นโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย
เขียนโดย พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา   
22 มิ.ย. 2011 12:10น.

.....   ปรากฏการณ์แบบนี้ ที่หลายๆองค์กรต่างก็อยากฟังนโยบายจากพรรคการเมืองในเรื่องระบบการแพทย์และสาธารณสุขนั้น ก็คงมีสาเหตุมาจากระบบในปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายในทางปฏิบัติ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำแก่ประชาชน มีปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล มีปัญหายาที่ใช้ถูกจำกัด บุคลากรแพทย์ขาดอิสรภาพในการเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนเนื่องจากต้องคำนึงถึงว่าหน่วยงานที่จ่ายเงินแทนผู้ป่วยทั้ง 3 หน่วยงานหลักคือ สปสช. สปส.และสวัสดิการข้าราชการ จะจ่ายเงินให้โรงพยาบาลหรือไม่ ถ้าแพทย์เลือกใช้ยาที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วยของตน แต่ยานั้นอยู่นอกเหนือระเบียบของกองทุนต่างๆ .....


ดาวน์โหลดบทความ คลิกที่นี่   WORD file ,  PDF file

 


นโยบายด้านสาธารณสุขของประเทศไทย

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ประธานสผพท.

22 มิ.ย. 54

ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆในช่วงที่ผ่านมาและจะมีต่อไปจนกว่าจะถึงวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆมาก นั่นก็คือองค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข ต่างก็อยากจะฟังนโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขจากพรรคการเมืองมากขึ้น จนอาจทำให้นักการเมืองประหลาดใจว่า ทำไมจึงจัดการอภิปรายประชัน หรือการ debate ระหว่างพรรคการเมืองมากเหลือเกิน เท่าที่ทราบก็คือ สมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้จัดการรับฟังนโยบายจาก 2 พรรคใหญ่ที่คาดว่าจะมาเป็นรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย ในวันที่ 17 มิถุนายน เวลา 13.30-15.30 น. โดยนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รักษาการรมว.สธ.และนายวิชาญ มีนไชยนันท์ อดีตรมช.สธ. จากพรรคเพื่อไทย

    และในเวลาต่อจากนั้น คือเวลา 15.30-17.30 น.ในวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน สหพันธ์ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขแห่งประเทศไทย(สผพท.) ที่ได้เชิญนายวิชาญ มีนไชยนันท์ และนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์หรือผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามจากผู้เข้าฟังการอภิปราย แต่ปรากฏว่า นายจุรินทร์ได้ปฏิเสธที่จะร่วมแสดงวิสัยทัศน์ประชันกับพรรคเพื่อไทย โดยอ้างว่ามีภารกิจอื่น และพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ส่งผู้แทนของพรรค มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ประชันกับพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด แสดงว่า แม้ในเวลาหาเสียงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เหมือนกับตอนที่ได้มีอำนาจในการบริหารกระทรวงสาธารณสุข ที่นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ ก็ไม่เคยให้ความสนใจที่จะรับฟังความเห็นจากบุคลากรผู้ปฏิบัติงานในการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในกระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ได้แต่รับฟังความเห็นจากผู้บริหารระดับสูงที่แวดล้อมรอบตัวเท่านั้น โดยที่ผู้บริหารเหล่านี้ ก็คอยแต่จะ”ตามใจ” รัฐมนตรีสธ. โดยที่ผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ต่างก็ไม่พยายามที่จะแก้ปัญหาของกระทรวงสาธารณสุข ในด้าน การขาดเงิน ขาดคน ขาดสิ่งของ/อาคารสถานที่ ในการที่จะทำงานให้บริการแก่ประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากข้าราชการระดับสูงเหล่านี้ ต่างก็พยายามที่จะ “รักษาเก้าอี้” ของตนไว้(โดยการตามใจรัฐมนตรี)เท่านั้น

   ในส่วนของนายวิชาญ มีนไชยนันท์ ได้อยู่ตอบปัญหาของผู้เข้าร่วมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามกำหนดการเดิม ถึงแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้ส่งคนมาร่วม โดยสรุป นายวิชาญได้กล่าวว่า ในระบบ 30 บาทเดิม ที่พรรคไทยรักไทยได้นำมาใช้นั้น ประชาชนที่ยากจน 20 ล้านคนไม่ต้องจ่ายเงินเลย ส่วนประชาชน 27 ล้านคนต้องจ่ายคนละ 30 บาท ซึ่งทำให้โรงพยาบาลได้เงินกลับคืนสู่ระบบอย่างน้อยประมาณ 1,620 ล้านบาท (คิดจากค่าเฉลี่ย 1 คน ไปโรงพยาบาล 2 ครั้ง/ปี) และประชาชนที่มีเงินก็จะได้มีส่วนร่วมในการช่วยให้ระบบอยู่ได้ ไม่ทำให้โรงพยาบาลขาดทุนเหมือนการให้ฟรีในปัจจุบัน นอกจากนั้น ก็ได้กล่าวถึงปัญหาการป้องกันสมองไหลไปอยู่ภาคเอกชน โดยการเจรจากับกพ.ในการเพิ่มตำแหน่งและค่าตอบแทน หรือการแยกจออกจากกพ.มาเป็นก.สธ. ส่วนพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายนั้น ในส่วนของพท.คิดว่าน่าจะขยายมาตรา 41 มาให้ครอบคลุมทุกคนได้

 มีราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษ ได้มาขอให้ดำเนินการในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษจากการกำจัดขยะอุ๖สาหกรรมด้วย ซึ่งนายวิชาญได้รับว่าต้องมีการแก้ไขปัญหาให้ได้ตามแนวทางด้านกฎหมายเรื่องมลภาวะจากโรงงาน และรับว่าจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้

 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 54 ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ก็ได้จัดดีเบตระหว่างนายจุรินทร์ และนายวิชาญ อีกครั้งหนึ่ง โดยสรุปโดยย่อได้ว่า นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องการขาดแคลนบุคลากรนั้นได้เร่งผลิตบุคลากรเพิ่มอยู่แล้ว รวมทั้งพยายามเจรจากับก.พ.ในการขอตำแหน่งบรรจุเพิ่ม และเห็นว่าพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขก็ยังจำเป็นที่จะต้องมี แต่จะต้องให้คุ้มครองทั้งฝ่ายผู้รับบริการและบุคลากร โดยจะต้องหางบประมาณอีกก้อน แต่ยังไม่รู้จะหาที่ไหน แต่จะต้องผลักดันพ.ร.บ.คุมครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขให้ได้

  ในขณะที่นายวิชาญ ได้กล่าวว่า ควรมีการเจรจากับก.พ. มีมาตรการป้องกันปัญหาสมองไหล หรือให้กระทรวงสาธารณสุชดูแลกันเองในการจัดสรรตำแหน่ง เรียกว่าก.สธ.โดยแก้กฎหมายเพิ่มเติมให้อำนาจสธ.จัดการเรื่องนี้ สธ.ต้องคุมกพ. ไม่ใช่ให้กพ.มาคุมสธ. ในส่วนพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขนั้น ควรมีการทำประชาพิจารณ์ให้รอบด้าน โดยกล่าวว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล จะให้นำส่วนขยายจากมาตรา 41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มาช่วยประชาชนในทุกระบบ เนื่องจากเงินตามมาตรา 41 ยังมีเหลืออยู่มาก เนื่องจากใช้ไปเป็นส่วนน้อย

   ในวันที่ 22 มิ.ย.นี้ ทางแพทยสภาร่วมกับสภาวิชาชีพอื่นๆทางการแพทย์ ก็จะจัดให้มีการแสดง วิสัยทัศน์และ

นโยบายสาธารณสุขของพรรคการเมืองต่างๆอีกครั้งหนึ่ง และในวันที่ 24 มิย. นี้ เวลา 13.00-17.00 น.สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ก็จะจัดให้มีการเสวนา เรื่อง “วิสัยทัศน์ผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ.. กับระบบสุขภาพของคนไทย” ที่ ห้องกองทอง โรงแรมอริสตัน ซอยสุขุมวิท 24 ใกล้สถานีรถไฟฟ้า(บีทีเอส) พร้อมพงศ์

   ปรากฏการณ์แบบนี้ ที่หลายๆองค์กรต่างก็อยากฟังนโยบายจากพรรคการเมืองในเรื่องระบบการแพทย์และสาธารณสุขนั้น ก็คงมีสาเหตุมาจากระบบในปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายในทางปฏิบัติ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำแก่ประชาชน มีปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล มีปัญหายาที่ใช้ถูกจำกัด บุคลากรแพทย์ขาดอิสรภาพในการเลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนเนื่องจากต้องคำนึงถึงว่าหน่วยงานที่จ่ายเงินแทนผู้ป่วยทั้ง 3 หน่วยงานหลักคือ สปสช. สปส.และสวัสดิการข้าราชการ จะจ่ายเงินให้โรงพยาบาลหรือไม่ ถ้าแพทย์เลือกใช้ยาที่เหมาะสมที่สุดกับผู้ป่วยของตน แต่ยานั้นอยู่นอกเหนือระเบียบของกองทุนต่างๆ

   นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเตียงเต็ม บุคลากรทำงานหนักเสี่ยงต่อการด้อยมาตรฐาน เสี่ยงต่อความเสียหายแก่ผู้ป่วย แต่ผู้บริหารไม่พยายามแก้ปัญหาความเสี่ยงและปรับปรุงมาตรฐาน แต่จะออกกฎหมายคุ้มครองผู้ป่วยแต่เปิดโอกาสให้ฟ้องแพทย์มากยิ่งขึ้น และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย ที่ทำให้ผู้คนที่ต้องทำงานภายใต้ระบบการแพทย์และสาธารณสุขในปัจจุบัน อยากจะรู้ว่าพรรคการเมืองที่จะมาบริหารประเทศจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือไม่สามารถแก้ปัญหาได้เลยเหมือนกับที่รัฐบาลนี้และนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ ที่เป็นรัฐมนตรีมา 2 ปี แต่ไม่เคยรับฟังเสียงประชาชนผู้ทำงานในระบบบริการสาธารณะด้านสาธารณสุขเลย

  พรรคการเมืองที่ไปสัญญาอะไรไว้แล้วในเวทีต่างๆเหล่านี้ จะสามารถทำงานให้ได้ตามสัญญานี้หรือไม่ ประชาชนที่เป็นผู้ทำงานในระบบและครอบครัวผู้ทำงานอีกประมาณ 5 ล้านคน รวมทั้งประชาชนที่ต้องไปรับบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขในวันใดวันหนึ่ง ก็ควรสนใจรับฟังนโยบาย และตัดสินใจได้ว่า ควรจะเลือกพรรคใดเพราะอะไร ก่อนที่จะปล่อยนักการเมือง มาทำลายระบบการแพทย์และสาธารณสุขให้ตกต่ำยิ่งขึ้นไปกว่านี้