Polls

ท่านเห็นด้วยกับการเข้าชื่อเสนอร่าง พรบ.ระเบียบข้าราชการสาธารณสุข หรือไม่
  

Who's Online

ขณะนี้มี 21 บุคคลทั่วไปออนไลน์

Visitor Counter

Today824
Yesterday957
Week2643
Month18002
ทั้งหมด971271

(C) Fliesenstadt

Login Form

ชื่อสมาชิก

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่

Other Menu

Administrator
เบื้องหลังการควบคุมการควบคุมการจ่ายยาในระบบสวัสดิการข้าราชการ
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
08 ม.ค. 2013 12:03น.

เบื้องหลังการควบคุมการจ่ายยาในระบบสวัสดิการข้าราชการ(แก้ไข)
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา
ประธานสหพันธ์ผู้ปฏบัติงานด้านการแพทย์
และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย (สผพท.)
31 ธันวาคม 2555
  

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีปฏิทินพ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นวันสิ้นปี และพรุ่งนี้ก็จะเป็นวัน เริ่มศักราชใหม่ สิ่งที่คนทั่วไปทุกวงการมักจะชอบทำในวันสิ้นปีก็คือ มักจะทบทวนว่าในปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญๆอะไรเกิดขึ้นบ้าง
สำหรับในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุขในบ้านเรา ข่าวใหญ่ระดับ Amazing Thailand ตามความเห็นของผู้เขียนเรื่องนี้ เห็นจะไม่มีข่าวใดเด่นดังไปกว่าข่าวที่นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ประชาชนนำยาเก่าที่ได้ไปจากโรง พยาบาลแล้วไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่หมดแล้วเอามาแลกไข่ไปกิน

    ซึ่งโครงการนี้คงเป็นโครงการหนึ่งเดียวในโลกใบนี้ ยังไม่เคยเห็นประเทศไหนเลย ที่มีโครงการแจกยาฟรีตามแต่ที่ประชาชนจะเรียกร้องเอาจากโรงพยาบาล และเมื่อมียาเหลือใช้ ก็เอากลับมาแลกไข่กินได้อีก
  ประชาชนคงจะชื่นชอบโครงการนี้มาก เห็นในข่าวมีการตั้งแถวหอบยาเก่ามาเป็นหอบๆเพื่อมารอรับแลกไข่กันมากมายเป็น แถวยาว

   แต่สุดท้ายแล้วหลังจบโครงการนี้ กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้สรุปออกมาว่าโครงการนี้ให้บทเรียนอะไรแก่วงการ แพทย์และสาธารณสุขบ้าง มีประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างไรบ้าง นอกจากการเสียงบประมาณซื้อยามากๆ แล้วไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าตามวัตถุประสงค์ของการจ่ายยา แล้วก็ให้โอกาสประชาชนเอายาราคาสูงมาแลกไข่ได้ครั้งละ สี่ซ้าห้าฟองเท่านั้นเอง
   แต่ในช่วงหลังจากโครงการเอายาเก่ามาแลกไข่หมดไปไม่นาน นายวิทยา บุรณะศิริ ก็ประกาศให้ประชาชนที่เคยได้รับการรักษาในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 48 ล้านคน ที่เคยได้รับการรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย ให้กลับมาจ่ายค่ารักษาสุขภาพครั้งละ 30 บาท แต่ก็กำหนดข้อยกเว้นมากมายถึง 21 ข้อรวมถึงว่าถ้าไม่อยากจ่ายเงินก็เลือกที่จะไม่จ่ายก็ได้ โดยได้บอกเหตุผลว่าการกำหนดให้ประชาชนร่วมจ่ายเงินครั้งละ 30 บาทในการไปรับการรักษาสุขภาพ ก็เพื่อจะพัฒนาบริการให้ดีขึ้น จนถึงกับประกาศว่าจะให้บริการประชาชนตลอดเวลาโดยไม่มีการหยุดพักเที่ยง
     การประกาศของนายวิทยา บุรณศิริในการกำหนดเก็บเงินและข้อยกเว้นในการไม่เก็บเงิน 30 บาท ก่อให้เกิดความสับสนแก่ประชาชนและก่อให้เกิดความยุ่งยากแก่ผู้ปฏิบัติงาน จนมีโรงพยาบาลบางแห่งประกาศจะไม่เก็บเงินเลย เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
   ผลงานของกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแบบนี้เองและ อีกหลายๆเรื่อง อาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้นายวิทยา บุรณะสิริถูกปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้ทำให้มีการแต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการและช่วยว่าการทั้ง 2 คนมาจากผู้มีดีกรีและประสบการณ์การทำงานเป็นแพทย์
    ก่อนหน้าที่รัฐมนตรีใหม่จะได้รับตำแหน่งได้ไม่นาน กระทรวงการคลังได้ออกหนังสือ 3 ฉบับ ส่งตรงถึงหัวหน้าส่วนราชการทุกแห่ง และผู้อำนวยการทุกโรงพยาบาล มีใจความสำคัญคือ การห้ามข้าราชการและผู้ได้รับสิทธิในระบบสวัสดิการข้าราชการเบิกค่ายากลูโค ซามีนซัลเฟตในการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม การห้ามผู้ป่วยโรคเรื้อรังลงทะเบียนรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 1 แห่ง และการห้ามแพทย์สั่งยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติให้แก่ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการ ข้าราชการ นอกจากจะปฏิบัติตามขั้นตอน 6 ข้อของกรมบัญชีกลางแล้วเท่านั้น 
    ซึ่งคำสั่งของกระทรวงการคลัง ได้ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ข้าราชการที่ไม่ได้รับยาที่เหมาะสมที่สุดในการ รักษาอาการป่วยหลายๆโรค แต่อย่างไรก็ตามเมื่อข้าราชการหลายส่วนได้รวมตัวกันในนามชมรมพิทักษ์สิทธิ ข้าราชการ เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งของกระทรวงการคลังดังกล่าว รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุขเอง ได้ออกมาคัดค้านคำสั่งของกระทรวงการคลังด้วยรูปแบบต่างๆกัน ทำให้กระทรวงการคลังยอมยกเลิกคำสั่งห้ามเบิกยากลูโคซามีน และยกเลิกการห้ามการรักษาโรคเรื้อรังในหลายโรงพยาบาล
   แต่กระทรวงการคลังยังไม่ยอมยกเลิกคำสั่งห้ามใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยคำสั่งให้แพทย์จ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยเฉพาะยาในบัญชียาหลักแห่งชาติยังมีผล ใช้บังคับอยู่ และมีบทกำหนดโทษแก่แพทย์และโรงพยาบาลที่จ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติให้แก่ ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการว่า จะเรียกเงินค่ายาคืนจากแพทย์ผู้สั่งยานั้นๆ
    ผู้ป่วยที่เคยได้รับการรักษาและควบคุมอาการป่วยได้ดีจากยานอกบัญชียาหลัก แห่งชาติ จะไม่ได้รับยาที่เคยได้รับอีกต่อไป เพราะแพทย์จะไม่กล้าสั่งจ่ายยาเดิมที่ผู้ป่วยเคยได้รับ เนื่องจากกระทรวงการคลังยังไม่มีคำสั่งยกเลิกการห้ามจ่ายยานอกบัญชียาหลัก แห่งชาติดังกล่าว ผู้ป่วยต้องหวนกลับมาเริ่มกินยาที่มีในบัญชียาหลักที่มีผลข้างเคียงและอาการ อันไม่พึงประสงค์มากมาย จนกว่าจะมีอาการแทรกซ้อน หรือรักษาครบกำหนด (ครบ course) แล้วไม่หาย ตามข้อบังคับของกระระทรวงการคลังตามลำดับถึง 6 ข้อ แล้วหมอจึงจะยอมเปลี่ยนมาเป็นยาเดิมที่ผู้ป่วยเคยได้รับ ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบของกระทรวงการคลังที่ กค๐๔๒๒.๒/ว.๑๑๑ ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๕ ไม่เช่นนั้น กระทรวงการคลังจะเรียกเงินคืนจากหมอ ตามที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งไปแล้ว
    ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการที่พอมีเงินบ้างก็ต้องยอมจ่ายเงินเอง เพื่อซื้อยาที่ได้ผลดีที่เคยกินอยู่ ส่วนข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือข้าราชการแก่ๆที่เกษียณอายุราชการและได้รับ เงินบำนาญอันน้อยนิดจนแทบจะไม่พอใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ก็จำต้องยอมกินยาในบัญชียาหลัก แล้วค่อยไปรายงานหมอว่ามีอาการแทรกซ้อนหรืออาการอันไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น หรืออาการเลวลงจออาจจะเป็นผลเสียหายแก่สุขภาพแล้ว หมอจึงจะกล้าเปลี่ยนยาให้ดีเหมือนเดิม (เนื่องจากหมอที่รักษาผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการ ก็คือข้าราชการ ที่ได้เงินเดือนน้อยนิดจากราชการ คงไม่กล้าเสี่ยงที่จะถูกบังคับให้จ่ายเงินค่ายาแทนผู้ป่วยตามที่กรมบัญชี กลางสั่งได้)
นพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนใหม่ และประธานกรรมการกำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ การเบิกจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยและค่าบริการทางการแพทย์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลไม่ได้ห้ามใช้ยานอกบัญชียาหลัก แต่ให้ใช้ได้ตามข้อบ่งชี้ตามมาตรฐานการแพทย์แต่ละสาขาเท่านั้น (1)โดยจะเพิ่มเติมข้อกำหนดว่า ให้อนุญาตให้ใช้ได้ตามข้อบ่งชี้ทางวิชาชีพที่มีผู้เชี่ยวชาญ โดยจะเสนอมติของคณะกรรมการฯเข้าสู่ครม. และแจ้งให้หน่วยราชการอื่นๆทราบต่อไป
     ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้สั่งตั้งคณะกรรมการที่จะกำหนดแนวทางเวชปฏิบัติ(Clinical Practice Guidelines CPG) เพื่อกำหนดว่า โรคอะไร จะใช้ยาอะไรได้บ้าง ซึ่งจะเป็นปัญหาใหญ่ต่อไปในอนาคต เพราะการรักษาผู้ป่วยนั้นแม้จะป่วยด้วยโรคเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ยารักษาได้แบบเดียวเท่านั้น และการรักษาโรคไม่มีข้อกำหนดตายตัวที่จะรักษาได้แบบเดียวเท่านั้น
     ผู้พิพากษาศาลฏีกาท่านหนึ่งได้กล่าวว่า ถ้ามีการกำหนดแนวทางเวชปฏิบัติแล้ว (CPG)แล้ว แพทย์ไม่ทำตามขั้นตอนตามแนวทางการรักษานั้นๆ แพทย์อาจจะถูกตัดสินลงโทษได้ ถ้าถูกฟ้องร้อง แม้แพทย์จะมีเหตุผลที่ดีกว่าในการที่จะเลือกรักษาแบบอื่นที่ดีกว่าที่กำหนดไว้ใน แนวทางเวชปฏิบัติ
จึงเห็นได้ว่าสภาวิชาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัย คงไม่พร้อมที่จะกำหนดแนวทางเวชปฏิบัติ เพราะจะเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยและอันตรายต่อแพทย์ที่อาจจะถูกฟ้องร้องและถูก ตัดสินลงโทษได้
   ทั้งนี้ก็เพราะว่า การเจ็บป่วยในผู้ป่วยแต่ละคนย่อมมีอาการและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน มีความแตกต่างของอวัยวะต่างๆและร่างกายแตกต่างกันไป การรักษาผู้ป่วยจึงไม่สามารถที่จะวางระเบียบการรักษาเป็นขั้นตอนเหมือนกัน ได้ทุกคน

   การรักษาโรคจึงไม่เหมือนการตัดเสื้อโหล ที่ทุกคนสามารถใส่ได้พอดีเหมือนกันทุกคน แพทย์จึงต้องเป็นผู้พิจารณาและตัดสินใจ ในการที่จะเลือกวิธีการรักษาหรือเลือกยาแบบเดียวโดยเฉพาะเท่านั้น เพื่อจะรักษาผู้ป่วยของตนให้ได้ผลดีที่สุด

  CPG หรือแนวทางเวชปฏิบัติ จึงควรเป็นเพียง “แนวทาง” ที่แพทย์ควรพิจารณา แต่ไม่ได้หมายความว่า แพทย์จะต้องฏิบัติตามแนวทางนี้เท่านั้น
   ฉะนั้นการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะอนุญาตให้แพทย์ใช้ยานอกบัญชี ยาหลักแห่งชาติได้ ตามที่ผู้เชี่ยวชาญกำหนดนั้น คงไม่สามารถกำหนดได้ในเวลาข้ามคืน เพื่อให้ทันใช้ในเดือนมกราคมนี้แน่

  ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยในระบบสวัสดิการข้าราชการ จะยังไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจากยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติอีกต่อไปนาน มากๆ
   ประชาชนที่อยู่นอกเหนือวงการแพทย์ คงจะไม่เข้าใจว่า การที่กระทรวงการคลังสั่งห้ามจ่ายยาในระบบสวัสดิการข้าราชการ นั้นจะเกิดผลเสียหายอย่างไร ผู้เขียนขออธิบายว่า วิชาการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลป้องกันแก้ไขรักษาและฟื้นฟูสุขภาพนั้น เป็นวิชาการที่ไม่หยุดนิ่ง มีการพัฒนาแก้ไขเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ก้าวหน้าตลอดเวลา รวมทั้งยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์และเทคโนโลยีในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค และการรักษาหรือยาบางอย่างอาจจะดีที่สุดสำหรับโรคนั้นๆในยุคสมัยหนึ่ง แต่ต่อมาการรักษาแบบนั้นหรือยาแบบนั้นก็อาจจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เนื่องจากเชื้อดื้อยา หรือมีการพัฒนายาหรือวิธีการรักษาใหม่ๆที่ได้ผลดีกว่ายาหรือวิธีการรักษา เดิมๆ จากที่รักษาไม่หาย กลายเป็นรักษาหายได้ ทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้น
การบังคับให้แพทย์จ่ายยาเฉพาะยาในบัญชียาหลักแบบเดิมๆ เป็นยาตัวแรกในการรักษาผู้ป่วย จึงอาจจะมีผลเสียหายแก่ผู้ป่วยอย่างมาก เพราะอาจจะรักษาไม่หาย ดื้อยา จนอาการป่วยรุนแรงเกินที่จะเยียวยาให้คืนดีได้ในภายหลัง และการบังคับแบบนี้ เป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณหรือจริยธรรมทางการแพทย์ เนื่องจากครูอาจารย์จะสอนแพทย์ทุกคนเสมอ.ว่า ให้เลือกใช้ยาที่เหมาะสมที่สุดเป็นอย่างแรกในการรักษาผู้ป่วย เรียกว่า “First line Drug” หรือ “Drug of Choice”แต่คำสั่งของกระทรวงการคลังทำให้แพทย์ไม่สามารถจะสั่งจ่ายยาที่ว่านี้ได้ หรือถ้าแพทย์ยังขืนยืนยันว่าผู้ป่วยจะต้องได้ยานี้ บุคลากรห้องยา(คือเภสัชกร)ที่ได้รับคำสั่งจากผู้อำนวยการให้ทำตามระเบียบ ของกรมบัญชีกลาง ก็จะไม่ยอมจ่ายยาที่หมอสั่ง ยกเว้นผู้ป่วยจะยอมจ่ายเงินเอง
 การออกคำสั่งของกระทรวงการคลังนอกจากจะละเมิดสิทธิผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแล้ว ยังเป็นการละเมิดสิทธิข้าราชการที่ยอมรับเงิน เดือนน้อยกว่าภาคเอกชน เนื่องจากมีพันธะสัญญาว่าจะได้รับสวัสดิการในการรักษาพยาบาล
เบื้องหลังของการออกระเบียบของกระทรวงการคลัง
   หน่วยงานที่อยู่เบื้องหลังการออกระเบียบของกระทรวงการคลังก็คือ สำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.)

  จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีความพยายามจากสำนักงานวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ที่จะออกระเบียบกำหนดขอบเขตการสั่งจ่ายยาในระบบสวัสดิการข้าราชการที่ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆตามที่ได้วางแผนการไว้ตลอดมาคือ

  1. ในปีพ.ศ. 2550 สวรส.ได้เสนอให้ครม.แต่งตั้ง สำนักพัฒนาตรวจสอบระบบการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบสวัสดิการข้า ราชการ(สพตร.) โดยให้สพตร.เป็นเครือข่ายของสวรส.
  2.  สพตร.ได้ไปตรวจสอบการเบิกจ่ายยาของระบบสวัสดิการข้าราชการของโรงพยาบาลระดับ สูง (2) (ไม่ใช่โรงพยาบาลชุมชน) ได้แก่รพ.ทั่วไป รพ.ศูนย์การแพทย์ รพ.มหาวิทยาลัย รพ.สังกัดกลาโหมและอื่นๆ พบแพทย์สั่งใช้ยานอกบัญชียาหลักมากเฉลี่ย 66% โดยมียานอกบัญชียาหลักที่มีมูลค่าการใช้สูงอยู่ 9 รายการคือ(3)
    1.ยาลดอาการข้อเข่าเสื่อม (glucosamine)
    2.กลุ่มยาลดไขมันในเลือด (antilipidemia)
    3.ยาป้องกันโรคกระดูกพรุน (drug affecting bone metabolism)
    4.กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร(antiulcerant/variceal bleeding)
    5.กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ ( NSAIDs/ anti-osteoarthritis)
    6. กลุ่มยารักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบคั่งเลือด (ACEI)
    7.กลุ่มยาลดความดันโลหิต (ARBS)
    8.กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเลือด (antiplatelets)
    9.กลุ่มยารักษามะเร็ง (anticancers)
  3. มาตรการของกรมบัญชีกลาง

 หลังจากที่สพตร.ได้พบว่า ข้าราชการเบิกยามากที่สุด 9 กลุ่มดังกล่าวแล้ว แทนที่สตร.และสวรส.จะเสนอให้รัฐบาลทบทวนรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ว่าไม่ครอบคลุมการรักษาโรคที่ยุ่งยากซับซ้อน สพตร.และสวรส.กลับไปเสนอให้กระทรวงการคลัง ยุติการให้สิทธิข้าราชการในการเบิกยาเหล่านี้

4.การแก้ไขพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในปีพ.ศ. 2553 จากเดิมที่กำหนดว่า ข้าราชการสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามที่จ่ายจริง แก้มาเป็นให้ข้าราชการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ตามระเบียบของกระทรวงการคลังเท่านั้น

  โดยกรมบัญชีกลางตั้งเป้าหมายว่าจะควบคุมการเบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติใน 3 กลุ่มยาในปีพ.ศ. 2554 คือ
1.ยาลดอาการข้อเข่าเสื่อม (glucosamine)
2.กลุ่มยาลดไขมันในเลือด (antilipidemia)
3.ยาป้องกันโรคกระดูกพรุน (drug affecting bone metabolism)
และวางแผนมาตรการในปี 2555คือ
1.กลุ่มยาลดการเป็นแผลและเลือดออกในกระเพาะอาหาร(antiulcerant/variceal bleeding)
2.กลุ่มยาต้านอักเสบที่มิใช่สเตียรอยด์ ( NSAIDs/ anti-osteoarthritis)
3. กลุ่มยารักษาความดันโลหิตสูงและภาวะหัวใจล้มเหลวแบบคั่งเลือด (ACEI)
4.กลุ่มยาลดความดันโลหิต (ARBS)
5.กลุ่มยาป้องกันการเกาะตัวของเลือด (antiplatelets)
6.กลุ่มยารักษามะเร็ง (anticancers)
และกำหนดมาตรการในปีงบประมาณ 2556 คือ กำหนดมาตรการควบคุมการเบิกจ่ายค่ายาโดยนำราคากลางหรือราคาอ้างอิงมาใช้ในการ เบิกจ่ายยานอกบัญชียาหลักฯที่มีราคาแพงและสามารถใช้ยาในบัญชียาหลักฯทดแทน ได้ ส่วนที่เกินราคากลางให้ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมจ่าย(4)
จะเห็นได้ว่าสวรส .และเครือสถาบันคือสพตร. รวมทั้งเครือข่ายเอ็นจีโอ (5)และสวปก.(6) ต่างก็ออกมาประสานเสียงเหมือนกันในการควบคุมการใช้ยาในระบบราชการ พอรมว.สธ.บอกให้เบิกกลูโคซามีนได้ เอ็นจีโอ(5)ก็ออกมา จวกรัฐมนตรีเละ
จะเห็นได้ว่าตอนนี้รัฐมนตรีก็ออกมาพูดตามแผนของสวรส.และเครือข่ายคือ(1) จะใช้มาตรการบริหารยาแบบใหม่ตามแนวทางที่สวรส.วางไว้ร่วมกับกรมบัญชีกลาง ล่วงหน้าตั้งแต่ปีพ.ศ. 2553
และยังจะดำเนินการตามมาตรการของสวรส.และสวปก.ต่อไป(6) ในการที่จะเดินหน้าห้ามข้าราชการเบิกยากลุ่มอื่นๆอีกต่อไป
ฉะนั้นผู้เขียนจึงอยากจะเตือนข้าราชการว่า สวรส.และเครือข่ายได้วางแผนร่วมกับกรมบัญชีกลางไว้หลายปีแล้ว ในการจะลิดรอนสิทธิ์ข้าราชการ และมีการดำเนินการตามแผนการมาโดยตลอด แต่ที่ยังทำไม่สำเร็จก็เพราะข้าราชการรวมพลังกันต่อต้านเอาไว้ ถ้ากลุ่มข้าราชการเผลอไผลเมื่อไร แผนการของพวกเขาก็จะสำเร็จตามแผนการแน่นอน

ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการที่แพทย์ถูกบังคับให้จ่ายยาตามคำสั่งนักบัญชีและสวรส.ก็คือ
1.ผู้ป่วยจะไม่ได้รับยาที่เหมาะสมที่สุดในเวลาที่จำเป็นและถูกต้องที่สุด ทำให้อาการเจ็บป่วยไม่ทุเลา แต่กลับจะมีอาการแทรกซ้อน อาการอันไม่พึงประสงค์ หรือรักษาไม่หาย ตายหรือพิการ

2. แพทย์ในภาครัฐจะขาดแคลนต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากแพทย์ในภาครัฐจะขาดอิสรภาพทางวิชาการในการรักษาผู้ป่วยของตน แพทย์ที่ทนถูกบีบคั้นในการจำกัดการประกอบวิชาชีพ ก็จะลาออกจากราชการ ไปทำงานในรพ.เอกชน ที่แพทย์สามารถใช้ความรู้และวิจารณญาณของตนในการสั่งยาและสั่งการรักษาผู้ ป่วยได้ ตามที่เป็นผู้ประกอบวิชชีพอิสระ
3. วิชาการแพทย์ไทยจะไม่มีการพัฒนา ในด้านการรักษาผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ที่ก้าวทันโรค(และโลก) เพราะแพทย์ส่วนใหญ่ในระบบราชการจะไม่มีประสบการณ์ในการใช้ยาหรือเทคโนโลยี ใหม่ๆในการรักษาเลย เนื่องจากกฎเหล็กของนักบัญชีและผู้บริหารกองทุนสุขภาพภาครัฐ ที่บังคับให้แพทย์ใช้ยาเฉพาะที่มีในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น

ทั้งนี้เนื่องจากผู้ป่วยในกองทุนสุขภาพภาครัฐทั้ง 3 กองทุนที่รับผิดชอบในการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชนมากกว่า 90 %ของประชาชนไทยทั้งหมด คือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ต่างก็ตกอยู่ใต้กฎระเบียบการให้ใช้ยาเฉพาะในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น
4.ผู้บริหารประเทศไม่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน คิดถึงแต่การประหยัดงบประมาณด้านการสาธารณสุข ซึ่งเป็นที่น่าประหลาดมากที่ประเทศไทยสามารถใช้งบประมาณแผ่นดินหรือเงินส่วนตัว ในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยได้ทุกชนิดตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ มีการคอรัปชั่นทุกวงการตั้งแต่นักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน เอ็นจีโอและองค์กรพิเศษตามพระราชบัญญัติเฉพาะต่างๆ ที่สูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปมากมายมหาศาล

 แต่ผู้บริหารประเทศกลับมาจำกัดเงินในการ รักษาสุขภาพอย่างเดียว ทั้งๆที่สุขภาพคือปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คนที่สุขภาพไม่ดีย่อมไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพแน่ นอน ทรัพยากรมนุษย์ไทยคงถึงคราววิบัติในไม่ช้านี้ หรืออายุขัยสั้นลงแน่นอน
5.การแพทย์ภาครัฐสำหรับประชาชนทั่วไปจะตกต่ำกว่ามาตรฐานโลก จะมีการพัฒนาเฉพาะการแพทย์ภาคเอกชน ไว้สำหรับดูแลรักษาผู้ที่มีเงินจ่ายเอง คือผู้ร่ำรวยหรือมีอันจะกิน และชาวต่างชาติเท่านั้น ส่วนประชาชนไทยเจ้าของประเทศส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจนหรือปานกลางคงจะเป็นผู้ด้อยโอกาสในการจะได้รับการดูแลรักษาสุขภาพจากภาครัฐอย่างแน่นอน
6.สถาบันการศึกษาแพทย์ของไทยก็จะตกต่ำ เนื่องจากอาจารย์ไม่มีประสบการณ์ในการใช้ยาและเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงไม่สามารถที่จะได้เรียนรู้ถึงความก้าวหน้าในเรื่องยา เครื่องมือแพทย์ละเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆอย่างไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้วิทยาการและประสบการณ์ในทางวิชาการแพทย์ไทยถอยหลังเข้าคลอง

7.ประชาชนไทยจะขาดโอกาสที่จะมียาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงมาใช้รักษาสุขภาพอีกต่อไป  ทั้งนี้ ถ้าประชาชนส่วนใหญ่มากกว่า 90% ที่ได้รับการรักษาจาก3 กองทุนสุขภาพภาครัฐ ที่ได้รับแต่ยาเก่าๆเดิมๆ ยาใหม่ๆก็คงไม่เข้ามาขายในประเทศเพราะขายไม่ออก บริษัทยาใหม่ๆก็คงไม่ส่งยามาขายในเมืองไทย เพราะขายได้น้อยเฉพาะในรพ.เอกชนท่านั้น ต่อไปเศรษฐีมีเงินหรือชาวต่างชาติก็คงไม่มารักษาตัวในเมืองไทยแล้ว เพราะขาดยาและเทคโนโลยีใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการป่วยที่รุนแรงและซับซ้อน


เอกสารอ้างอิง1.http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=154942&catid=176&Itemid=52
หมอประดิษฐ'เผยใช้มาตรการบริหารยาระบบใหม่ 1 มกราคม 2556
2.http://thaipublica.org/2012/03/government-should-review-national-essential-drugs-immediately/

3. หนังสือมหันตภัย 30 บาทรักษาทุกโรคตอนภัยต่อระบบการใช้ยา เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ หน้า 75-82
4. http://www.dailynews.co.th/politics/172968
กรรมการกำหนดบริหารยาเวชภัณฑ์ฯ เดินหน้าคุมเบิกจ่าย ยาลดไขมันในระบบสวัสดิการข้าราชการต่อจากยา "กลูโคซามีน"

5.http://health.kapook.com/view51195.html
จวกเละ! รมว.สธ. สั่งใช้ยากลูโคซามีน ชี้เสียงบ 700 ล้าน โดยใช่เหตุ

6. http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9550000149947 จ่อประกาศคุม ยาลดไขมันในเลือดธ.ค.นี้