัญหา
1.ตรวจสอบความสุจริต/ถูกต้อง/โปร่งใสในการบริหารงานขององค์กรตามพ.ร.บ.ทั้งหมดโดยด่วน เป็นการทำตาม "คำสัญญา" ของคสช.ที่จะปราบปรามการทุจริตให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทย
2.ทบทวนและแก้ไขพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 รวมทั้งพ.ร.บ.อื่นๆในรูปแบบดีบวกัน ได้แก่พ.ร.บ.สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2550 พ.ร.บ.สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติพ.ศ. 2551
3.โอนย้ายบุคลากรจากหน่วยงานเหล่านี้กลับเข้าสู่การทำงานบริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
4.จัดสรรงบประมาณใหม่ แยกเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคลากรออกจากงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
5.จ่ายงบประมาณในการักษาผู้ป่วยตามจริง อย่าใช้เงินมา "จำกัด"การรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาตามมาตรฐาน สามารถพัฒนาวิชาการและเท๕โนโลยีในทางการแพทย์ไทยให้อยู่ในระดับมาจตรฐานโลกเหมือนเดิม
6.จัดระเบียบการใช้บริการสาธารณสุขเหมือนในนานาอารยประเทศ ที่เป็นไปตามความจำเป็นและเหมาะสมตามระบบนัด ยกเว้นกรณีป่วยฉุกเฉิน
7.เลิกการ "แช่แข็ง" ตำแหน่งบุคลากรทางการแพทย์ แยกข้าราชการและบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขออกจากการบริหารจัดการของก.พ. เพื่อให้มีบุคลากรเหมาะสมกับการทำงานบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน

เอกสารอ้างอิง
1.พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
2. วิชัย โชควิวัฒน์ : นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ : ผู้สร้างคุณูปการอเนกอนันต์แก่การสาสธารณสุขไทย : แพทยสภาสาร ปีที่ 37 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2551
3. พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล : สถานการณ์ทรัพยากรสาธารณสุขของประเทศไทยและภาวะสุขภาพของประชากรไทยในระบบบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ยุคใช้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545-2554: วารสารอาชีวะเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ปีที่ 21 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2554
4. http://www.hfocus.org/content/2014/08/7957
‘หมอเจตน์' แนะเพิ่มงบรายหัว 3,060 บ. ห่วงแช่แข็งงบกระทบรพ.-ผู้ป่วย
5. http://thaipublica.org/2011/10/health-budget-problems/
"นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์" ย้ำ"งบสาธารณสุข" มีปัญหา บีบสปสช.ปล่อยเงินค้างท่อ 17,000 ล้าน อุ้มรพ.ขาดสภาพคล่อง

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 01 ก.ย. 2014 23:02น. )
ครม ใหม่ ประยุทธ
เขียนโดย นินิ   
30 ส.ค. 2014 01:03น.

รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ภายใต้รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่สื่อหลายแห่งคาดการณ์รายชื่อตรงกันกว่าร้อยละ 90

สำหรับรายชื่อบุคคลที่คาดว่า จะเข้ามานั่งเก้าอี รัฐมนตรี ร่วมรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาดูว่าสูตรครม.เศรษฐกิจ สูตรกองทัพจับมือข้าราชการ จะเป็นใครกันบ้าง

สำหรับงานด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ 1 ซึ่งได้รับการจับตามอง มีรายชื่อทั้งบุคคลที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ และที่ลาออกจาก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มาล่าสุด โดยคาดว่า

1.หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล จะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี คุมงานด้านเศรษฐกิจ

2.นายสมหมาย ภาษี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

3.นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

4.นายณรงค์ชัย อัครเศรณี จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

5.พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

6.นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

7.พลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ปลัดกระทรวงกลาโหม จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน


ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะมี นายทหาร ทั้งในและนอกราชการ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของ คณะรัฐมนตรีทั้งชุด คือ 12 จาก 36 คน นำโดย

8.พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

9.พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา จะเป็นเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

10.พลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ จะเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11.พล.อ.ธนะศักดิ์ปฏิมาประกร เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

12.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

13.พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

14.พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

รวมทั้งมีรายงาน ถึงรายชื่อบุคคลที่น่าจับตา ที่คาดว่าจะเข้ามาร่วมนั่งเก้าอี้ ในครม.ประยุทธ์ 1 ด้วยได้แก่

15.นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์

16.นายวิษณุ เครืองาม เป็นรองนายกรัฐมนตรี

17.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกนายกรัฐมนตรี

18.นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกนายกรัฐมนตรี

19.นายสุธี มากบุญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

20.นางอภิรดี ตันตราภรณ์ เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

21.นายพรชัย รุจิประภา เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที

22.นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

23.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

24.นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

25.นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ

 

 

กว่าร้อยละ 95 ของบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข ต้องการให้ปรับแก้/ยกเลิกกฎหมาย สปสช.
เขียนโดย ยายิน   
27 ส.ค. 2014 22:26น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2557 บรรดาบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข ทั้งภาครัฐ และเอกชน กว่า 500 คน มีผลการสำรวจ ออกมาแล้ว ...กว่าร้อยละ 95  ต้องการให้แก้ไข หรือยกเลิกกฎหมาย สปสช. เหตุสร้างปัญหาให้ระบบการแพทย์ สาธารณสุข ของประเทศ และทำให้ประชาชนเสียหาย โดยเฉพาะการทำให้ประชาชนไม่ได้รับคุณภาพของบริการที่มีประสิทธิภาพและมาตรฐาน 

๒ มูลนิธีด้านสาธารณสสุข ส่ง ๒ หมอสมัคร เป็นกรรมการ สปช สาย สธ./สวล
เขียนโดย ยาย่า   
27 ส.ค. 2014 22:22น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2557  มูลนิธิด้านการสาธารณสุข ได้แก่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช และ มูลนิธิ อุทัย สุดสุข  ชั้น 7 ตึก สป. กระทรวงสาธารณสุช ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกเป็นกรรมการ ปสช. ได้แก่ นายแพทย์อุทัย สุดสุข นายแพทย์ ไพจิตรฯ ..... จะเป็นอย่า่งไรหรือการแพทย์ สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของเขาถัดจากนี้ไป จะดีขึ้น หรือตกต่ำ หรือเรื่อยๆ  อยู่ในมือของคนไทยด้วยแล้ว ... โปรดสนใจ บทบาทของ สปช.ด้วย

ผู้สมัคร สปช สายสาธารณสุขและสิื่งแวดล้อม มีจำนวนน้อยกว่าสายอื่น
เขียนโดย นินิ   
27 ส.ค. 2014 22:18น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2557  มีผู้สมัครรับเลือกเป็นกรรมการ สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมน้อย เพียง 56 คน  สายอื่นๆ ก็ไม่มากนัก ท่านใดสนใจระบบการเมืองการปกครอง หรือต้องการเข้าไปช่วยกันปฏิรูปบ้านเมืองของเราในด้านใดๆ เชิญสมัครเป็นกรรมการ สปช. ได้จนถึง 2 กันยายน 2557  

กรรมการสรรหา สปช. เลือกได้ นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานสรรหาด้านการศึกษา
เขียนโดย นินิ   
25 ส.ค. 2014 22:39น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2557 การประชุมคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการศึกษา นัดแรกที่ประชุมมีมติเลือก นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา  ทั้งนี้ จากแหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย
.....การประชุมคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านการศึกษา นัดแรกที่ประชุมมีมติเลือก นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหา
ที่ห้องประชุมชั้น 9 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. วันนี้มีการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ด้านการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี / นายกฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา / คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ / นายพรชัย มาตังคสมบัติ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล / นายวรกรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุริกิจบัณฑิตย์ / นายสมชอบ ไชยเวช อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และคุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยเป็นวาระเพื่อเลือกผู้เหมาะสมเป็น ประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ด้านการศึกษา ซึ่งที่ประชุมมีมติเลือก นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาฯ
- See more at: http://61.19.244.31/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5708250020023#sthash.nq6xBxtt.dpuf

แพทย์ท่านใด สนใจสมัครเป็นกรรมการแพทยสภา เชิญสมัครได้ที่แพทยสภา ก่อน 15 กย 57
เขียนโดย นินิ   
25 ส.ค. 2014 22:34น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2557 แพทยสภาเปิดรับสมัครแพทย์ เป็นกรรมการแพทยสภา ในวันที่ 15 สิงหาคม 2557 - 15 กันยายน 2557 ขอเชิญแพทย์ที่สนใจสมัครได้ตามเอกสารละเอียดที่แนบมาพร้อมนี้ 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 25 ส.ค. 2014 22:35น. )
เร็วมาก เผลอนิดเดียว แพทยสภาต้องเลือกกรรมการใหม่อีกแล้ว
เขียนโดย นินิ   
25 ส.ค. 2014 22:28น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2557  ขณะที่การฟ้องคดีปกครองเกี่ยวกับการเลือกตั้งแพทยสภา ใน 2 สมัยที่ผ่านมา ได้รับการฟ้องว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย   บัดนี้ 4 ปีผ่านไป ศาลปกครองยังคงฟังข้อเท็จจริงไม่จบ ยังไม่ได้มีการพิพากษา  แล้วเวลานี้ ก็เข้าครบรอบการเลือกตั้งกรรมการแพทยสภาอีก สมัย เป็นสมัยที่ 3 นับแต่การฟ้องศาลปกครองในคดีเลือกตั้ง ว่ากรรมการแพทยสภาชุดที่ผ่านมา และชุดปัจจุบัน ไม่สง่างามในการเข้าสู่การเป็นกรรมการแพทยสภา เนื่องจากมีครหาว่าเข้าไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย .... บ้านเมืองเรา วิชาชีพอิสระที่ไร้อิสระก็มีให้เห็นอย่างชัดเจน  กรรมการแพทยสภาชุดที่ครองอำนาจต่อเนื่องเข้าสมัยที่ 14 แล้ว ไม่มีผลงานเพื่อแพทย์ เพื่อประชาชนที่โดดเด่นแต่อย่างใด  ไม่ได้มีคนนิยมชมชอบเท่าใด มีแต่คนแปลกใจว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าไม่ควรได้กลับมาอีกนานแล้ว แต่ก็เข้ามาอีกท่ามกลางเสียงส่งสัยว่าการเลือกตั้งอาจไม่สุจริต.... ไม่มีการแก้ไขใดๆ ... หลายคนโทรถาม ไทยทีอาร์แอลว่า อ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา ไม่นำทีมลงสมัครหรือ ... แล้วไทยทีอาร์แอลจะสอบถามและนำมารายงานต่อไป

หน่วยงานสาธารณสุข สนใจ คำสั่ง คสช.ที่ 69/2557 เรื่องมาตรการป้องกันทุจริตฯในหน่วยราชการ
เขียนโดย ยาย่า   
25 ส.ค. 2014 22:21น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2557  ในหลายหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข ในที่ซึ่งมีผู้ทำงานคุณภาพ รักประชาชน รักประเทศชาติ และรอวันที่รัฐจะจริงจังกับการจัดการปัญหาคอรัปชั่นในวงกราชการสาธารณสุข  ยินดีเป็นอย่างมากที่ คสช.ได้มีคำสั่งฉบับที่ 69/2557 กล่าวถึงการให้จริงจังในการป้องกันแก้ไขการทุจริตประพฤติมิชอบ และชอบใจมาที่ ข้อ 4 ระบุให้ผู้บังคับบัญชามีความผิดด้วย หากละเลย

ออกแล้ว มหันตภัย 30 บาทฯ version 2 ยอดพิมพ์พุ่งขึ้น ตามเสียงเรียกร้อง
เขียนโดย นินิ   
25 ส.ค. 2014 22:18น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2557  ไทยทีอาร์แอล ได้รับเสียงสอบถาม ว่า อาจารย์เชิดชู ได้ออกหนังสือ มหันตภัย 30 บาทรักษาทุกโรค ใน version ที่ 2 แล้วใช่หรือไม่  เราได้สัมภาษณ์ท่านอาจารย์ แล้ว ตอบชัดเจนว่า ใช่ เนื่องจากมีแฟนคลับ เรียกร้อง เนื่องจากฉบับที่แล้ว ได้จ่ายออกหมดสิ้นแล้ว และมีเสียงเรียกร้องอีก อจ.จึงได้จัดให้มีการพิมพ์ ครั้งที่ 2 โดยปรับปรุงปกใหม่  และที่สำคัญมีบทสรุปเพิ่มเติม กับทั้ง มอบให้ อจ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล เป็นบรรณาธิการ ติดต่อสอบถาม ได้ที่ 083 2495151 

11 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีโปรดเกล้า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี
เขียนโดย นินิ   
25 ส.ค. 2014 22:06น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2557วันนี้ (25 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.39 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และหัวหน้า คสช. ได้เดินทางเข้าทำพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีคนที่ 29 ณ ห้องเลี้ยงรับรอง 221 อาคาร 2 กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) โดยพิธีดังกล่าวไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมสังเกตการณ์

สำหรับพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ นางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้อัญเชิญพระบรมราชโองการฯ วางบนแท่น และอ่านพระบรมราชโองการฯ

ขณะที่ คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลค.) ได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เล่ม 131 ตอนพิเศษ 159 ง รายละเอียดดังนี้

ประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้บัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตามมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้นําความกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ลงมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2557 เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

จึงทรงพระราชดําริว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัย ให้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 19 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี บริหารราชการแผ่นดินตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 24 สิงหาคม พุทธศักราช 2557 เป็นปีที่ 69 ในรัชกาลปัจจุบัน

ลงชื่อ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พรเพชร วิชิตชลชัย
ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 25 ส.ค. 2014 22:12น. )
เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย แต่งโดย พลเอกประยุทธ์
เขียนโดย นินิ   
24 ส.ค. 2014 22:45น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2557 หวนไปเมื่อ 3 เดือนก่อน  เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย แต่งโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  thaitrl ขอนำมาฝากในา่วนเนื่อหาอีกครั้ง  แล่งข่าวระบุว่าใช้เวลาแต่ง 1 ชั่วโมงและแพร่เสียงและภาพในวันที่ 6 มิย 2557 หลังจากการยึดอำนาจ 2 สัปดาห์   เนื้อเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย

วันที่ชาติและองค์ราชา มวลประชาอยู่มาพ้นภัย
ขอดูแลคุ้มครองด้วยใจ นี่คือคำสัญญา
วันนี้ชาติเผชิญพาลภัย ไฟลุกโชนขึ้นมาทุกครา
ขอเป็นคนที่เดินเข้ามา ไม่อาจให้สายไป

เพื่อนำรักกลับมา ต้องใช้เวลาเท่าไร
โปรด จงรอได้ไหม จะข้ามผ่านความบาดหมาง
เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน
แล้วแผ่นดินที่งดงามจะคืนกลับมา
เราจะทำอย่างซื่อตรง ขอแค่เธอจงไว้ใจและศรัทธา
แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ขอคืนความสุขให้เธอ ประชาชน
วันนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยก็รู้ จะขอสู้กับอันตราย
ชาติทหารไม่ยอมแพ้พ่าย นี่คือคำสัญญา
วันนี้ชาติเผชิญพาลภัย ไฟลุกโชนขึ้นมาทุกครา
ขอเป็นคนที่เดินเข้ามา ไม่อาจให้สายไป
แผ่นดินจะดีในไม่ช้า ความสุขจะคืนกลับมา ประเทศไทย ....

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 24 ส.ค. 2014 22:47น. )
เมื่อประเทศมี คสช. และ หัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรี
เขียนโดย นินิ   
24 ส.ค. 2014 22:26น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2557 นับจากวันที่ สนช.เลือก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี   ให้หลังไม่นาน  ศรีสุวรรณ จรรยา ท้วง ผิด รธน.ของตนเองที่ว่า คสช. เป็น รัฐมนตรีไม่ได้  ขณะที่เลือกพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยังเป็น คสช.อยู่  ..... แล้วอย่างนี้ จะเป็นอย่างไร 

กระทรวงสาธารณสุขหายเพี้ยนแล้ว หลังถูกว่าขรม กรณีปิดประตูเข้ม งวดอ้างความปลอดภัย แท้จริงมีอะไรซ่อนไหม
เขียนโดย นินิ   
24 ส.ค. 2014 22:22น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2557  หลัง คสช.ยึดอำนาจ  ประชาชนดูจะพอใจที่บังเกิดความสงบขึ้นมาขณะหนึ่ง  บรรดาร้านรวงก็เปิดกันดูจะเป็นปกติ  แต่ที่กระทรวงสาธารณสุข กลับมีเรื่องประหลาด อ้างความปลอดภัย สั่งปิดประตูทางเข้าออก จนลำบากในการเคลื่อนย้ายคนทำงานที่ทำงานค้างและต้องการอยู่ต่อเพื่อทำงานให้เสร็จๆ  ปิดประตูมากมายจนจำกันไม่ได้ หลายคนแจ้งผู้สื่อข่าวว่าต้องปีนบันไดลงเข้าออกอย่าทุลักทุเล  ต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทราบว่าเปิดประตูเป็นปกติ หลังจากที่ถูกว่าขรมไปทั่ว  หลายคนข้องใจที่ปิดประตูนั้นเพราะ นพ.ณรงค์ อ้างว่าตนแข็งขัน เดินตาม คสช. โดยเอาใจ คสช.ทุกอย่าง   หวังให้ คสช.ตั้งตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการ และเตรียมตั้งวชิระ เพ็งจันทร์ เป็นรองปลัด สธ. .... ใครๆ ก็ทราบกันทั่วไป .... อนิจจา สา' สุขไทย  

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 24 ส.ค. 2014 22:37น. )
สปช.เงียบเหงา มีผู้สมัครน้อย หลายคนบอกไม่วางใจ มีตัวล๊อกกันมาแล้ว
เขียนโดย ยาย่า   
24 ส.ค. 2014 22:23น.

วันที่ 24 สิงหาคม 2557  สภาปฏิรูป ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นับแต่วันประกาศรับสมัครแล้ว มาถึง ณ.เวลานี้ ยังไม่ได้ถึง 2 พันคน เหตุพบว่า มีการล๊อกตัวกันแล้ว ป่วยการที่จะสมัคร ..... กับทั้งหลายคณะกรรมการสรรหา ล้วนมีคุณภาพไม่ถึง เช่นกรรมการสรรหา ชุด สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม มีอย่างตัวแทน NGO จัดตั้งเฉพาะกิจเข้ามา เช่น จากสมาคม/มูลนิธิ เพื่อผู้สูงอายุ แบบเดียวกับที่ พวกหมอตระกูล ส. ได้ตระกราม เข้ายึด สปสช./สสส./สช./ สวรส.  จนใครๆ ก็เืือมเต็มทน ... หลายคนนึกปล่อยให้เป็นเช่นนั้นเอง... ให้วอดกันไปต่อหน้า ไม่ต้องท้วงกันแล้วสาธารณสุขบ้านเรา  

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( 24 ส.ค. 2014 22:31น. )
TPG หรือกลุ่มคนไทยรักชาติ ส่งโนติส แจ้้งเตือน คริสตี้ แครี่ และโอบลาม่า
เขียนโดย นินิ   
16 ก.ค. 2014 21:49น.

วันที่ 16 กรกฎาคม 2557 เมื่อสัปดาห์ก่อน  พญ.อรพรรณ์ เมธาดิลกกุล สมชิกกลุ่มคนไทยรักชาติ หรือ Thai Patriot's Group หรือ TPG ยื่นหนังสือถึง Kristie, Kerry, Oblama แห่งสหรัฐอเมริกา ให้ยุติการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย  ถามกลับว่า อเมริกา ร่วมกับทักษิณ ปล้นทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำมัน และแร่ธาตุ จากประชาชนไทยใช่หรือไม่  จึงต้องออกมาสนับสนุนรัฐบาลที่ฉ้อโกงประชาชนของไทยอย่างชัดเจน   หากอเมริกาเห็นว่า ทักษิษ ดี หรือเก่ง ก็รับเอาทักษิณไปเป็นของอเมริกา และให้เป็นรองประะานาธิบดีฝ่ายเศรษฐกิจ แล้วคนอเมริกันจะได้มีประสบการณ์เลวๆแย่ๆ อย่างที่คนไทยได้ประสบมาก่อนนี้ 

ข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ต่อไป > สุดท้าย >>