คมชัดลึกวันนี้ เสนอข่าวเด่น "พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ?หมอผ่าศพ ชำแหละ!!เหลือบสธ.
เขียนโดย ใบไม้   
16 ส.ค. 2010 13:23น.

"พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญหมอผ่าศพ ชำแหละ!!เหลือบสธ.

คมชัดลึก : บุคคลแรกที่ถือได้ว่าออกมาเปิดเผยถึงความไม่เป็นธรรมของร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ.... ต่อสื่อมวลชน คือ แพทย์หญิงประชุมพร บูรณ์เจริญ รองประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(รพศ./รพท.) ถึงวันนี้คุณหมอพร้อมเปิดปูม กระบวนการล้มกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ต่อ นสพ. "คม ชัด ลึก"

 พญ.ประชุมพร ออกตัวว่าเป็น แพทย์พันทาง เพราะใช้ครึ่งหนึ่งของชีวิตคลุกคลีทำงานในโรงพยาบาลชุมชน(รพช.)หรือโรงพยาบาลระดับอำเภอ โดยเฉพาะจังหวัดตามแนวชายแดนภาคอีสาน และอีกครึ่งชีวิตทำงานในโรงพยาบาล(รพ.)ประจำจังหวัด ทำให้มั่นใจว่าเป็นผู้หนึ่งที่รู้ข้อมูลในระบบสาธารณสุขไทยค่อนข้างรอบด้าน และการเป็น พยาธิแพทย์ ประจำรพ.สุรินทร์ จึงถนัดเรื่องการชำแหละสิ่งไม่ชอบมาพากลมากเป็นพิเศษ

 ย้อนไปสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) พญ.ประชุมพร ฝึกงานที่ รพ.พล จ.ขอนแก่น มี นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นผอ. จึงมีโอกาสได้พบปะกับรุ่นพี่ๆ เช่น นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงษ์ และ นพ.ประเวศ  วะสี ที่เดินทางไปเยี่ยมรุ่นพี่เหล่านี้ และได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์การเป็นแพทย์ชนบท จนศรัทธามาก ใฝ่ฝันอยากทำงานเป็นแพทย์ในรพช.ทั่วประเทศ บวกกับพื้นเพเดิมเป็นคน อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์ ติดกับอ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคม จำได้ว่าสมัย นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็น ผอ.รพ.พยัคฆภูมิพิสัย ชาวบ้านรักมาก ในขณะนั้นจึงรวมตัวแพทย์ที่อุดมการณ์เดียวกัน ตั้งชมรมแพทย์ชนบท

 เวลาผ่านไปเกือบ 30 ปี หลายสิ่งเปลี่ยนแปลง พญ.ประชุมพร ประสบความไม่เป็นธรรมในวงการสาธารณสุข เด่นชัดที่สุดช่วงที่มีการผลักดันให้จ่ายค่าตอบแทนให้แก่แพทย์ชนบทหรือแพทย์รพช.มากขึ้น ทั้งที่ภาระงานน้อยมากหากเทียบกับโรงพยาบาลจังหวัด ซึ่งเฉพาะห้องคลอดมีคนไข้ 30 รายต่อวันขณะที่รพช.มีคนไข้ราว 30 รายต่อเดือน แต่กลับไม่ได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม เพียงเพราะไม่ได้ทำงานในชนบท โดยไม่ได้ดูถึงภาระงานแม้แต่น้อย อีกทั้ง พบความไม่ชอบมาพากล ประหนึ่งมี กระบวนการจ้องล้มกระทรวงสาธารณสุข ค่อยๆ ทำให้ลีบเล็กลงจนล้มในที่สุด เหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือของกลุ่มแพทย์เอ็นจีโอ

 และยังผลักดันตั้งองค์กรใหม่ๆ โดยเฉพาะ "องค์กรสารพัดส." ด้วยการอ้างว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ ก่อนที่จะจัดคนของตนเองเข้าไปบริหาร ซึ่งบางแห่งรับผิดชอบบริหารจัดการเงินกองทุนจำนวนมาก โดยที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณได้

 องค์กรต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมีประโยชน์ แต่ที่เป็นประโยชน์ทับซ้อนของกลุ่มบุคคลมากกว่าประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ เช่น การนำเงินเดือนของแพทย์สังกัดสธ.รวมไว้กับเงินเหมาจ่ายรายหัวของผู้ใช้สิทธิบัตรทอง ซึ่งเงินรายหัวแท้ๆ เมื่อหักเงินเดือนบุคลากรสธ.ออกแล้ว เงินตกถึงประโยชน์ประชาชนน้อย แต่จะมีผลต่องบฯ บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่กฎหมายเขียนให้หักไว้ 1%ของงบฯ เหมาจ่ายรายหัวทั้งหมด ปีละไม่น้อยกว่าพันล้านบาท

 องค์กรสารพัด ส. มี ประ-รมาจารย์" เป็นบุคคลที่มีภาพลักษณ์ดีในสังคมกำกับดูแลสูงสุด โดยที่คนในเครือข่าย ล้มสธ.นับถือเป็น อาจารย์ปู่ คอยให้คำปรึกษาและนำแนวทาง มี อาจารย์พ่อ ซึ่งบางคนแม้อยู่นอกกระทรวงแต่ยังมี ลูกทีม ในสธ.ทำหน้าที่ขับเคลื่อนผลักดันนโยบายของกลุ่ม อีกทั้งมี ลูกทีม เป็นแพทย์ในรพช.ราว 20 คน แต่รัฐบาลกลัวมาก เป็นเครื่องมือออกหน้าสู่สาธารณะ และมีเครือข่ายประชาชนบางกลุ่ม คอยสนับสนุนแนวคิด โดยมี สื่อ ช่วยกระพือความต้องการ ทุกครั้งจึงมักประสบความสำเร็จ

 สมัย นพ.มงคล ณ สงขลา เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีนพ.อำพล จินดาวัฒนะ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท เป็นเลขานุการ มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) ซึ่งปัจจุบัน นพ.อำพลรับตำแหน่งเป็นเลขาธิการสช. และในอดีตนพ.อำพลร่วมผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กับนพ.สงวน ผ่าน นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เพื่อนพ้องน้องพี่แพทย์รามาธิบดี

 เช่นเดียวกับร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ที่มีการยกร่างในสมัยนพ.มงคล จึงน่าเชื่อได้ว่าทันทีที่มีการตั้ง "กองทุน" และ "สำนักงาน" มากำกับดูแล กลุ่มคนและเครือข่ายก็จะเข้ามาบริหารจัดการเงินที่เรียกว่า งบฯ บริหารสำนักงานซึ่งใช้ได้ถึง 10% ของยอดเงินกองทุนในแต่ละปี เข้าข่าย "ชงเอง บริหารเอง" และอาจจะ...เหมือนที่ผ่านมา

 “กระบวนการนี้ฝังรากมานาน ถ้าปล่อยผ่านต่อไป ประชาชนจะไม่รู้ ในอนาคตจะเกิดกระทรวงสาธารณสุขซ้อนกระทรวงสาธารณสุข จนทำให้อำนาจรัฐหรือสธ.อ่อนแอลงเรื่อยๆ แบบค่อยๆ เสียจนล่มสลาย โดยที่คนไม่รู้ ซึ่งจะไม่ได้ประโยชน์ต่อประเทศ แต่จะเกิดประโยชน์ต่อกลุ่มคนบางกลุ่ม จึงไม่เข้าใจว่าคนกลุ่มนี้ต้องการอะไร ต้องการแสวงหาอำนาจไม่มีสิ้นสุด หรือต้องการให้ได้สำนักงานที่อยู่เหนืออำนาจรัฐแบบไม่รู้จักพอไปเรื่อยๆ เหมือนตกอยู่ในมนตราอำนาจพญ.ประชุมพรกล่าว

 บางคนในกระบวนการเป็นคนแค้นฝังหุ่นมาก เก็บหลักฐานเพื่อเล่นงานคนอื่นนานนับสิบปี แต่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใส รวมถึงงบฯ ไทยเข้มแข็งซึ่งโรงพยาบาลจังหวัดจะได้รับการจัดสรรเพื่อสร้างอาคารผู้ป่วยหลังจากที่ไม่ได้มานานกว่า 10 ปี โดยได้รับมากกว่ารพช.และยังไม่มีการทุจริต กลับอนุมานว่าจะต้องมีการทุจริต จึงเข้าใจได้ว่าเป็นผลจากการที่คนในกระบวนการคนหนึ่งต้องการดันเพื่อนตนเองเป็นปลัดสธ. เมื่อไม่ได้ดังใจ ทำให้ต้องเขี่ย รมว.สาธารณสุขทิ้ง และหาเรื่องแขวนปลัดสธ.คนปัจจุบัน

 กระบวนการเหล่านี้ คนในแวดวงสาธารณสุขส่วนใหญ่รับรู้กันดี แต่ไม่มีใครอยากยุ่ง เพราะมีแต่จะเสียกับเสีย เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้ มีต้นทุนทางสังคมสูงและภาพลักษณ์ดี ซึ่ง พญ.ประชุมพร บอกว่า "หมอเป็นคนต้นทุนทางสังคมต่ำ จึงไม่กลัวและไม่มีตำแหน่งใดให้ใครมาอาคืน"

 “ปกติหมอเป็นคนรักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด จะทนไม่ได้เลยหากเห็นความไม่เป็นธรรม และคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเตือนสติคนหลงมนตราของอำนาจ ซึ่งไม่แน่ใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะรู้ตัวหรือไม่ว่าเปลี่ยนไปพญ.ประชุมพร กล่าวทิ้งท้าย